วันจันทร์ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2552

= Review = [ Microlab Md332 ] Docking Station ที่จะสั่นสะเทือนวงการ ( ด้วยพลังเบส )








ตั้งแต่ iPOD กำเนิดขึ้นมาบนโลกใบนี้ ก็เกิดกระแสการเปลี่ยนแปลงที่หลายหลากมากมาย โดยเฉพาะในวงการเพลงที่คงจะปฏิเสธกันไม่ได้นะครับว่า iPOD ทำให้กระแสของ MP3 บูมขึ้นมาสุดขีดจริงๆ เล่นเอาค่ายเพลงต้องพากันปิดตัวเป็นว่าเล่นเพราะไม่สามารถทัดทานกระแสและปรับตัวตามไม่เป็น


นอกจากจะไปถล่มค่ายเพลงจนพากันเจ๊งระนาวแล้ว ยังขึ้นไปยึดตำแหน่งหัวหอกของวงการเครื่องเสียงพกพาด้วยการเขย่าบัลลัง Walkman ของ Sony จนตกกระป๋องกลายเป็นตำนานในอดีต จนทำให้สัญลักษณ์ของการฟังเพลงเปลี่ยนขั้วกลายมาเป็น “หูฟังสีขาว” แทนที่จะเป็นชื่อ “ Walkman” เหมือนดั่งในอดีตเมื่อสมัยที่ sony เคยรุ่งเรือง


หลังจากนั้นเหตุการณ์ก็ดำเนินต่อเนื่องมาเรื่อยๆ จนกระทั่งเข้าสู่ห้วงของการกำเนิดเกิดมาของมือถือที่หลายๆคนอยากจะครอบครองลองเล่นในชีวิตสักครั้ง นั่นก็คือ “iPhone” มือถือที่ถือได้ว่า เป็นตัวสร้างกระแส Music Phone และ Touch Screen Phone ให้แพร่หลายอย่างกว้างขวางในยุคปัจจุบันจนทุกวันนี้ เล่นเอาวิธีไถๆ ถ่างๆ กลายมาเป็นพื้นฐานการใช้งานของ Touchscreen Phone ในมือถือแทบจะทุกยี่ห้อ ต้องถือว่า ผลิตภัณฑ์ของ Apple ที่นำทัพโดย Steve Job ในยุคหลังๆที่ออกมา ได้สร้างทั้งกระแส และแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของความเป็นผู้นำในวงการได้อย่างแท้จริง


แน่นอนว่า คนที่ได้อนิสงค์จากกระแส iPod และ iPhone Fever ย่อมไม่ใช่ค่ายเพลงอย่างแน่นอน แต่ความร่ำรวยกลับถ่ายเทไปให้กับ Third Party ที่ผลิตสินค้าออกมาเพื่อ Support iPod และ iPhone โดยเฉพาะอุปกรณ์เสริมพื้นฐานอย่าง ซีลีโคนหุ้ม , ปลอกหนัง , แผ่นติดกันรอย รวมไปถึงบรรดาค่ายที่ผลิตหูฟังทั้งหลายต่างก็ได้รับอนิสงค์เหล่านี้โดยถ้วนกัน และอีกหนึ่งสิ่งที่หลายๆคนอยากได้มาใช้ควบคู่กับ iPod หรือ iPhone นั่นก็คือ Docking Station นั่นเอง



ทำไมหลายๆคนอยากได้ Docking Station ? เหตุผลง่ายๆก็คือ ความสะดวกในการใช้งานนั่นเองครับ บางคนกลับมาจากที่ทำงานเหนื่อยๆ หรือไปเที่ยวข้างนอกมาแบบเพลียๆ แบต iPod หรือ Iphone เองก็ใกล้จะหมดจากการใช้งานอย่างตรากตรำและโชกโชน ก็อยากจะหาที่วางเสียบที่ใช้งานง่ายๆ ชาร์ตแบตได้และฟังเพลงได้ด้วย อยู่มุมไหนของห้องก็ได้ยินเสียงเพลง ยามอาบน้ำก็ฟังสบายๆ ดังนั้น Docking Station เลยเป็นคำตอบของการค้นหาในความรู้สึกของหลายๆคน


ปัจจุบัน Docking Station เองก็ออกมามากมายหลากหลายยี่ห้อจนแทบจะจำรุ่นกันไม่ได้ บางยี่ห้อก็ทำมาเน้นให้พกพาสะดวก ทั้งใส่ถ่านได้ด้วย แถมยังยกไปไหนมาไหนได้ ส่วนบางยี่ห้อก็เน้นทำเพื่อตั้งไว้ ณ. จุดใดจุดนึงของบ้าน จะพกพาไปไหนคงจะลำบากเพราะน้ำหนักค่อนข้างมาก กระทั่งบริษัท Apple เอง ก็เคยทำ Docking Station ออกมาเช่นกัน นั่นก็คือ iPOD HiFi ที่มีรูปทรงคล้ายๆ Sound Bar แต่น่าแปลกที่ iPOD HiFi กลับไม่ค่อยได้รับความนิยมเท่าไหร่ อาจจะด้วยราคาที่ค่อนข้างสูง แถมรูปทรงก็ถือว่าธรรมดามากๆถ้าไปเทียบกับ JBL ที่เน้น Design แบบล้ำสมัย ทำให้ไม่มีการต่อยอดของ iPOD HiFi มาจนถึงปัจจุบัน ทุกวันนี้ก็แทบจะไม่ค่อยเห็นมีวางขายเท่าไหร่แล้วด้วยซ้ำครับ ซึ่งก็ค่อนข้างน่าเสียดายอยู่ เพราะ iPOD HiFi เสียงดีกว่า JBL มากมาย


- รูปลักษณ์ของ iPOD HiFi น่าเสียดายที่ไม่มีการพัฒนาต่อ -






และด้วยเหตุผลทั้งหมดทั้งมวลที่กล่าวมายืดยาวอย่างในข้างต้น ทำให้ผมต้องมานั่งหา Docking Station มาใช้กับคนอื่นเค้าบ้าง เลยต้องดั้งด้นเดินทางไปลองฟังเสียงของหลายๆยี่ห้อ แน่นอนว่าตัวเลือกแลกที่ตัดทิ้งก่อนก็คือ JBL เพราะเค้ายังคง Concept เดิม คือ สวยใส ไร้เบส เล่นมีแต่ย่านสูง กับกลางสูงแบบนี้ผมไม่ไหวครับ แสบแก้วหู ถึงแม้จะ Dsign สวยเห็นแล้วอยากซื้อมาใช้แต่ก็ต้องทำใจ เพราะผมฟังเพลงมากกว่านั่งชื่นชม Design แถมเงินในกระเป๋ามันก็ไม่ค่อยพร้อมที่จะจ่ายเป็นค่าตัวให้ JBL ซะด้วย ก็เลยต้องเปลี่ยนไปดูยี่ห้ออื่นแทน ซึ่งก็เป็นเรื่องบังเอิญเหลือเกิน ที่เป็นเห็นเอายี่ห้ออันแสนคุ้นเคยอย่าง Microlab วางโชว์ตัวโดดเด่นใน iStudio ผมก็ไม่รอช้า ใช้ความเป็นเด็กเส้น โทรไปคุยกับทาง Exmory ให้ส่ง Docking Station มาให้ผมซะดีๆ อย่าให้มีปัญหามาก ( ปากดีสุดๆ เห็นเอาเข้าจริงๆละหงอตลอด ) เรื่องของเรื่องคือไม่มีตังค์ แต่อยากจะฟังของดีๆ โชคดีที่ทาง Exmory ไม่ถือสา แล้วบอกให้ผมเข้าไปเอา Docking Station ได้เลย จะถือหน้าสามตอกตะปูรอ พร้อมพนักงานอีก 24 บาทา ยังดีที่ผมเป็นคนไม่โลภมากก็เลยจะขอรับแค่เครื่องมาทดสอบพอ ส่วนโปรโมชั่นที่เหลือก็จะมอบให้แก่ผู้โชคดีแทน ใครที่อยากได้โปรที่ว่ามาให้ส่ง SMS มาร่วมสนุกได้ที่ 1900 999 xxx ทางเราจะจัดส่งให้ถึงบ้านในทันที แม้อยู่นอกสถานที่ก็ตามไปจัดให้ได้เช่นกัน


และด้วยความใจดีของทาง Exmory ทำให้ผมได้ Microlab MD332 มาฟรีๆแบบไม่มีเงื่อนไข และไม่ต้องไปคืนอีกเลยตลอดชีวิต ( ขอบคุณมากๆครับ… ขอบคุณมากจริงๆที่ให้ฟรีๆ… อะไรนะครับ อะไรจับๆ อะไรตำรวจ แหมมมม … ก็แค่ ล้อเล่งง่ะ เดี๋ยวเอาไปคืนก็ด้ายย… )

ในตอนแรกผมตั้งใจจะไปเอาตัว MD331 ซึ่งเป็นตัวหน้ากากผ้า เพราะคิดว่าถ้าทำหล่นเจ๊งคงจะเสียเงินชดใช้ไม่เยอะเท่าไหร่ แต่ทาง Exmory พยายามคะยั้นคะยอให้เอาตัว MD332 ที่ราคาสูงกว่าแทน ซึ่งผมก็พยายามปฏิเสธตลอด เพราะคิดว่าการเอาของแพงเค้ามามันไม่ถูกต้อง เกิดทำพังขึ้นมาจะไม่มีปัญญาชดใช้ ( ใจคอจะนึกถึงแต่เรื่องทำของเค้าพังอย่างเดียวเหรอเนี่ย ) ในที่สุดทางนั้นก็ยัดเยียดเอา MD332 มาให้ผมจนได้ โดยให้เหตุผลที่ลึกซึ้งกินใจว่า





“ MD331 ของหมด ”

ไอ้เราก็นึกว่าเชื่อใจ มั่นใจ ในศักยภาพ… โถ ชีวิต




ว่าแล้วก็ต้องแบกเอา MD332 กลับบ้าน ที่ต้องใช้คำว่าแบก เพราะน้ำหนักมันไม่ธรรมดาครับ ถ้าบ่นแบบสุภาพก็คือ “โคตะระหนัก…หนักวรนุสเบิ้ล” ถ้าบ่นแบบไม่สุภาพก็ “ โคตรหนัก…หนักเอี้ยๆ” ใครมาแบกไม่บ่น ผมให้ไปกระโดดถีบน้าเหลี่ยมที่ดูไบได้เลย ( แหม ต้องไปรบกวนน้าเค้าอีก )









รูปร่างภายนอก





ดูจากน้ำหนักที่ไม่ธรรมดาแล้ว ไม่ต้องห่วงเรื่องวัสดุที่เอามาใช้ทำ Body ของ MD332 เรียกว่า แข็งแกร่ง แรงเหมือนช้าง ( ทำไมคุ้นๆ เหมือนโฆษณารถไถนาซักยี่ห้อ ) เท่าที่ลองเอามาเคาะดูเบาๆได้ยินเสียงสะท้อนออกมาดัง ก่อกๆ เบาๆ ถ้าเคาะแรงๆ ก็จะดัง ก่อกๆ แรงๆ ( จะบอกทำไม ) แสดงให้เห็นว่าเนื้อหนามาก ซึ่งเหตุผลที่ต้องมาน้ำหนักขนาดนี้เพราะว่าตัว Microlab MD332 น่าจะเป็น Docking Station ยี่ห้อเดียวในท้องตลาดที่มี Subwoofer ในตัวแถมเป็นแบบยิงลงพื้นด้วย ดังนั้นน้ำหนักของ MD332 จึงจะค่อนข้างกึ่งมหาศาลเล็กน้อย ไม่งั้นเวลาเบสยิงลงพื้นแต่ละทีนี่ได้มีอาการเด้งตลอดเวลาเลยครับ



ผิว Body ของ MD332 ออกแนว Glossy แต่ไม่เป็นรอยนิ้วมือง่ายๆเวลาไปจับๆถูๆไถๆ จริงๆรุ่นนี้จะมีสองสีคือ สีขาวและดำ ซึ่งหน้ากากก็จะเปลี่ยนสีไปตาม Body ด้วย ถ้าเกิดสีดำหน้ากากก็จะดำ แต่ตัวสีขาว หน้ากากจะเป็นสีบรอนซ์เงินครับ โดยส่วนตัวผมจะชอบสีขาวมากกว่า แต่รู้สึกว่าสีของตัวที่เป็นสีดำเวลาสะท้อนกับแสง จะเห็นเกล็ด Glitter เม็ดเล็กๆ สะท้อนกับแสงเหมือนกับสีรถยนต์เลยครับ แต่ขนาดของเกล็ดจะดูใหญ่กว่า ในขณะที่ตัวสีขาวเป็นสีขาวพื้นๆธรรมดา อันนี้ก็แล้วแต่ความชอบครับ



ด้านหลังของเครื่องจากมีรูสำหรับให้ลมของ subwoofer ดูดเข้าออกได้สะดวก นอกนั้นก็จะมีช่องสำหรับใส่เสาอากาศวิทยุทั้ง AM และ FM ซึ่งก็มีแถมมาพร้อมใน set เสร็จสรรพ นอกจากนั้นก็จะเป็นช่อง Line In แบบหัว RCA ซึ่งเราก็สามารถเลือก input ได้จากทั้งทาง RCA ที่ว่า กับทาง Dock ที่เราเสียบ iPOD ตามปรกติได้เลย คิดว่า ช่อง RCA คงเป็นส่วนเสริมเผื่อไว้สำหรับคนใช้งานร่วมกับคอมพิวเตอร์ หรือเครื่องเสียงประเภทอื่น จะได้ใช้งานได้สะดวกขึ้น โดยไม่ต้องมีลำโพงหลายๆตัวในห้องเดียวกัน







ด้านใต้ตัวเครื่องจะเห็นดอก Subwoofer ได้อย่างชัดเจน ซึ่งก็มีตะแกรงเหล็กมาปิดกันหนูวิ่งเข้าไปกัดดอกลำโพงแตก ( อาจจะคิดว่าบ้า แต่หนูบ้านผมทำมาแล้ว ) ส่วนตัวขาทั้งสี่ข้างไม่ได้เป็นแบบหล่อเนื้อเดียวกับตัว Body แต่เป็นขาที่ใส่เสริมในภายหลัก ดังนั้น ถ้าขาหัก ก็สามารถถอดเปลี่ยนอะไหล่ใหม่มาใส่ได้ แต่การใส่จากโรงงานดูแข็งแรงและแนบแน่นดีมากๆ จนคิดว่าไม่น่าจะถอดได้ง่ายๆด้วยตัวเอง แถมตัวขายังมียางมีปิดกันลื่น เลื่อน และสะเทือนจากเบสด้วย ดังนั้นถ้าพังอย่าแงะเอง รบกวนส่งบริษัทจะง่ายกว่า









การใช้งาน



จุดเด่นของ Microlab MD332 ก็คือ การที่เราใช้งานแบบ Full Control ทั้ง iPhone และ iPOD ผ่านทาง Remote ได้เลย เรียกได้ว่าสามารถเข้า Menu เลือกเพลง เลื่อนเพลง เพิ่มเสียง ลดเสียง ด้วยการใช้ remote ที่แถมมากับเครื่องได้อย่างสบายๆ ซึ่งตรงนี้ผมไม่ค่อยเจอว่าจะมียี่ห้ออื่นทำได้นะครับ หรือทำได้ก็ไม่รู้ แต่ตอนที่ลองตัว demo ของ JBL มันก็ไม่มี remote มาให้ลองด้วย เลยไม่รู้ว่าทำได้หรือเปล่า


ตัวเครื่องเองนอกจากจะสามารถเล่น FM และ AM ได้ ยังจะสามารถใช้เป็นนาฬิกาปลุกได้ด้วย ซึ่งหน้าจอ LED ปรกติก็จะแสดงผลเป็นนาฬิกาอยู่แล้ว โดยการตั้งนาฬิกาสามารถตั้งผ่านที่ remote ได้เลย ผมลองตั้งปลุกดู ปรากฏว่า เครื่องมันเปิดวิทยุปลุกดังลั่นบ้านเลย หลักการตั้งปลุกก็สุดแสนจะง่ายครับ ตัวเครื่องจะดูว่าล่าสุดก่อนปิดเครื่องเราฟังเพลงอะไรไว้ พอถึงเวลาปลุกปั๊บ เพลงที่ฟังล่าสุดก็จะดังขึ้นมาเลยครับ ดังนั้นถ้าเป็นคนตื่นยาก ให้หาเพลงที่เสียงดังสนั่นลั่นบ้านมากดเปิดฟังก่อนปิดเครื่อง แล้วพอถึงเวลาก็จะได้ตื่นสมใจอยาก แต่ปิดเครื่องนี่หมายถึงกด Stand By off นะครับ ไม่ใช่ไปกดสวิทซ์ด้านหลังเครื่อง


จุดเด่นอีกอย่างของ MD332 ที่นอกจากจะ Control iPhone ได้สมบูรณ์แล้ว ยังสามารถชาร์ต iPhone รุ่นเจ้าปัญหาอย่าง iPhone 3G ได้ด้วยครับ เพราะ Docking Station หลายๆรุ่นในท้องตลาด ไม่สามารถชาร์ต iPhone รุ่นนี้ได้เรียกได้ว่า ตอนนี้ Docking Station ที่ชาร์ต iPhone 3G ได้มีน้อยมากๆ ไม่รู้ Apple จะกั๊กอะไรมากมาย







เรื่องของเสียง





ก่อนอื่นเลย Docking Station ไม่ควรไปนั่งฟังจำผิดอยู่ด้านหน้าเหมือนแบบลำโพงทั่วไปครับ ผมไปทู่ซี้นั่งฟังอยู่ซักพักใหญ่ๆ ก็ให้ความรู้สึกแหม่งๆมากกว่าจะไพเราะ เพราะความเคยชินกับลำโพงคือมันต้องแยกมิติ แยก Soundstage ออกมาให้เห็นอย่างชัดเจน แต่ข้อจำกัดของ Docking Station อยู่ที่ระยะการวางของดอกลำโพง กับ Body ของเครื่อง ซึ่ง มันจะทำให้ห่างกันและเกิดมิติกับ soundstage แบบลำโพงบ้านก็คงเป็นไปได้ยาก ก็เลยต้องเดินไปเดินมาเพื่อลองฟังเสียงเอา ซึ่งก็เป็นไปตามไลฟ์สไตล์ของคนที่จะซื้อเจ้า Docking Station นี่ไปใช้อยู่แล้ว คงไม่มีใครซื้อแล้วเอาไปนั่งจ่อฟังใกล้ๆหรอก จริงไม๊ครับ และจากการที่เดินไปจุดนู้นที จุดนี้ที ก็ทำให้รู้สึกว่า เสียงมันใช้ได้เลยทีเดียว และไม่ค่อยเกี่ยงตำแหน่งเท่าไหร่ อยู่มุมไหนก็ฟังได้สบายๆ ดังนั้นซื้อไปวางตรงไหน ก็เพลินไปกับเพลงได้ทุกที่


เสียงกลางของ MD332 จะไม่ได้ให้มวลเยอะแยะมากมาย เสียงจะออกชัดๆ และติดเสียงแหลมเข้ามาเล็กน้อย เสียงจะมีความละม้ายคล้ายคลึงกับย่านกลางของ Solo6C มากๆ คือจะมีความ Flat ติดมาด้วยนิดๆ ดังนั้นเวลาฟังเพลงร้องโดยเฉพาะนักร้องหญิงที่เสียงหวานๆ ก็จะไม่หวานหยดย้อย หรือฟังเพลงร๊อคแนวๆ Dead ก็จะไม่ลากเสียงลงไปจนรู้สึกโหดร้ายทารุณ เสียงจะออกโทนทื่อนิดๆ และติดย่านสูงพ่วงมาหน่อยๆ ถ้าใช้กับ iPhone จะให้เสียงย่านกลางที่จัดแบบชัดเจนขึ้น เพราะตัว iPhone จะให้ signature ที่ออกแหลมนำจัดจ้านอยู่แล้ว แต่ถ้าใช้กับ iPod Classic เสียงกลางจะมีความนุ่มนวลขึ้น อาการเสียงย่านสูงแถมติดมากับเสียงกลางจะลดลง พูดง่ายๆ เสียงร้องจะลดความจัดจ้านลง ทำให้ฟังสบายมากขึ้น แต่ก็มวลไม่เยอะเหมือนเดิม ตรงจุดเรื่องมวลก็ไปมีผลถึงเสียงกลองด้วย เพราะกลองจะลงกระแทกได้แรงและชัดเจนดีมาก แต่เหมือนช่วงเนื้อจะน้อยไปหน่อยทำให้กลองเหมือนไม่ทรงพลังเท่าไหร่



เสียงสูงค่อนข้างดีมาก เพราะชัดเจนและโดดเด่นในช่วงหัวโน้ตย่านสูงเป็นพิเศษ โดยเฉพาะจังหวะเคาะชิ้นดนตรีที่เป็นเหล็กทั้งหลาย ไม่ว่าจะ แฉ ไฮแฮท หรือพวก ไทรแองเกิ้ล พวกนี้จะได้ยินเสียงหัวโน้ตโดดนำมาก่อน กระทั่งเสียงกีต้าร์ก็ยังได้ยินเสียงดีดลงสายได้ชัดเจนมาก แต่จะไปพลาดนิดหน่อยตรงช่วงเนื้อเสียงย่านสูงที่จะออกบางไปหน่อย ทำให้รู้สึกเหมือนเวลาเคาะแฉ มันจะออกแปลกๆนิดนึง เพราะหัวโน้ตชัดแต่เนื้อบาง ส่วนช่วงปลายย่านสูงก็จะไม่ทอดตัวไกลมาก และเก็บตัวเร็วเล็กน้อย แต่การเก็บรายละเอียดก็อยู่ในจุดที่ทำได้ดีครับ จริงๆเสียงสูงของ MD332 จะดีกว่า Docking Station บางตัวด้วยครับ เพราะแหลมไม่แห้งแบนเหมือนบางยี่ห้อ



เสียงเบสถือเป็นไฮไลท์เลยทีเดียวครับ เพราะ Docking Station ส่วนใหญ่ไม่มีเบสมาเสริม มันก็เหมือนกินกาแฟแล้วไม่ใส่นมนั่นแหละครับ มันย่อมต้องขาดความกลมกล่อมไป แม้เบสของ MD332 จะเป็นแบบยิงลงพื้น แต่ก็ให้หัวโน้ตที่ชัดเจน เบสแน่นไม่บวม ไม่มีอาการครางและสั่นกระพือให้ได้รำคาญแต่อย่างใด ส่วนของ Middle เบสก็มีให้ได้ยินแบบพอชื่นใจ แม้จะไม่ไหลลื่นเหมือนลำโพงบ้านดีๆทั่วไป แต่ก็ได้ยินชัดเจนไม่ทำให้หงุดหงิด แต่ส่วน Deep Bass อาจจะน้อยไปหน่อย ถ้าคนชอบ Deep Bass มากๆอาจจะรู้สึกไม่พอใจเท่าไหร่ ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องน่าห่วงเท่าไหร่ เพราะเราสามารถปรับเพิ่มเบสเพื่อให้ได้ Deep Bass เยอะขึ้นได้ แต่การปรับจะไปลดย่านสูงลงทำให้เสียงดูขุ่นลงนิดหน่อย ถ้าจะปรับก็ลองคิดดูดีๆก่อนแล้วกันครับ ส่วนเรื่อง Impact หายห่วงครับ กระแทกกระทั้นซะใจคอเบสแน่นอนครับ


โดยรวมก็ถือว่าเป็น Docking Station ที่ให้เสียงค่อนข้างครบเครื่องทีเดียวครับ เหมาะสำหรับคนที่อยากได้ที่ฟังเพลงชิลล์ๆซักเครื่อง เอาไว้ตั้งไว้ซักมุมใดมุมนึงของบ้าน เพราะตั้งไว้ไหนก็ได้ จะไว้ห้องนั่งเล่นเพื่อนั่งจิบกาแฟยามเช้าแล้วเปิดเพลงเบาๆก่อนออกไปทำงาน หรือจะวางไว้ในห้องนอนเพื่อเปิดเพลงกล่อมยามที่อยากจะพักผ่อนจากความเหน็ดเหนื่อยมาทั้งวัน ไม่ต้องไปนั่งซีเรียสจ่อฟังหลังขาดหลังแข็งเหมือนเวลาฟังลำโพงบ้านด้วยครับ มีไว้ซักตัวในบ้านนี่ไม่เสียหายเลยโดยเฉพาะสาวกคนที่ใช้ iPod และ iPhone ทั้งหลาย แม้ไม่ฟังเพลงก็ยังเป็นที่ชาร์ทได้อย่างสบายๆ เวลามีคนโทรเข้าเสียงมันก็ดังออกลำโพงด้วยครับ เสียงอย่างเดียวที่ไม่สามารถรับสายแล้วคุยผ่าน MD332 ได้ ไม่งั้นละแจ๋วเลย

ใครสนใจก็ลองไปขอฟังที่ iStudio ได้ครับ แต่ระวังได้ยกกลับบ้านให้กล้ามขึ้นนะครับ ^_^



Specifications
Model MD332 DOCKING STATION
Support iPOD, iPhone 3G, 3Gs (Except shffle.)
Power Output 54W (Woofer) 22W (Satellite) 16W x 2 RMS
Frequency Response Amplifier 40 Hz-20K Hz
Sensitivity Input 340mV
Distortion <0.3%(1w>
S/N Ratio >75 dB
Separation >40 dB
Driver Unit Woofer 5.25", Satellite 2.5" x2(magnetically shielded)
Audio Input iPod Dock 30pin; AUX/RCA
FM frequency modulation Range 87.0MHz - 108.0 Mhz Step frequency 0.1MHz
AM amplitude modulation frequency range 522KHz - 1611KHz Step frequency 9KHz
AC IN 220V-240V~ 50Hz 300mA
Product Size (DxWxH) (Dock insert) 280X420X155mm
Pric CALL

7 ความคิดเห็น:

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

มันกี่ตังค์ครับ ท่านG7 อิอิ

G7 กล่าวว่า...

ราคาน่าจะราวๆ 7 พันกว่าบาทครับ ถ้าผมจำราคาไม่ผิดนะครับ

Paramet กล่าวว่า...

สวัสดีครับ วันนี้ขอมาแนะนำเว็บ ใหม่สำหรับ ซื้อสินค้าออนไลน์ สำหรับ
แฟนๆ Microlab , Delux , GMC สามารถสั่งซื้อสินค้าสินค้า ได้ที่เว็บ www.exmorymall.com
รวมทั้งสินค้าไอทีอื่นๆที่จะทยอย นำมาจำหน่าย ทั้งนี้ การเปิดขายสินค้าของ ExmoryMall
มีจุดประสงค์เพื่อเพิ่มช่องทางการซื้อสินค้าของลูกค้า ที่ต้องการความสะดวกและต้องการซื้อ
สินค้าแต่อยู่ต่างจังหวัด หรือ หาซื้อสินค้าบางตัวได้ยาก ซึ่งเว็บไซด์ถือเป็นช่องทางที่ง่าย
และประหยัดเวลา ได้มากโดยสามารถ เข้าไปดูสินค้าและสั่งซื้อสินค้า ออนไลน์ได้ทันที

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

ราคาล่าสุดตอนนี้ 5700 THB จากการสอบถามที่ชั้นสี่ อาคารฟอจูนทาวน์ น่ะครับ

kaew กล่าวว่า...

เพิ่งซื้อจากโชว์รูม ex มาเอากลับมาบ้านลองเปิดฟังเรื่องเสียงโอเคแต่ภาครับ fmใช้ไม่ได้เอากลับไปเจอช่างบอกรุ่นนี้ไม่ได้เน้นให้รับจากตัวเครื่องให้ใช้ฟังวิทยุจาก ipod ซะงั้นเซ็งครับ

G7 กล่าวว่า...

ไม่น่าจะใช่แล้วนะครับ รุ่นนี้ภาึึครับวิทยุมันไม่ได้แย่ขนาดต้องมาฟังผ่าน iPOD แทนนะครับ จริงๆเค้า design ให้ใช้ครบทุกส่วนได้สมบูรณ์ ผมว่าช่างน่าจะมั่วแล้วละครับ

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...
ความคิดเห็นนี้ถูกลบโดยผู้ดูแลระบบของบล็อก