
บางคนอาจจะไม่คุ้นชื่อของ Microlab เท่าไหร่ แต่ถ้าเป็นคนที่ใช้ลำโพงคอมมานานจะรู้จักชื่อนี้กันดี เพราะ Microlab เป็นลำโพงจากประเทศจีนที่ได้ชื่อว่า คุ้มค่าเกินราคา เนื่องจากรุ่นถูกๆก็ให้เสียงที่ดีทีเดียว โดยเฉพาะรุ่นยอดฮิตอย่างตระกูล X3 ที่หลายๆคนถามหากัน เพราะให้เสียงที่ดี กำลังขับสูง แถมยังเปลี่ยนสายเล่นได้อีกด้วย ที่สำคัญ ราคาไม่แพง หลายๆคนเลยชอบรุ่นนี้กันเยอะ
เห็นว่ามาจากจีนแบบนี้ แต่ Microlab ก็ไม่ใช้บริษัทผลิตลำโพงธรรมดานะครับ เพราะหัวหน้าวิศวกรการผลิตลำโพงของ Microlab ก็คือ Peter Larsen ผู้ที่ออกแบบดอกลำโพงให้กับ VIFA , Scan-speak และ Dynaudio ครับ ดังนั้นดอกลำโพงของ Microlab ทุกตัวย่อมไม่ธรรมดาแน่นอนครับ
พอดีช่วงนี้เห็นคนมาถามหาลำโพงใช้กับเครื่องคอมกันหลายคน ผมก็เลยเกิดความสนใจที่จะลองจับลำโพงคอมมา review ดูบ้าง จริงๆเรื่องของเรื่องมันเกิดจากกระแสลำโพง Microlab ตัว SOLO นี่แหละครับ คือผมเห็นหลายๆคนซื้อมาใช้แล้วติดใจกันก็เลยสนใจว่ามันเป็นลำโพงแบบไหนคนถึงได้ชอบ ผมเลยลองติดต่อไปทางตัวแทนจำหน่ายดูเผื่อจะได้ตัว SOLO มาลอง test ฟังเล่นๆ ปรากฏว่า ลองไปลองมา ผมดันไปถูกใจตัวอื่นมากกว่าครับ เพราะด้วย Design และคุณภาพเสียงที่ผมรู้สึกว่า มันเหมาะกับการฟังเพลงมากกว่าตัว SOLO เยอะเลยครับ พูดง่ายๆว่า คุณภาพเสียงโดยรวมตัวนี้เหนือกว่า SOLO6C ครับ ตัวที่ผมว่ามาก็คือ
MICROLAB H-200
ซึ่งก็เป็นตัวที่จะจับมา review วันนี้แหละครับ

งานประกอบภายนอกของ H-200 ก็ ดูแล้วเรียบร้อยดีครับ เสียดายที่ลายไม้ด้านนอกเป็นคล้ายๆกับการเอาสติ๊กเกอร์ลายไม้มาหุ้ม ไม่ได้เป็นลายไม้ธรรมชาติแท้ๆ ทำให้ความขลังมันลดลงมาหน่อย แต่ การเก็บงานถือว่าทำได้ดีครับ ดูเนี้ยบใช้ได้ การล๊อคดอกติดกับตู้ก็ทำได้ดี น้ำหนักเองก็อยู่ในเกณฑ์ไม่ธรรมดา โดยเฉพาะตู้ซับถือว่าหนักใช้ได้ทีเดียว
ที่น่าสนใจก็ตรงตู้ซับนี่แหละครับ เพราะให้ขาตู้ซับแบบเป็น Spike มาให้ ลักษณะมันจะเป็นเหล็กก้านเรียวเล็ก ซึ่งเป็นขาที่ป้องกันอาการเสียงสั่นจากตู้เบสครับ จะช่วยให้ image ของเบสนั้นนิ่งขึ้นกว่าการใช้ขาธรรมดา หรือเป็นขารองแบบยางทั่วๆไป
ขนาดของตู้ซับอาจจะดูใหญ่ไปหน่อยสำหรับลำโพงคอมทั่วไป แต่การวางก็ไม่ได้เกะกะตรงไหนครับ เพราะเราควบคุมคุณภาพเสียงผ่านทางตัว Pre Control ที่ แยกออกมาต่างหากจากตัวซับ ทำให้เราสามารถเอาซับไปวางตำแหน่งอื่นได้โดยสะดวก ซึ่งส่วนใหญ่ก็คงจะอาศัยใต้โต๊ะ หรือไม่ก็ข้างโต๊ะนี่แหละครับ เพราะตู้ซับวางที่ไหนก็ได้ขอแค่จูนเบสให้ดีๆก็พอ ตัวหลักๆที่สำคัญก็คงเป็นลำโพงซ้ายขวานี่แหละครับที่ต้องขอตำแหน่งการวางดีๆ หน่อย เพราะลำโพงตัวนี้ค่อนข้างเด่นเรื่อง Focus Image มากๆ ดังนั้นถ้าเราวางเหลื่อม หรือวางตำแหน่งไม่ดี ตำแหน่งของเสียงและชิ้นดนตรีต่างๆมันจะเอนไปด้านใดด้านหนึ่งแทน และถ้าจะให้ดี ควรวางลำโพงให้ตำแหน่งของ Tweeter เสมอพอดีกับหูของเราด้วยนะครับ เพื่อการฟังเพลงจะได้ฟังตำแหน่งได้ถูกต้องที่สุดเท่าที่จะทำได้

มาดูกันที่เรื่องของเสียง
อย่างที่ผมเกริ่นไว้นิดหน่อยแล้วว่า ลำโพงตัวนี้จะเด่นเรื่อง Focus ชิ้นดนตรีเอามากๆ โดยเฉพาะเสียง Vocal ที่จะ Focus ได้เด่นชัดเลยทีเดียว และยังเป็นลำโพงที่ควรจะใช้ Soundcard ดีหน่อยเพื่อเรียกศักยภาพที่แท้จริงของมันออกมาครับ เพราะเท่าที่ผมลองกับ soundcard on board ผลที่ได้ยังไม่ประทับใจเท่าไหร่ จริงๆมันก็ใช้ได้อยู่ แต่ก็ยังสู้การต่อผ่าน DAC หรือผ่าน Soundcard ดีๆไม่ได้ ถ้าอยากได้ยินฟังความสามารถเต็มๆของลำโพงก็อาจจะต้องลงทุนนิดนึงครับ
การให้ soundstage ของลำโพงถือว่าทำได้ดีทีเดียว โดยเฉพาะการให้มิติด้านลึกที่ให้ความรู้สึกได้ใกล้เคียงกับลำโพงระดับ Hi-End ทำได้เลยทีเดียว ปรกติลำโพง PC ทั่วๆไป จากไม่ค่อยให้มิติด้านลึกเท่าไหร่ ส่วนใหญ่จะให้มาแบนๆเป็นหน้ากระดานมากกว่า โดยเฉพาะลำโพงราคาถูกๆทั่วไป ถ้าใครเคยใช้ลำโพงถูกๆมาก่อน พอเปลี่ยนเป็น H-200 จะเห็นความแตกต่างเรื่องมิติอย่างชัดเจนเลยทีเดียว ถ้าลองหลับตาแล้วฟังเพลงไปด้วย จะรู้สึกถึงความลึกที่ถอยเข้าไปในแนวหลัง ยิ่งถ้าวางใกล้ๆผ้าม่าน หรือกำแพง จะรู้สึกเหมือนว่าการบรรเลงเพลงไปเกิดอยู่ลึกเข้าไปในกำแพงเลยทีเดียว
จริงๆตัว H-200 ควรจะวางระยะให้ห่างจากกันพอสมควรนะครับ เพราะจะช่วยในเรื่องการสร้างมิติ และ soundstage ให้ดีมากยิ่งขึ้น ยกเว้นว่าเนื้อที่จำกัด ก็คงต้องพยายามวางให้ห่างจากกันที่สุดเท่าที่จะทำได้แล้วกันครับ
เสียงย่านกลางค่อนข้างเด่นเลยทีเดียว โดยเฉพาะในส่วนของ Vocal ที่จะให้เสียงที่เปิด ออกไปทางสด และสว่างแต่ไม่จัดจ้าน ฟังแล้วลื่นหู มวลเสียงไม่หนาเท่าไหร่ ทำให้เสียงร้องฟังดูชัดใส ไม่มีอาการขุ่นให้รู้สึกแต่อย่างใด เสียงกลองเองก็มีความหนักแน่น หัวโน้ตกระแทกกระทั้นลงมาได้ดี แต่ไม่หนักจนฟังดูโอเว่อร์ เสียงสแนร์เด่นชัดฟังง่าย สแนร์ค่อนข้างเป็นธรรมชาติมากๆ การ Focus Image เสียงค่อนข้างชัดเจน ทำให้ฟังง่ายว่าชิ้นดนตรีแต่ละชิ้นเล่นตำแหน่งไหน
เสียงเบสนุ่มนวล ช่วง Impact เบสให้แรงกระแทกที่ชัดเจน แต่ไม่กระแทกแรงจนรู้สึกว่าเบสแข็งกระด้าง ทำให้ฟังเบสได้สบายๆไม่อึดอัด ช่วง Middle เบสก็ได้ยินชัดเจน โดยเฉพาะเวลาที่มีจังหวะของการเล่นเบสตีคุ่ไปกับกระเดื่อง เราจะสามารถฟังออกได้อย่างง่ายดาย เพราะกระเดื่องกับเบสจะให้เสียงที่แยกออกจากกันอย่างเด็ดขาด ฟังแล้วลื่นหูเอามากๆ ช่วง deep เบสอาจจะน้อยไปหน่อย ต้องจูนส่วนที่เป็น sub เพื่อเพิ่ม deep เบสเข้ามาอีกหน่อยถึงจะกำลังดี แต่มวลของเบสโดยรวมจะน้อยกว่าลำโพงตัวถูกๆหน่อย เพราะลำโพงตัวนี้จะเน้นคุณภาพของแต่ละย่านมากกว่า ความเว่อร์ของพลังเบส เบสที่ให้มาจึงพอเหมาะพอเจาะกำลังดี ไม่บวม ไม่เยอะเกิน และนุ่มนวลฟังสบาย
เสียงสูงชัดใสและพลิ้วมากๆ ไม่มีอาการแหบกระด้าง และแบนแข็งเหมือนกับลำโพงถูกๆทั่วไป เรียกได้ว่า คุณภาพเสียงสูงอยุ่ในระดับที่ดีเลยทีเดียว หัวโน้ตของเสียงสูงก็มีความชัดเจน โดยเฉพาะช่วงที่มีกีต้าร์ขึ้นจะโดดเด่นเป็นพิเศษ สามารถรู้สึกถึงตำแหน่งของกีต้าร์ได้ชัดเจน นิ่ง และเห็นเป็นรูปเป็นร่าง แตกต่างจากลำโพงถูกๆทั่วไปที่จะเห็นเป็นกีต้าร์แบนๆ และไม่สามารถสัมผัสถึงตัวตนคนที่เล่นกีต้าร์ได้ การให้รายละเอียดเสียงสูงก็ทำได้ดีมากๆ เก็บรายละเอียดในครบทุกเม็ดเลยทีเดียว แต่ก็มีปัญหานิดหน่อยตรงช่วงเสียงสูงที่อยู่ไกลๆ ตัวลำโพงจะให้เสียงบางไปนิด โดยส่วนตัวผมคิดว่าน่าจะเป็นปัญหาจากตัวภาคขยายของตัว sub มากกว่า ถ้าเกิดต่อกับชุด Integrate Amp ดีๆ น่าจะรีดศักยภาพออกมาได้ดียิ่งกว่านี้อีก
เท่าที่ผมเอามาลองต่อกับ iPOD Classic ดู ก็ให้ผลเป็นที่น่าพอใจครับ เพราะโดยตัวลำโพงเองก็มีกำลังขับอยู่ที่ 108 watt RMS เลยทีเดียว เสียงที่ออกมาเลยให้คุณภาพที่ดีในระดับนึงเลยทีเดียว เหมาะสำหรับคนที่อยากเอาไปใช้กับ iPOD แค่มี DOCK ดีๆที่ชาร์ท iPOD ได้ซักตัว ก็โอเคแล้วครับ
แต่การต่อผ่าน PC ที่มี soundcard หรือ DAC ดีๆ ก็จะให้คุณภาพที่ดีกว่าอีก step นึงครับ

โดยรวมถือว่าเป็นลำโพงที่ให้เสียงดีมากๆอีกตัวนึงเลยทีเดียว จะเอามาใช้สำหรับฟังเพลงก็สบาย เอามาใช้ดูหนังก็ได้ แต่จริงๆถ้าจะดูหนัง ก็คงต้องมองรุ่น H-500 ที่เป็นตัว 5.1 แทนครับ จริงๆถ้าว่ากันตามตรง ผมว่าเสียงของ H-500 นี่ เหนือกว่า H-200 ซะอีกครับ แต่ราคาของ H-500 ก็สูงไปหน่อย แค่ H-200 นี่ก็ถือว่าเหลือกินแล้วละครับ ใครที่สนใจก็ไปลองหาฟังดูก่อนซื้อนะครับ ลองดูว่าชอบไม๊แล้วค่อยซื้อก็ยังไม่สาย ส่วนราคาเห็นว่าจะอยู่ที่ราวๆ 6 พันต้นๆครับ ซึ่งถ้าเทียบกับงานและเสียงที่ได้ ราคานี้ถือว่าคุ้มมากๆครับ ยืมมาแล้วไม่อยากจะคืนเลย ถ้าไม่ติดว่ามีโครงการจะลุย IEM อีกตัวนึง ก็อาจจะสอยมาเป็นของตัวเองเลยก็ได้ครับ :D

Specifications:
* Power Output: 36W x2 +72W RMS
* Frequency Response:
(Woofer) 20Hz-160Hz
(Satellite) 160Hz-30KHz
* Sensitivity Input: 300mV
* S/N Ratio: more than 92dB
* Separation: more than 50dB
* Driver Unit: (Woofer Driver) 6.5"
(Satellite Driver) 3.5" +3/4"
* Weight: 16KG
31 ความคิดเห็น:
เทียบกับ harman gordon ซับตัวใสๆแซทเทิ่ลไลท์เป็นแท่งๆแล้วเสียงเป็นไงครับ ตัวนี้เคยฟังมิติเอาเรื่องอยู่
เสียงตัวนี้่จะนุ่มนวลกว่าครับ เนื้่อเสียงกลางดีกว่า และเบสดีกว่าครับ
ตัว Harman ที่ว่า จะเน้นเสียงย่านใสหน่อย แต่เสียงจะแบนไปนิด และมิติโดยรวมสู้่ H-200 ไม่ได้ครับ เพราะหลักๆตัวนั้นจะเน้นทาง design มากกว่าเรื่องเสียงครับ
ถ้าเทียบกับ klipsh GmX2.1
หละครับ
ยังไม่เคยลองเทียบกันกับ Klipsh นะครับ ไม่กล้าฟันธงเท่าไหร่ แต่เบสของ H-200 น่าจะดีกว่า Klipsh ครับ
แล้ว ถ้าเทียบกับ solo 7c ที่ออกมาใหม่นั้น ใครดีกว่าครับพี่ ตอนนี้ผมลังเลแล้ว ไม่รู้ว่าระบบ 2.1 หรือ 2.0 อันไหนดีกว่ากัน ยังไงช่วยเทียบให้หน่อยนะรับ เพ่
ึ7C จะมี review เร็วๆนี้ครับ
แต่ถ้าเทียบกัน
เบสของ H-200 จะครบเครื่องกว่าครับ แต่ตัว 7C จะให้ soundstage ที่กว้างกว่า เพราะจำนวน driver มากกว่า และรูปทรงเป็นสไตล์แบบ Half Tower ซึ่งช่วยเสริมในเรื่อง soundstage ได้เป็นอย่างดีครับ
เรื่องเสียงนี่ 7C จะออกชัดๆ แต่ H-200 จะออกนุ่มนวลครับ จะว่าไปก็น่าใช้ทั้งคู่ แต่ผมชอบ H-200 มากกว่า ถ้าเอามาฟังเพลง ที่สำคัญ H-200 จะปรับแต่งได้มากกว่า 7c นิดหน่อยครับ
ขอถามอีกครับพี่ g7 อีกครั้งครับ
ผมเริ่มที่จะหันมาเล่นลำโพงบ้านแล้วครับ แต่ติดในเรื่องที่จำกัดงบประมาณนั้นผมในนามมือใหม่นั้นอยากจะให้พี่ช่วยแนะนำหน่อยนะครับว่า 2 ตัวนี้ น่าเล่นไหมครับเน้นฟังเพลงครับ ฟังแบบจริงจังเลยครับ และ 2 ตัวนี้เน้นพื้นที่ในการจัดวางไหมครับ ตัวsolo 7c นั้นจำเป็นต้องซื้อขาตั้งลำโพงขนาด 26' มาวางเหมือนลำโพงบ้านใหมครับเพื่อที่จะให้เสียงออกมาดี (หรือว่าไม่จำเป็น)และต้องเซ็ทตำแหน่งระยะห่่างกันด้วยไหมครับ และที่พี่บอกว่า(รูปทรงเป็นสไตล์แบบ Half Tower) นั้นอธิบายเพิ่มเติมได้ไหมครับว่าเป็นอย่างไรครับ และสุดท้าย 2 รุ่น นี้มันให้ความเป็นดนตรีแบบบ HI HED ได้ไหมครับ
็Half Tower หมายถึง ลำโพงแบบที่เป็น Tower แต่ไม่สูงเท่า Tower ปรกติครับ จะลักษณะเตี้ยกว่าหน่อยครับ เวลาจะฟังเพลงต้องใช้ขาตั้งช่วยในการ set ให้ได้ตำแหน่งครับ
แต่ตัว 7c จะหาขาตั้งยากนิดนึงครับ เพราะส่วนใหญ่ขาตั้งจะนิยมทำให้กับลำโพงแบบ Bookshelf ดังนั้นตัว H-200 ที่เป็นลำโพงแบบ Bookshelf จะหาขาตั้งได้ง่ายกว่า
จริงๆเรื่องการ set ลำโพงสำหรับฟังเพลงมันเป็นเรื่องค่อนข้างวุ่นวายนิดนึงครับ อาจจะต้องนั่งคุยกันยาวหน่อย เพราะมันมีลูกเล่นเยอะมาก ที่คนไม่รู้จะมองว่าเราบ้าได้ :D
ถ้าพูดถึงความเป็น Hi-End ทั้งคู่ก็ถือว่าเข้าใกล้แล้วละครับ แต่จะต่างไปในแง่บุคลิกของเสียง ซึ่งถ้าเป็นตัว 7C จะออกแนวมอนิเตอร์เล็กน้อย เบสจะแน่น กระชับ และเก็บตัวไว ในขณะที่ H-200 จะได้ sub มาช่วย ทำให้ได้ deep bass มาเสริม
ไม่ทราบว่าตัว H-200 ผมสามารถไปดูไปฟังได้ที่ไหนได้บ้างครับ และร้านไหนแนะนำบ้างครับ (ขอ Web ด้วยก็ดีครับถ้ามี)
ไม่ทราบว่าบ้านคุณ ปรัชญา อยู่แถวไหนครับ...
จริงๆผมเคยเห็นที่ Zeer รังสิตมีเอาให้โชว์ให้ test ลองฟังได้ครับ ที่อื่นนี่ยังไม่แน่ใจ ถ้ายังไงลองโทรไปถามที่ Exmory ดูได้ครับว่ามีที่ไหนให้ลองได้บ้าง
เบอร์โทรก็ 0-29926153-4 ครับ ขอสายคุณหน่อยก็ได้ บอกว่าผมแนะนำมา อยากขอลอง H-200 เดี๋ยวทางนั้นก็จัดให้เองครับ
ดีเลยครับ บ้านผมอยู่แถวรังสิตพอดี แด๋วจะได้ไปลองครับ ขอบคุณ คุณ G7 มากครับ
ผมซื้อ ตัว h200 มาแล้วครับ
เสียดายที่ไม่มีรีโมท ( รุ่น 7c ถูกกว่ายังมีให้)
อยากให้คุณ G7 แนะนำ dac ที่ราคาไม่แพง ที่เหมาะกับเจ้าตัวนี้หน่อยครับ ผมใช้ source เป็น macbook ครับ
-ขอบคุณครับ
จริงๆ DAC ถ้าใช้กับ macbook ผมแนะนำ
http://g7-g7.blogspot.com/2008/12/review-dac-go-vibe-usb-audio-dac.html
ตัวนี้มากกว่าครับ
หรือไม่ก็ DAC Campass แต่ราคาก็ หมื่นนิดๆ ซึ่งก็จะสูงไปหน่อยครับ ผมว่าตัว Go Vibe ดูน่าจะเหมาะกว่า ทั้งในแง่เสียงที่ได้ และความสะดวกในการพกพา เผื่อๆว่าเอาไปใช้กับหูฟัง หรือ ลำโพงตัวเล็กภายนอกกรณีไม่ได้ันั่งที่บ้านน่้ะครับ
เจ้า Go Vibe USB Audio-DAC
นี่ผมจะหาซื้อได้ที่ไหนบ้างครับ คุณ G7
ผม search แล้วแต่ยังหาไม่เจอเลยครับ
ลองโทรไปถามที่นี่ดูครับ
http://www.zeazonmall.com/product2.php?CategoryID=DAC001&SubCategoryID=GO-VUD01&typemode=2
น่าจะมีของนะ
ตัวนี้เมื่อเทียบกับพวก Bose Companion 3 series II
หรือพวก Jamo i300 เป็นยังไงบ้างครับ พอสู้ได้ไหมเอ่ย
ถ้าเทียบกับ Com3 ผมว่า H-200 ดีกว่าครับ
ส่วนกับ Jamo นี่ ผมว่า H-200 จะได้เรื่องใสที่ใสกว่า ส่วน Jamo จะได้เสียงที่นุ่มนวลกว่าครับ
พี่ G7 ครับผมอยากถามว่า
ถ้าผมจะเอามาดูหนังเป็นส่วนใหญ่ ฟังเพลงบ้าง
(ปกติฟังจากหูฟังครับ)
ควรเลือกรุ่นไหนดีครับระหว่าง h200 กับ solo7
ขอบคุณมาก ๆ ครับ
^^
ปล.ห้องผมเล็กเนื้อที่ไม่พอวาง 5.1 ครับผม
อันนี้แล้วแล้วแต่ความชอบนะครับเพราะ ตัว solo7c จะให้ imageที่ใหญ่กว่า h200 แต่ความโอบล้อมกับ soundstage ก็จะแพ้ h200. เช่นกันครับ
ขอบคุณมากเลยครับพี่ที่แนะนำ
เมื่อวานลองไปฟัง
แล้วก็ซื้อ solo7c มาแล้วครับ
^^
ขอบคุณครับ
ตอนนี้ มี microlab X 3 - 5.1 อยู่ครับ กับ ipod Touch Gen 2 16G
ใช้ไปสองอาทิตย์ กว่าๆกับ Sound X-Fi Xtream Music
ผมกะว่าจะขายดีไหม เพื่อที่จะได้ H-500 ช่วยออกความคิดเห็นด้วยครับสองจิตสองใจอยู่
H500 มันก็ต้องดีกว่า X3 5.1 อยู่แล้วครับ แต่ว่า ราคามันก็แพงกว่าด้วยนะครับ น่าจะไปลองฟังดูก่อนนะครับว่าชอบหรือเปล่า เดี๋ยวได้มาเกิดไม่ชอบจะเสียใจอีก
แต่ H500 เป็นรุ่นหน้าปัด Digital แล้วนะครับ มันจะดูไฮโซขึ้นมาก แถมเสียงก็ดีกว่า H200 ด้วย..
ถ้าผมจะเอาตัว H-500 ปรับแต่งทำเป็น Home Theater ย่อมๆจะได้รึเปล่าครับ คือขนาดห้องผมมันเล็กครับ จะเอาชุด Home Theater ชุดใหญ่เลยก็เกรงใจข้างห้องน่ะครับ ที่สำคัญราคามันถ้าเทียบกับลำโพง hi end แล้วราคามันถูกกว่าเยอะครับ
ขอบคุณครับ
ได้ครับ สบายๆเลยด้วย ผมว่ากำลังขับมันดีมากเลยทีเดียว ดีกว่าใช้พวก Mini Component ที่กำลังขับแบบเทียมๆด้วยซ้ำครับ
ผมได้ซื้อตัว H-500 มาแล้วครับ ประทับใจกับเสียงที่ได้มากครับ แต่ยังอยากให้คุณ G-7 ช่วยแนะนำวิธีปรับแต่งเสียงให้ดีกว่าที่เป็นอยู่ครับ ไม่ทราบว่าพอจะแนะนำอะไรได้บ้างครับ คือตอนนี้ผมตั้งค่าลำโพงทั้งหมดไว้ที่ +/- 0 DB ครับ ไม่ทราบว่าถูกต้องหรือเปล่า และ/หรือต้องปรับอะไร อย่างไรบ้างครับ ขอคุณ G-7 ช่วยแนะนำด้วยครับ
ขอบคุณครับ
เศก
ตอนนี้มีนมี h200d ออกมาแล้วไม่รู้ว่ามันเหมือนกับ h200เดิมอยู่รึเปล่าครับพี่ g7 ตอนนี้ผมมีอยู่ 10000 บาทอยากจะขอปรึกษาว่า จะซื้อ h200+ขาตั้งลำโพง24'หรือเก็บเงินไปอีกแล้วค่อยเล่นแบบลำโพงวางหิ้ง อันไหนดีกว่ากันครับ
ถามตัวเองดูครับว่าเอามาใช้กับอะไร ถ้าใช้กับคอม ลำโพง Bookshelf ระดับ Mid-End ก็คงจะไม่เหมาะ เพราะต้องการกำลังขับที่ดีซึ่งต้องมีงบซื้อ Int. Amp หรือ ชุด Amp เพื่อให้กำลังขับถึง และ อีกอย่าง ลำโพงแบบนั้นไม่เหมาะฟังระยะใกล้ครับ
ตัว H200D น่าจะเป็น H200 ที่เป็น Digital Control ถ้าเป็นตัว Digital Control ซื้อได้เลยครับ รู้สึกราคาจะเท่าตัว analog เพราะรุ่น analog มันหมดตลาดไปแล้วน่ะครับ
แถมตอนนี้ H200D ราคาอยู่ราวๆ 5,xxx เท่านั้น ถ้าดูจากราคาน่าซื้อมากครับ
รบกวนพี่ g7 หน่อยนะครับ พอจะเปรียบเทียบกับ pro1 ให้หน่อยได้ไหมคับเห็นราคาใกล้ๆกันนะคับ
Pro1 สู้ไม่ได้ทุกประการครับ
ตอนนี้ H200 ที่ราคาปัจจุบัน ถือเป็นลำโพงที่น่าหวดที่สุดแล้วครับ
ตัวนี้เมื่อเทียบกับพวก Altechlansin MX-5021
เป็นไงบ้างครับ
คือเมื่อก่อนผมเคยใช้ 5021 อยู่ แต่ตอนนี้ขายไปแล้ว
. . .. ใจนึงก็อยากซื้อ 5021 แต่อีกใจก็อยาก
จะอัพเกรด หรือลองเล่นตัวใหม่ดู
ช่วยเปรียบเที่ยบให้หน่อยนะครับ
(ผมจะมาใช้กับ X-Fi)
ที่เซีย มีร้านที่ขาย microlab กี่ร้านอ่ะคับ เอาแบบร้านที่ขายรุ่นใหญ่อ่ะ พวก solo7c x15 รุ่นใหญ่เลยคับ
กำลังว่าจะไปลองฟังเสียงดู
แสดงความคิดเห็น