วันศุกร์ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

Review หูฟัง WeSC Piccolo ผู้ปลุกตำนานแฟชั่นโฟน






หลังจากผ่านการ review WeSC Conga ไป ผมก็ไม่ได้จับ Brand นี้อีกเลย เพราะรู้สึกว่ารุ่นอื่นๆเสียงยังไม่ถึงระดับพอที่จะหยิบจับมา review ได้ และก็ค่อนข้างแปลกใจว่าบ้านเราไม่นิยม WeSC อย่างที่คิด เพราะที่ยุโรปนี่ถือว่าเป็นแบรนด์อันดับหนึ่งเลยทีเดียว เดินไปไหนมาไหนก็จะเจอแต่คนใช้ WeSC กระทั่งเกาหลีเองก็ใช้ WeSC กันเยอะมากๆ แต่บ้านเรากลับดูเงียบๆกว่า กลายเป็น Sullcandy ได้รับความนิยมมากกว่า คงเพราะว่าดีไซน์ไม่ฉูดฉาดหวือหวาจนโดนใจคนไทยเหมือนของทาง Skullcandy แต่ถ้าพูดตามตรงผมว่า WeSC ทนไม้ทนมือกว่า Skullcandy มากๆ ถ้าใครเคยใช้ Skullcandy รุ่น Hesh มาก่อนจะรู้ซึ้งถึงคุณภาพการผลิตของ skullcandy ดี

ก่อนหน้านี้ทาง WeSC เองก็ได้ออกตัว In-ear มาหนนึงแล้ว แต่คุณภาพเสียงและงาน design ไม่ผ่านอย่างแรง จนล่าสุดทาง WeSC ก็เปิดตัว WeSC Piccolo ออกมา ผมก็มั่นใจเลยว่ามันออกมาแย่ๆแน่ๆ ถึงแม้งาน design จะสวยกว่าตัวเก่าแบบฉีกออกมาห่างคนละหลายขุม แต่ผมก็หวั่นใจในคุณภาพเสียงที่ผีเข้าผีออกของแบรนด์นี้มากๆ บางรุ่นก็แย่มาก แต่บางรุ่นก็ออกมาดีแบบสมราคากันเลยทีเดียว ก็เลยไม่ได้ให้ความสนใจตัวนี้มากเท่าไหร่ จนทาง Sanookgadget โทรมาบอกว่ารุ่นนี้ของเข้าแล้ว สนใจอยากลองหรือเปล่า ซึ่งถ้าพูดตามตรง ผมเองอยากลองหูฟังทุกตัวที่มันออกมาวางขายนั่นแหละครับ ยังไม่เคยเจอตัวไหนไม่อยากจะลองซักที ทางนั้นเลยส่ง Demo มาให้ผมได้ทดลองดู แน่นอนว่าผมไม่คาดหวังเรื่องเสียงของมันอยู่แล้วเนื่องจากเข็ดขยาดจากตัวก่อนอยู่ แต่ผิดคาดครับ เสียงตัวนี้ไม่ธรรมดากันเลยทีเดียว


งานภายนอก

งาน Design ของ Piccolo ผมว่าทำออกมาได้ดีมากๆทีเดียวครับ ดูสวยหรูแบบสุภาพ และยังกล้าฉีกรูปแบบมาใช้วัสดุแบบด้านทั้งหมด เพราะโดยทั่วไปจะเห็นหูฟังเงาวาววับกันเป็นส่วนใหญ่ ผมว่า design แบบนี้มันดูดีกว่านะครับ เวลาใช้งานก็ไม่ต้องระวังมันมากด้วย ผมลองเอามาใส่ห้อยคอแบบสมบุกสมบันกระแทกนู่นกระแทกนี่ โดนน้ำบ้าง ก็ไม่สะเทือนแต่อย่างใดแถมไม่มีริ้วรอยใดๆด้วยครับ

ตัวสายเองก็ดูแล้วแข็งแรงดีมาก เป็นสายแบบที่ไม่ตีเกลียวซึ่งถ้าดูจากวัสดุที่เคลือบสายแล้ว น่าจะไม่เปื่อยง่ายๆด้วยครับ และที่สำคัญมันมีไมค์มาให้ด้วย ตอนแรกผมก็ไม่คิดว่าเค้าจะทำมาเป็นหูฟังแบบ Handfree มาเลย เพราะรุ่นก่อนเป็นหูฟังธรรมดา ก็ถือว่าคุ้มแล้วละครับ ซื้อหูฟังแถม Handfree ที่สำคัญไมค์ก็ถือว่าดีมากด้วยครับ แม้จะไม่ชัดใสแจ๋ว แต่คุณภาพไมค์อยู่ในระดับที่ใช้ได้ไม่ขุ่นไม่เบลอ และไม่มีอาการติดๆดับๆเหมือนพวก Handfree ราคาถูกๆด้วยครับ ความไวของไมค์ก็ดีมาก อยู่ห่างจากปากก็ยังได้ยินชัด แจ๊คก็ดูแล้วแข็งแรง ผมลองดึงแบบกระตุกสายหลายๆหน ก็ไม่มีวี่แววว่าจะเจออาการขาดในแต่ประการใด เรียกว่าค่อนข้างประทับใจทั้งงาน Design และวัสดุที่ใช้ในตัวหูฟังรุ่นนี้มากๆครับ



เรื่องของเสียง

เรื่องเสียงถ้าพูดถึงหูฟังที่เน้นแฟชั่นโดยส่วนใหญ่ จะหาตัวดีๆได้นี่ยากมากครับ แต่พอเจอเสียงของ Piccolo ผมก็ต้องเปลี่ยนใจ เพราะคุณภาพเสียงถ้าดูจากราคาและงานดีไซน์แล้ว มันผ่านเกณฑ์ได้อย่างๆสบายๆ

ค่อนข้างโดดเด่นเรื่องมิติพอสมควรทีเดียวครับ แม้จะไม่ได้แยกชิ้นดนตรีได้ขาดจากกันเหมือนหูฟังแพงๆ แต่ก็พอจะกินพวกระดับราคาใกล้ๆกันได้สบายๆครับ

Soundstage ของ Piccolo เป็นสไตล์แบบทรงกลมที่มีทั้งส่วน Headstage และมิติที่ไปด้านหลังหัวด้วยครับ ความกว้างของ soundstage อยู่ในระดับที่ดีทีเดียว การไล่เสียงจากซ้ายไปขวาก็ทำได้ดีแต่จะมีจุดที่หลุดเนื้อบางลงบ้างเป็นบางช่วงแต่ก็ถือว่ายังรักษาระดับการไล่ตำแหน่งได้ดีอยู่ครับ เพราะปรกติหูฟังราคาระดับนี้โดยส่วนใหญ่จะไม่สามารถไล่เสียงจากซ้ายไปขวาได้ จะมีไม่กี่แบรนด์เท่านั้นที่ทำได้ครับ หนึ่งในนั้นก็มี Piccolo รวมอยู่ด้วย

ชิ้นดนตรีอยู่ในระดับกำลังพอเหมาะ แต่ขนาดของ image ไม่ค่อย balance กันเท่าไหร่ครับ โดยเฉพาะพวกที่ให้เสียงย่านต่ำอย่างเบส เพราะเบสจะค่อนข้างใหญ่ ทั้งเสียงจากกีตาร์เบสและดรัมเบสที่จะใหญ่โดดผิดชาวบ้านชาวช่องเค้านิดหน่อย ตามมาติดๆด้วยกีต้าร์ set ของกลอง และปิดท้ายด้วยเสียง vocal ที่จะให้ image ที่เล็กกว่าเพื่อน แต่การวางตำแหน่งของชิ้นดนตรีไม่ค่อยเพี้ยนครับ ชิ้นไหนเล่นตรงไหนก็อยู่ตรงนั้นตลอด ไม่มีเหลื่อมหรือโยกย้ายไปๆมาๆ ถ้าใครนึกภาพหูฟังที่ image ไม่นิ่ง ให้ลองหาหูฟังจีนแดงๆราคาถูกๆที่เบสไม่เยอะมาลองฟังดูครับ อันนั้นจะชัดเจนมากๆ อย่าเอาอันเบสเยอะนะครับ เพราะจะไม่ได้ยินอะไรเลยนอกจากเบสบวมๆ

เสียงกลางให้หัวโน้ตที่ชัดดีมากๆ ชุดกลองให้เสียงที่ค่อนข้างโดดเด่นเหนือย่านอื่นๆเลยทีเดียว แต่การแยกความแตกต่างของน้ำหนักเสียงของทอมแต่ละลูกยังทำได้ไม่ดี ให้ความรู้สึกเหมือนเสียงคล้ายๆกันไปหมด ส่วนสแนร์ยังชัดเจนดีอยู่ครับ แม้จะออกขุ่นเล็กน้อยแต่ยังฟังได้รู้เรื่องว่าเสียงเป็นสแนร์และได้ยินเสียงโซ่บางๆลอยๆแถมมาด้วย แต่ impact ลงมาได้ดี กลองแน่นและรู้สึกถึงความตึงของหนังหน้ากลองได้ดีมากครับ ใครที่ชอบกลองคิดว่าไม่น่าจะผิดหวังครับ

เสียงร้องชัดเจนและโฟกัสได้ดีมากๆ แต่เนื้อจากบางไปหน่อยและเสียงร้องไม่ออกหวานครับ ที่แปลกคือ ถ้าชิ้นดนตรีไม่เยอะมาก image ก็จะใหญ่ปรกติ แต่ถ้ามีชิ้นดนตรีเยอะๆรัวๆ ชิ้นดนตรีก็จะกลับเล็กลงและถอยลงจากตำแหน่งเดิมด้วยครับ แต่ก็เป็นแค่กลับไม่กี่เพลง อันไหนที่อัดมาดีมากๆ ต่อให้มาเยอะๆก็ไม่ค่อยเป็นครับ ส่วนมากจะเจอกับเพลงตลาดๆทั่วไป และที่สำคัญเสียงไม่จัดไม่กัดหูครับ น่าจะถูกใจคนที่เบื่อหูฟังเสียงชัดๆแต่เสียงจัดจนฟังไม่ลงนะครับ

ในย่านเสียงสูงเองก็เป็นอีกส่วนที่ชัดเจนและทำได้ดีครับ หัวโน้ตของย่านเสียงสูงทำได้มาได้ชัดเจนดีมากครับ ไลน์กีต้าร์เวลากรีดลงมามีน้ำหนักและรับรู้ได้ชัดเจน แต่อาจจะไม่ถึงระดับเทพเท่าพวก Sennheiser ที่กรีดลงทีละเส้นแล้วรับรู้น้ำหนักได้ทุกเส้น แต่ก็ถือว่าเก็บรายละเอียดในส่วนนี้ได้ดีทีเดียว แต่การแยกแยะรายละเอียดเสียงสูงที่เยอะๆก็จะมีปัญหาอยู่บ้างเล็กน้อย อย่างบางเพลงที่ผมเคยฟังกับ UE700 มาจะได้ยินทั้งเสียงกีต้าร์ และเสียง maraca ที่ไล่สเตปตามๆกันมา แต่ของ Piccolo ตัว maraca จะออกบางไปหน่อยและไม่โดดเด่นมากนัก แต่ก็สมกับราคาค่างวดของมันแล้วละครับ

เสียงพวกไฮแฮทและแฉก็ทำได้ชัดเจนดีครับ แต่ปลายเสียงสูงจะ Roll Off ไวไปนิดนึง น่าจะเพราะส่วนนึงอาจจะออกแบบให้เสียงมันดูกระชับและกระฉับกระเฉงมากกว่าการฟังเพลงหวานๆสบายๆ ทำให้ย่านสูงเลยจะไม่ลากไปไกลจนสุด แต่ก็ไม่ห้วนจนฟังแล้วแห้งเหมือนพวก monitor ครับ ที่สำคัญมันไม่บาดหูด้วย จริงๆ ลักษณะเสียงแหลมจะคล้ายๆพวก Soundmagic มากๆ โทนออกไปคล้ายคลึงทางนั้นครับ ไม่รู้แอบใช้ driver บริษัทเดียวกันหรือเปล่า แต่ภาพรวมก็ไม่เหมือน soundmagic นะครับ

เสียงเบสถือว่าโดดและเด่นมากๆครับ คือ image ย่านนี้จะค่อนข้างใหญ่ และตรงช่วง middle เบสมันจะดูเนื้อหนามากๆ แต่ไม่แน่น ดังนั้นมันก็เลยจะออกบวมกลายๆ คล้ายๆเบสจากตู้ซับที่ผ่านการปรับจูนให้ match กับย่านเสียงอื่นๆแล้ว แต่ไม่ได้บวมเบลอฟุ้งเหมือนหูฟังบ้านหม้อนะครับ ระดับคุณภาพของเบสอยู่ในระดับที่ดีทีเดียว โดยเฉพาะหัวโน้ตของเบสที่ทำได้ชัดเจน ไม่กระแทกออกมาเว่อร์ๆอย่างบ้าคลั่งเหมือนหูฟังที่มีชื่อดอกเตอร์นำหน้าด้วย ดังนั้นเวลาที่มือกลองเหยียบลงไปบน Pedal แต่ละครั้ง เราก็รู้สึกถึงเสียงดรัมเบสได้ชัดเจนและหนักแน่นมีพลัง แต่อยู่ในระดับที่กำลังดีพอเหมาะ ถ้าปรับปรุงให้เนื้อเบสแน่นกว่านี้ เดินเมโลดี้เบสได้สวยๆ และกลางมีมวลอิ่มแน่น รับรองว่าเป็นหูฟัง Killer ในระดับราคาไม่เกิน 1500 แน่นอนครับ

ภาพลักษณ์เสียงโดยรวมน่าจะถูกใจคนไทยส่วนใหญ่นะครับ เพราะให้เสียงแหลมใส กลางชัด เบสดี ฟังเพลงสนุก และเล่นเพลงได้แทบจะทุกแนว ถ้าพูดถึงความคุ้มค่าที่จะแลกมากับหูฟังที่มี Handfree ในระดับราคาแค่ 1390 บาท ผมว่าตัว Piccolo เป็น First Pick ได้สบายๆครับ และรู้สึกว่ามันจะมีสายต่อมาให้เพิ่มความยาวด้วยนะครับ แต่พอต่อแล้วเสียง drop ผมเลยไม่ได้ใช้ พอดีผม burn แบบต่อตรงลืมต่อผ่านสายต่อ เสียงมันก็เลย dropคิดว่าถ้า burn ไปพร้อมๆกันก็น่าจะดีกว่านี้เยอะครับ แต่ก็ไม่น่าจะสู้แบบต่อตรงได้อยู่ดี รู้สึกว่าตอนนี้น่าจะมีวางขายสามสี คือ น้ำเงิน , ขาว และ ดำ โดยส่วนตัวผมว่าสีขาวสวยที่สุดแล้วครับ สีขาวกับงานดีไซน์แบบนี้ดูเป็นคุณหนูไฮโซดีครับ ใครสนใจก็ลองไปหาฟังกันดูครับ น่าจะมีวางขายที่ร้าน sanookgadget แล้ว ส่วนร้านอื่นๆผมก็ยังไม่รู้นะ ก็ลองสอบถามร้านแถวบ้านดูแล้วกันครับเผื่อฟลุ๊คมาจะได้ลอง ถ้าโดนก็จัดไปไม่มีเจ็บตัวแน่นอนครับ





read more “Review หูฟัง WeSC Piccolo ผู้ปลุกตำนานแฟชั่นโฟน”

วันอาทิตย์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

Review แอมป์จิ๋วแต่แจ๋ว Rocoon RC-1






Review Rocoon RC-1








ห่างหายไปนานกับการ review แอมป์นะครับ เพราะช่วงนี้ไม่มีแอมป์ตกมาถึงมือบ่อยๆเหมือนแต่ก่อน บังเอิญว่ามีน้องใจดีท่านหนึ่งส่งแอมป์ตัวนี้มาให้ลอง ซึ่งมันก็เป็นแอมป์ที่ผมอยากจะลองฟังอยู่พอดี เพราะเคยเห็นข้อมูลใน head-fi มานานแล้ว แต่ไม่สามารถสั่งซื้อมาลองเองได้ เพราะคนขายเล่นตัวและตามตัวได้ยาก ก็เลยลืมมันไปเพราะคิดว่าคงหมดโอกาสที่จะได้ฟัง โชคดีที่มีคนซื้อมาทดลองผมถึงได้จับตัวเป็นๆของมันซะทีหลังจากที่รอมานานแสนนาน

ความน่าสนใจของแอมป์ตัวนี้อยู่ตรงที่ขนาดและหน้าตาครับ คือแอมป์มันมีขนาดเล็กกระทัดรัดมากๆ แถมหน้าตาก็ดูไม่ขี้เหร่ด้วย ที่สำคัญมันสามารถใช้ได้นานต่อเนื่องถึง 200 ชั่วโมง ซึ้งเท่าที่ผมลองเปิดเล่นๆจนถ่านหมด ก็ใช้ระยะเวลาประมาณเกือบๆ 200 ชั่วโมงครับ แถมยังเคลมมาว่าสามารถขับหูฟังตัวใหญ่ๆโอห์มโหดๆได้สบายๆ แต่น่าเสียดายที่หูฟังที่ผมมี ไม่มีอันไหนจะโหดพอ และมีเวลาในการ review สั้นไปหน่อย เลยไม่มีโอกาสหาตัวโหดๆมาลองดูครับ แต่เท่าที่สัมผัสและทดลองใช้ก็รู้สึกว่ามันน่าจะให้กำลังขับพอๆกับแอมป์ Headstage ซึ่ง ตัว Headstage ก็เคยเอาไปทดสอบลองขับกับหูฟังที่โอห์มสูงๆมาบ้างแล้ว แถมมันขับออกได้สบายๆ ผมเลยคิดว่า Rocoon ก็น่าจะเอาออกได้เช่นกัน แต่ Dynamic จะเต็มหรือเปล่านี่อีกเรื่องครับ







รูปร่างภายนอก


ตัว Body ของแอมป์ใช้เหล็กพับขึ้นรูปแล้วเคลือบมัน แตกต่างจะแอมป์ของเจ้าอื่นๆที่มักจะชุบอโนไดซ์กัน เป็นหลัก สวิทซ์เป็นแบบก้านเหล็กเหมาะกับแอมป์ไซส์ขนาดนี้พอดิบพอดี ความยาวของตัวแอมป์จะประมาณกล่องไม่ขีดสองกล่องต่อกันในด้านกว้าง ความหนาไม่มาก หนากว่าถ่าน AAA นิดหน่อย เพราะแหล่งพลังงานมันใช้ถ่าน AAA เป็นหลัก เนื่องจากไม่มีวงจรต่อชาร์ตรับไฟจากภายนอก ความหนาเลยจะหนาแค่พอให้เสียบถ่านได้สบายๆเท่านั้น น้ำหนักของตัวแอมป์รวมถ่านเลยค่อนข้างจะเบา แถมยังมีซองผ้าสำหรับใส่แอมป์แถมมาด้วย ตัวไฟแสดงสถานะเป็นสีส้ม ซึ่งผมชอบมากเลย ชอบกว่าสีเขียวกับสีแดงซะอีก เพราะมันดู Soft กว่า จริงๆเรื่องของหลอด LED นี่เคยมีคนบอกผมว่า การเลือกสีหลอดมาใช้กับแอมป์เค้าจะคำนึงถึง Signature ของแอมป์ตัวนั้นๆด้วย เช่น ถ้าแอมป์ออกเบสหนักๆ แหลมจัดๆ มักจะใช้หลอดแดง แต่ถ้าแอมป์ที่เสียงออกหวานๆ เบสนุ่มๆ เข้าจะใช้สีฟ้าไม่ก็สีขาว แต่ปัจจุบันน่าจะใช้กับตามความชอบใจของผู้ผลิตมากกว่านะครับ ตัวแจ๊คเสียบก็ค่อน

ไม่แน่ใจว่าใน set ของแอมป์จะแถมถ่านกับสาย mini-mini มาให้ด้วยหรือเปล่านะครับ เพราะผมได้มาแค่ตัวแอมป์กับถ่านที่ไม่น่าแถมมาให้ใน set ก็เลยไม่มั่นใจว่ามันแถมของมาพร้อมรบเป็นชุด Happy Meal เลยหรือเปล่า แต่ถ่านกับสาย mini-mini ผมว่าส่วนใหญ่ก็คงจะมีกันบ้างแล้วนะครับ ถ้าไม่มีก็หาซื้อไม่ยาก เดี๋ยวนี้คนทำสาย mini-mini ดีๆมีออกเกลื่อน ราคาก็ไม่แพงด้วย










เรื่องของเสียง


ตัว RC-1 ให้โทนเสียงที่ออกนุ่มนวลกว่าแอมป์อื่นๆในระดับราคาใกล้ๆกัน จุดที่แตกต่างอย่างเห็นได้ชัดคือย่านเสียงสูง เพราะปรกติแอมป์ที่หลายๆคนรู้จักอย่าง Thunderbolt , Raging Moose หรือ Headstage ที่เป็นแอมป์ในระดับไม่สูงมากแต่คุณภาพเสียงดี ต่างก็จะเน้นย่านเสียงสูงให้พุ่งกว่าแอมป์อื่นๆเพื่อให้เสียงมีความคมชัดมากขึ้น แต่ของ RC-1 กลับเป็นการเกลาย่านปลายแหลมให้นุ่มนวลลง ลดอาการเสียงแผดแหบแห้งและเพิ่มหัวโน้ตย่านสูงให้ดีมากยิ่งขึ้น และโฟกัสให้ชัดและมีความเป็นตัวเป็นดีขึ้น แต่ไม่ได้เพิ่ม Detail ย่านสูงเหมือน Headstage หรือ Raging Moose ทำให้ฟังเพลงได้สบายและลื่นหู เหมาะกับคนที่เน้นการฟังสบายๆมากกว่า เพราะถ้าเน้นฟังเอาคุณภาพความคมชัดก็คงต้องไปเลือก Thunder Bolt จะเหมาะกว่า

เสียงกลางให้มวลที่น้อยลง เพิ่มเนื้อหนังขึ้นไปให้อีกนิดนึง และ Focus กลางได้ชัดดี แต่น่าแปลกที่พอเอาไปใช้กับหูฟังบางตัวจะพบว่าเสียงกลางออกอู้ๆกว่าการต่อตรงๆ โดยเฉพาะหูฟังที่ให้เนื้อเสียงกลางที่ออกแห้งอยู่แล้ว ก็ไม่ช่วยให้เนื้อเสียงกลางโดดเด่นขึ้น แต่กับหูฟังที่ให้เสียงกลางมัวๆเบสบวมๆ กลับช่วยลดความมัวลง ทำให้เสียงเปิดขึ้นชัดขึ้น ยิ่งถ้าเพลงที่เน้นชุดกลองกับหูฟังที่ให้เสียงกลางบวมๆ ตัว RC-1 จะช่วยลดมวลลง ทำให้ได้ยินเสียงเนื้อหนังของหน้ากลองได้ชัดเจนยิ่งกว่าเดิม โดยเฉพาะกับหูฟังของค่าย Rocoon เอง อย่าง SR-1 ก็ช่วยให้น้ำหนักของการลงกลองดีขึ้น หัวโน้ตชัดขึ้น เนื้อแน่นขึ้น และปลายเสียงมีความกระชับตัวกว่าเดิม ฟังแล้วเหมือนกลองขึงได้ดีมีน้ำหนักและทรงพลังกว่าการต่อตรงๆซะอีก

ตรงช่วง Vocal จะให้เสียงร้องที่ออกบีบๆเล็กๆ นักร้องจะเหมือนร้องเพลงขึ้นจมูกตลอดเวลาโดยเฉพาะเพลงที่มีเสียงผู้หญิงร้องเป็นหลัก อย่าง SuSan Wong หรือ Olivia เสียงของทั้งสองคนจะเหมือนคนเป็นหวัดตลอดเวลา อันนี้ก็แล้วแต่คนชอบ เพราะบางคนก็จะว่ามันหวานขึ้น แต่บางคนอาจจะฟังแล้วรู้สึกมันแปลกๆหู ของพวกนี้ก็ขึ้นอยู่กับรสนิยมแล้วล่ะครับ

ช่วงเบสของ Rocoon แน่นกระชับ และให้เนื้อเบสที่ชัดเจนขึ้น ลดช่วงมวลเบสลง โดยเฉพาะหูฟังที่ให้เบสออกแนวบวมๆหน่อย อย่าง Monster Turbine จะเห็นผลชัดเจนเลยทีเดียว เพราะมวลเบสที่ขึ้นมากวนเสียงกลางบ่อยๆถูกลดลง ทำให้ขนาดเบสเล็กลง และรุ้สึกถึงตำแหน่งเบสได้ชัดเจน แถมยังให้ Impact ที่ดีกว่าเดิมอีกนึดนึงด้วย ยิ่งช่วงกีต้าร์เบสดีดตีคู่ไปกับกีต้าร์โซโล จะรู้สึกถึงเมโลดี้ของเบสได้ดีกว่าเดิม เพราะปรกติต่อตรงๆตัว Monster Turbine จะทำให้รู้สึกว่าเบสมันหนาไปหน่อย พอผ่านแอมป์ RC-1 ก็ช่วยเอามวลเบสส่วนกินออกทำให้ฟังแล้วลื่นหูมากยิ่งขึ้น

มิติของ RC-1 แม้จะไม่โดดเด่นเท่า Headstage เพราะไม่ได้เพิ่ม Soundstage หรือมิติเสียงกลางเลย แต่การช่วย Focus ให้ image ชัดขึ้น ก็มีผลต่อตำแหน่งชิ้นดนตรีบางชิ้นบ้าง ทำให้ชิ้นดนตรีบางตำแหน่งมีความลึก และดูเป็นชิ้นเป็นอันมากขึ้น Image เสียงกลางก็อยู่ในตำแหน่งที่สูงขึ้นและถอยหลังออกไปนิดหน่อย รวมทั้งยังมีขนาดที่เล็กลงกว่าเดิมเล็กน้อย น่าเสียดายตรง Soundstage ไม่เพิ่มกว่าเดิมเลย ถ้าเพิ่มส่วนของ Soundstage ก็จะเป็นแอมป์ที่เจ๋งกว่านี้อีก

โดยรวมก็ถือเป็นแอมป์ขนาดเล็กที่พกพาง่าย หน้าตาดูดี กำลังชับอยู่ในระดับโอเค แต่ไม่เหมาะกับหูฟังทุกตัว จะดีมากกับหูฟังที่เบสเยอะๆ แต่กับหูฟังที่เบสน้อยๆจะไปช่วยเพิ่มเนื้อเบสกับหัวโน้ตให้ดีกว่าเดิม ไม่มั่นใจว่าเหมาะกับหูฟัง Fullsize ตัวอื่นๆบ้างหรือเปล่า แต่ที่แน่นๆ ไม่เหมาะกับ AD2000 เอาซะเลยครับ ถ้าใครซื้อหูฟัง SR-1 ของ Rocoon ไปแล้ว ควรเป็นอย่างยิ่งที่จะเอา RC-1 ไปประกบด้วย เพราะมันเกิดมาคู่กันจริงๆ เรียกได้ว่ามันเพิ่มศักยภาพให้ SR-1 ขึ้นอีกโขครับ โดยเฉพาะการแยกชิ้นดนตรีที่มีความชัดเจนมากขึ้น เบสก็ลดลงความบวมลงและช่วยให้ middle เบสกับหัวโน้ตชัดเจนมากขึ้น เสียงกลางก็ชัดขึ้นและนิ่งขึ้น เสียงสูงก็ให้หัวโน้ตที่ชัดเจนมากกว่าเดิม การ Focus image ก็โดดเด่นไม่ว่าจะใช้สายอะไรก็ Focus ได้ดีขึ้น แต่ปลายเสียงย่านต่างๆจะลดลงเล็กน้อย และไม่ได้เพิ่มรายละเอียดย่านเสียงสูง ถ้าจะบอกกันง่ายๆก็คือ มันช่วยให้การฟังเพลงผ่อนคลายขึ้น สนุกขึ้นและฟังง่ายขึ้น ซื้อคู่กันรับประกันว่าไม่ผิดหวังครับ



read more “Review แอมป์จิ๋วแต่แจ๋ว Rocoon RC-1”

วันอังคารที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2553

Review : WeSC Conga Fashion Headphone ที่ให้เสียงไม่ธรรมดากับ





หลายคนอาจจะไม่ค่อยคุ้นหูกับชื่อ WeSC แต่ถ้าใครอยู่วงการแฟชั่นมาก่อนอาจจะเคยได้ยินชื่อของ WeSC ผ่านหูผ่านตา หรืออาจจะมีไว้ครอบครองแล้วก็เป็นได้ เพราะ WeSC ค่อนข้างมีชื่อเสียงในวงการแฟชั่นเป็นอย่างมาก ไม่รู้ว่าทาง WeSC เล็งเห็นแนวโน้มของตลาดหูฟังที่จะมาเกี่ยวเนื่องกับวงการแฟชั่นหรือเปล่า ทาง WeSC เลยทุ่มสุดตัวรุกเข้าตลาดด้านนี้ทันที แน่นอนว่าการวางรุ่นของ WeSC เป็นในลักษณะปูพรม คือมีทุกแบบทุกสไตล์และเน้นที่งาน Design เพื่อเอามาชนกับเจ้าตลาดด้านนี้อย่าง Skullcandy ที่ครองใจอเมริกันชนผู้ที่มีไลฟ์สไตล์เน้นความสวยงามและเท่ห์มากกว่าเรื่องเสียงเป็นหลัก ดังนั้นงานนี้ WeSC เลยต้องทำการบ้านมาอย่างดี เพื่อให้เป็นหูฟังที่มีทั้ง Design สวยและเสียงดีไปด้วยในคราเดียวกัน

ความจริงหูฟังประเภทเน้นแฟชั่นเป็นหลักผมจะไม่ค่อยสนใจเท่าไหร่ เพราะเข็ดจาก skullcandy ที่ฟังครั้งแรกแทบจะร่วงตกจากเก้าอี้ เลยเกิดอาการกลัวหูฟังแนวๆนี้เป็นอย่างมาก แต่พอมาเจอ WeSC รุ่น Conga มันกลับตรงกันข้ามกับที่ผ่านมา เพราะถ้าพูดถึงราคากับเสียงที่ได้ถือว่าไม่ธรรมดาเลยทีเดียว







รูปลักษณ์ภายนอก


ตัววัสดุที่ใช้ทำหูฟังถือว่างานค่อนข้างโอเคยิ่งถ้าเทียบกับ Skullcandy ยิ่งจัดได้ว่าดีกว่าเยอะ เพราะ Skullcandy เป็นหูฟังที่ความแข็งแรงน้อยกว่า ตัวหนังเทียมที่เย็บติดตรงส่วนคาดหัวก็ทำได้ดี ดูแล้วแข็งแรงไม่น่าจะเปื่อยลอกได้ง่ายๆ ส่วน Pad ไม่ต้องพูดถึงครับ เพราะ Pad สไตล์แบบ WeSC Conga มันเปื่อยง่ายอยู่แล้ว ข้อดีคือมันถอดเปลี่ยนได้และเหมือนจะมีอะไหล่ขายด้วย ทำให้ไม่ต้องมากังวลเวลามันเปื่อยครับ


งานออกแบบของ WeSC แบบ Fullsize และ Semi-Fullsize เกือบทุกตัว จะเป็นการใช้สายแบบหูฟัง Monitor คือจะมีสายห้อยออกมาข้างเดียว ส่วนสายไปอีกข้างจะเก็บซ่อนไว้ในส่วนของที่คาดหัว ทำให้เวลาใช้งานไม่เกะกะเหมือนรุ่นที่ใช้สองสาย และดูง่ายว่าข้างไหนเป็นซ้ายหรือขวาโดยเฉพาะเวลารีบๆ เพราะสายข้างที่ห้อยออกมาจะต้องเป็นด้านซ้ายเสมอ อันที่จริงบนหูฟังเองก็ไม่เขียนว่าข้างไหนซ้ายหรือขวาเหมือนกันครับ คงคิดว่ารู้กันทุกคนมั้งว่าข้างซ้ายเป็นยังไง ข้างขวาเป็นยังไง คนออกแบบไม่เข้าใจคนใช้งานเอาซะเลย มีหน่อยก็ไม่ได้





เรื่องของเสียง



จริงๆ Conga มีรุ่นพี่ชื่อว่า Bongo อยู่ แต่ Bongo เป็นหูฟังที่อุดมไปด้วยเบสและมวล ถ้าไม่คิดจะมันส์กับเบสอย่างเดียว ผมว่า conga ให้เสียงที่ดู Overall กว่า ฟังง่าย โปร่งและสบายกว่ากันเยอะเลย


Conga ค่อนข้างเด่นในเรื่องเสียงแหลม เป็นเสียงย่านสูงที่ไม่แสบบาดหู อาจจะระคายนิดๆสำหรับคนที่ไม่ค่อยได้ใช้หูฟังที่มีเสียงแหลมเด่นๆ หัวโน้ตเองก็ค่อนข้างชัดเจน ปลายแหลมแม้จะไม่พริ้วไปจนสุด แต่ก็ไม่แห้งและออกแบนๆ เสียงแหลมจะออกมาทาง Monitor เล็กน้อยแต่มีการเกลาไม่ให้มันชัดจนคมมากเกินไป ส่วนของเสียงกีต้าร์ค่อนข้างชัดดีมากๆ ให้ สัมผัสถึงการลงน้ำหนักในไลน์แต่ละเส้นได้ดี แม้ไลน์กีต้าร์จะไม่คมจนดีดเป็นเส้น และบางช่วงก็ดูแบนไปหน่อย แต่สำหรับการให้เสียงแหลมในหูฟังราคาระดับนี้ถือว่าโอเคแล้วครับ

เสียงเบสถือว่าทำได้ดีทีเดียวครับ ไม่ได้น้อยไปหรือเยอะมากเกินไป มวลเบสเองก็ไม่ได้มากมายจนฟังแล้วกวนย่านอื่นๆ เบสค่อนข้างชัดและกระชับดีมาก อารมณ์เบสไม่ได้ออกไปทางซับเบสแบบหูฟังบางรุ่นอย่างเช่น SonicGear ที่ให้เบสสไตล์แบบตู้ซับ ในขณะที่ของ Conga จะให้เบสเหมือนมาจากดอกลำโพงคู่มากกว่า
Impact เบสทำได้ดีทีเดียว เบสกระแทกกระทั้นได้แรงและชัดดีมากๆ มีรูปร่างที่สัมผัสได้ชัดเจน ส่วนของ middle อาจจะดูน้อยไปนิดแต่ก็ยังชัดและไม่บางจางมากจนไร้ความรู้สึก พอมีเนื้อมาหนังให้จับต้องได้สบายๆ แต่ช่วง deep เบสต้องถือว่าน้อยไปหน่อย สำหรับคนที่ต้องการ deep เบสมากๆคงต้องหาหูฟังที่มวลเยอะกว่านี้ครับ โดยรวมถือว่าเบสอยู่ในขั้นที่เรียกว่าคุณภาพดีทีเดียวครับ แน่นและชัด กระแทกและกระทั้น แต่อาจจะไม่ครบสูตรตรงที่ขาดความไหลเลื่อนของ middle และช่วงปลายของ deep ซึ่งก็ไม่ค่อยจะเจอครบสูตรแบบนี้ในหูฟังระดับล่างๆอยู่แล้วครับ

เสียงกลางชัดเจนมีรูปร่างที่ดี ไม่มีความรู้สึกว่านักร้องตัวแบนเลยครับ เรียกว่า focus image ได้ดีมาก ซึ่งตรงจุดนี้สำคัญครับ เพราะหูฟังระดับนี้มักจะ focus image ได้ไม่ดีเท่าไหร่ บางรุ่น focus ดีแต่เสียงบางและแห้งไม่มีมวล แต่ของ conga มีมวลในระดับที่ดี แต่เสียงร้องจะออกนวลๆหน่อย ไม่ได้ชัดเจนกระจ่างแจ้งออกมา เพราะเสียงแหลมไม่ขึ้นไปเกาะเสียงกลาง อาจจะมีการโมเอาแผ่นฟองน้ำใส่เข้าไปตรง driver เพื่อไม่ให้เสียงแหลมออกมากวนมาก เพราะ conga ให้แหลมที่ชัดและดีมาก ยกเว้นกับเพลงที่อัดมาเสียงจัดมากอยู่แล้ว เสียงก็ร้องก็จะจัดจ้านตามไปด้วยแต่จะไม่จัดจ้านเท่าหูฟังที่ให้เสียงแหลมชัดๆทั่วไป เพราะปรกติหูฟังแนวนี้เสียงสูงจะขึ้นไปเกาะเสียงกลางทำให้เสียงร้องจะบาดหู แต่ข้อดีคือจะได้ยินเสียงชัดและถ้าหูฟังที่ให้แหลมดีๆ กลางก็จะออกหวานๆเย็นๆ

เสียงกลองกระแทกได้ชัดเจนมาก แต่กลองจะออกแข็งนิดๆโดยเฉพาะเสียงสแนร์จะแข็งหน่อย เหมือนมือกลองจะขึงจนตึงเปรี๊ยะอยู่ตลอดเวลา เสียงพวกไฮแฮทจะบางไปนิด แต่ได้ยินชัดเจนอยู่ครับ จริงๆพวกโทนแหลมที่ไปอยู่ไกลๆหน่อยจะบางหมดเลยครับ ไม่รู้ทำไม อาจจะเพราะตัวที่ผมลองมันยังไม่ได้ burn ด้วยมั้งครับเลยทำให้เสียงมันบางไปหน่อย ถ้าได้ burn คงจะดีกว่านี้


Soundstage ของ Conga จัดอยู่ในขั้นที่ดีครับ กว้างดีมาก และมิติเสียงกลางใช้ได้ครับ มีความลึกดีมาก แต่เสียงร้องจะค่อนข้างเข้ามาใกล้เราหน่อย รูปร่างของ soundstage จะเป็นรูปครึ่งวงกลมแบบโดมครับ เสียงจะไม่ได้ล้อมหน้าล้อมหลัง แต่จะเน้นออกข้างและขึ้นข้างบนหัวมากกว่าครับ ซึ่งก็ทำให้รู้สึกว่ามันกว้างขวางและโล่งโปร่งดี การใส่ก็กระชับรับกับใบหูดีมากๆ เป็น Semi-Fullsize อีกตัวที่แนบพอดีกับหูไม่มีหลุดหรือเลื่อนจนต้องมานั่งขยับให้มันเข้าที่ครับ ปรกติคนที่ใช้พวก Semi-Fullsize จะมีปัญหาในการใส่มากๆ เพราะมันไม่รับพอดีกับหู แต่ Conga ไม่มีปัญหาใดๆครับ

ในชุดของ Conga เอง จะแถมสายต่อมาให้ด้วย เพราะโดยตัวมันเองสายจะค่อนข้างสั้นครับ และที่มันทำสายต่อมาสั้นๆเพราะมันมีสายต่อแบบมีไมค์เพื่อใช้กับพวกมือถือแยกขายต่างหากด้วย เหมาะสำหรับคนที่อยากจะเอาหูฟังไปใช้กับมือถือจะได้ไม่ต้องมานั่งซื้อหูฟังใหม่อีก


โดยรวมจัดว่าเป็นหูฟังที่น่าใช้อีกตัวครับ แม้ไม่เน้นแฟชั่นก็ฟังเพลงได้ดีทีเดียว แตกต่างกับ Skullcandy ที่ทางนั้นเน้นเรื่องแฟชั่นจนลืมเรื่องเสียงไปจนหมดครับ ผมว่าใครที่กำลังมองหาของไปเครื่องบรรณาการให้กับแฟน หรือจะหาหูฟังสวยๆซักตัวมาเดินใส่เท่ห์ๆ ถ้าไม่มีงบพอจะไปคว้าเอา Dr.Dre solo มาใส่หล่อๆ ก็เลือกเอา Conga มาใส่แหล่มๆจะดีกว่าครับ แถมยังฟังเพลงได้ดีอีกด้วย




SPEC

40mm power drivers,
120dB.
20-20,001 Hz frequency range,
32ohms. .5m + 1.0m extension cord.
3.5 Gold plated stereo plug.







read more “Review : WeSC Conga Fashion Headphone ที่ให้เสียงไม่ธรรมดากับ”

วันอังคารที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2553

=- Review Amp -= Mini Ra1 Mod by ชิม ( ที่ผ่านการดองมาเป็นอย่างดี )









แอมป์ตัวนี้จริงๆก็วางตลาดกันมานานแล้วครับ ตัวที่เป็นโมดิฟายของคุณชิมก็เห็นว่าทำกันนานแล้ว แต่ผมเพิ่งจะมีโอกาสได้ฟังได้ review หลายๆคนก็อาจจะงงว่าจะมา review ทำไมเอาป่านนี้ แต่ ของมันดีก็เลยต้องมาบอกกล่าวกันหน่อย นานๆจะมีโอกาสได้ review แอมป์กันซักทีด้วย เพราะปรกติผมจะได้หูฟังมา review ซะมากกว่า ตอนแรกก็ไม่คิดว่าตัวนี้จะดีเพราะต้นฉบับมันก็ไม่ได้ดีอะไร แต่ได้เสียงสนับสนุนมาจากคุณ pedped ว่า ต้องลองฟัง ก็เลยเอามาลองซึ่งก็ดีจริงๆอย่างที่ว่าซะด้วย รูปร่างภายนอกคงไม่ต้องพูดถึงกันอีกนะครับ เพราะว่า มันก็เหมือนๆ mini Ra1 ธรรมดา ดังนั้น เราจะข้ามไปที่เสียงเลยแล้วกันครับ







เรื่องของเสียง




กำลังขับของแอมป์ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดีสำหรับแอมป์ระดับ headphone แอมป์ ผมจำไม่ได้ว่าตัวต้นฉบับกับตัวนี้อันไหนกำลังขับดีกว่ากัน แต่ถ้าเทียบกับ Headstage แล้ว ตัวนี้ให้กำลังขับที่ดีกว่าเล็กน้อย จริงๆแล้วบุคลิกของแอมป์ตัวนี้ค่อนข้างคล้ายคลึงกับ Headstage มากๆแต่ถ้าฟังโดยรวม จะรู้สึกเลยว่า Headstage ด้อยกว่าพอสมควร


Mini Ra1 Mod เป็นแอมป์ที่ให้ Focus ที่ชัดเจน และ image ค่อนข้างใหญ่ไม่มีการบีบให้ image รู้สึกเล็กจนน่าอึดอัด ทำให้ฟังได้สบายและลื่นหู มีการแบ่งแยกมิติที่ชัดมากๆ ทำให้รู้สึกว่าหูฟังนั้นๆมีมิติที่ดียิ่งขึ้นไปอีก แต่ตัวแอมป์ไม่ได้ช่วยเพิ่ม soundstage แต่อย่างใด ถ้าฟังแล้วรู้สึกว่า soundstage ดีกว่าเดิม นั่นเพราะการ focus image ที่ชัดเจนกว่าเดิม ทำให้รู้สึกว่าชิ้นดนตรีมีระยะห่างมากยิ่งขึ้นนั่นเอง


ในส่วนของย่านเสียงสูงนี่ เก็บรายละเอียดได้ดีมาก ถึงแม้ตัวแอมป์จะไม่ได้ช่วยเพิ่มรายละเอียดของเสียงสูงแต่การ focus ที่ดี ทำให้รายละเอียดดูเด่นชัดมากยิ่งขึ้น ถ้าฟังโดย signature จะทำให้รู้สึกหวั่นใจเล็กๆตอนช่วงเริ่มฟังใหม่ๆ เพราะจะทำให้กลัวว่าเสียงสูงมันจะจัดจ้านมาก แต่พอฟังไปเรื่อยๆจะรู้สึกว่าเสียงที่ได้ไม่จัดจ้านมากมายแต่อย่างใด แถมยังให้ความรู้สึกออกสูงแบบเย็นๆด้วยซ้ำ ไม่มีอาการแห้งผากให้ฟังแล้วสากหู หัวโน้ตมีความชัดเจน ไลน์กีต้าร์ที่ปรกติจะลงได้ไม่เต็มๆเม็ดเต็มๆหน่วย ตัวแอมป์ก็ช่วยเสริมให้ไลน์กีต้าร์มีความโดดเด่นมากขึ้น แต่ไม่เด่นเกินหน้าเกินตาเสียงย่านอื่น แม้แต่เสียงแซกโซโฟน ที่ปรกติบางๆก็ชัดเชยจนเนื้ออิ่มเต็มชัดเจน น่าเสียดายที่ชัดเชยเพียงแต่ช่วงหัวโน้ตไปจนถึงช่วงเนื้อแต่ไม่ถึงช่วงปลายเสียง ทำให้จังหวะผ่อนลมของแซกโซโฟนเลยไม่ไหลลื่นเท่าไหร่ มันจะดูเหมือนขาดความต่อเนื่องไปนิดหน่อย

เสียงกลางมีความโดนเด่นชัดเจน โดยเฉพาะเสียง Vocal ที่ตัวแอมป์ชดเชยให้เนื้อเสียงออกมาได้เต็มและสดมากขึ้นกว่าเดิม ตัวแอมป์ช่วยให้ช่วงเสียงกลางที่ค่อมอยู่ตรงย่านสูงมีความอิ่มมากขึ้น ทำให้เสียงร้องของนักร้องหญิงฟังดูดีและเย็นสบายหูกว่าเดิม ถึงแม้จะไม่ออกหวานหยาดเยิ้มแต่ก็ให้ความรู้สึกเย็นผ่อนคลายทั้งๆที่เสียงสูงที่เพิ่มขึ้นมาจะจัดจ้านกว่าปรกติแต่ก็ไม่รู้สึกบาดหรือระคายหูมากมายแต่อย่างใด

เสียงของกลองที่ปรกติเวลาฟังด้วยการต่อตรงกับ iPOD จะรู้สึกเหมือนว่าเสียงช่วงปลายของสแนร์กับเสียงที่หวดกลองในตอนต้นมันมาจากคนละตำแหน่ง พอต่อผ่านตัวแอมป์ กลองจะถูกแยกออกอยู่ตำแหน่งที่ชัดเจนและรวมเป็นจุดเดียว ตำแหน่งของสแนร์ก็เลยมีความชัดเจนขึ้น จังหวะตั้งแต่ต้นที่กลองหวดลงไปจนถึงช่วงปลายที่ถ่ายทอดออกมาล้วนแต่มาจากมิติและตำแหน่งเดียวกัน ทำให้สัมผัสอารมณ์ของกลองได้ดีมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม และเพราะตัวแอมป์จะช่วยชดเชยเนื้อที่บางให้มีความเป็นตัวเป็นตนมากกว่าเดิม ทำให้เสียงของไฮแฮทและแฉแต่ละใบก็เลยออกมาชัดเจนมากยิ่งขึ้น ที่เด่นชัดเจนในชุดกลองก็คือส่วนของดรัมเบสที่เวลาเหยียบกระเดื่องในแต่ละครั้งจะให้ความรู้สึกที่แน่น ทรงพลัง และมีเนื้อมีหนังมากกว่าปรกติ ทำให้ในส่วนของกลองทั้ง set ดูมีความสมจริงมากขึ้นกว่าเดิม ถ้าฟังแบบผ่านแอมป์ตัวนี้ไปซักพัก พอเปลี่ยนไปต่อตรงจะรู้สึกทันทีว่าเสียงจะ iPOD มันแผ่วลงอย่างเห็นได้ชัด


เสียงเบสให้หัวโน้ตที่โดดเด่นชัดเจน เป็นเสียงที่โดดเด่นขึ้นมาเมื่อฟังหนแรกเลยทีเดียว เสียงเบสไม่มีอาการบวมหรือครางออกมาให้ฟังแล้วหงุดหงิด แถมยังหนักแน่นกระชับ เพราะแอมป์จะชดเชยเนื้อเสียงเบสให้ดีขึ้นกว่เดิม ทำให้หูฟังที่มีเบสเยอะๆแบบที่ฟังแล้วบวมฟุ้งดูกระชับและฟังได้เพลิดเพลินมากยิ่งขึ้น แต่ตัวแอมป์ก็ไม่ได้เพิ่มให้เนื้อเบสมีมากขึ้นจนหูฟังที่ middle เบสน้อยดูมีไลน์เบสที่ชัดเจน ตัวแอมป์จะช่วยเสริมให้ตัวลูกเบสมีความเป็นตัวเป็นตนและชัดเจนมากกว่า แต่ก็เสริมเนื้อเบสเข้าไปด้วยพอสมควร ดังนั้นใครที่ชื่นชอบเบสไม่ต้องกังวลว่าแอมป์ตัวนี้จะทำให้เบสห้วนหายไปเหมือนกับแอมป์หลายๆตัว แม้ไม่มีตัวปรับแต่ในส่วนของเบสก็แทบจะไม่ต้องเพิ่มอะไรอีกแล้ว


โดยรวมตัวแอมป์ให้เสียงที่ค่อนข้างน่าประทับใจ ไม่รู้ข้างในโมกันยังไงเหมือนกันแต่ผมจำได้เคยฟังตัวต้นฉบับ เสียงมันงั้นๆมาก แต่ตัวนี้ให้หัวโน้ตที่ชัดโดดเด่น เบสดี แยกชิ้นดนตรีดี สูงดี มีเนื้อมีหนังชัดเจน แบบพลิกโผมากมายเลยทีเดียว ตอนนี้ผมว่ามันเป็นแอมป์ในระดับราคา 3 พันที่คุ้มค่ามากเลยทีเดียวครับ










read more “=- Review Amp -= Mini Ra1 Mod by ชิม ( ที่ผ่านการดองมาเป็นอย่างดี )”

วันพฤหัสบดีที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2552

-= Review =- Sennheiser IE8 หูฟังพลังเบสในระดับ Professional




เป็นหูฟังที่หลายๆคนจับตามองตั้งแต่ยังไม่วางตลาดเริ่มมีข่าวด้วยซ้ำ เพราะถือเป็นหูฟังตัวแรกที่กล้าและแหวก Design ด้วยรูปแบบความสามารถแบบใหม่ของ In-ear ที่สามารถปรับเพิ่มเบสได้ที่ตัวหูฟังด้วยการบิดปรับที่ปุ่มตรง Housing โดยตรง ทำให้หลายๆคนคาดหวังเรื่องพลังเบสที่ได้ย่อมต้องไม่ธรรมดาแน่นอน แต่รอแล้วรอเล่าก็ไม่มีเข้ามาให้ลองฟังซักตัว เพราะด้วยราคาที่ค่อนข้างแพงทำให้ทางตัวแทนจำหน่ายในไทยเกิดความลังเลที่จะเอาตัวนี้มาลองลุยตลาด แต่ในท้ายที่สุดผมก็ได้มันมาทดสอบจนได้ซึ่งก็ต้องขอบคุณทาง Zeazonmall ที่ยอมให้เอามาดองอยู่หลายวันทีเดียว






หลังจากได้หูฟังตัวนี้มาหลายวันผมก็เพิ่งจะได้มีโอกาสจับมา review แถมยังใช้เวลาคลุกคลีตีโมงกับมันอยู่พักใหญ่ๆด้วยซ้ำครับ แต่ด้วยความที่มิติมันแปลกๆหูไปซักหน่อย ทำให้ไม่ค่อยกล้า review ในทันทีก็เลยต้องนั่งฟังกันอยู่นานพอสมควรครับ และอีกอย่างคือผมไม่ค่อยว่างที่จะพิมพ์ด้วย พอปลีกเวลามาได้ก็เลยลง review ซะเลย เอาเป็นว่ารีบๆเริ่มกันดีกว่าครับ อย่ามัวเสียเวลาอยู่เลย ยังมีหูฟังอีกตัวที่เอาของเค้ามาดองต้องรีบ review เหมือนกัน :D











ว่ากันที่ภายนอก








ครั้งแรกที่เห็นกล่องผมค่อนข้างประทับใจมากที่เดียว กล่องมันดูอลังการใช้ได้เลย งาน design ให้อารมณ์ระหว่างความเป็น Professional และความหรูหราแบบเคร่งขรึม ตัวกล่องเป็นพลาสติกผสมกระดาษ พอเปิดฝาออกมาจะเจอตัวหูฟังพันอยู่กับก้านเก็บหูฟัง และที่ตัวก้านจะมีจุกโชว์ให้ดูทั้งหมด 4 ชุด ซึ่งจะเป็นจุกแบบต่างๆที่ไม่ได้วางเป็นคู่ๆกัน แต่วางเป็นแบบเดี่ยวๆ 4 อัน ซึ่งจุกที่เหลือจะไปอยู่ที่ชั้นสองของกล่อง โดยที่ตัวชั้น 2 จะเป็น CASE สำหรับเอาก้านที่ว่าใส่เข้าไปอีกที เป็น CASE ที่ดูดีมาก แต่กล่องเปิดได้ยุ่งยากและลำบากมาก ผมว่ากล่อง Shure เปิดสบายกว่าและดูหรูหราเหมือนกันเลย




ใน SET จะมีจุกแปลกๆแถมมาด้วย เป็นจุกที่ผมไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน รูปร่าง Design ได้แปลกตาน่าสนใจมาก แต่ขอโทษเถอะครับ พอลองเอาเปลี่ยนมาใช้แล้วปรากฏว่า ทำให้เสียงไม่เข้าท่ามากๆ ไม่รู้ว่าจะแถมมาให้ใช้ทำไม ส่วนตัวจุกอื่นๆผมว่าโอเคเลยทีเดียวโดยเฉพาะจุกที่คล้ายๆเป็นจุกโฟมดำ แต่เนื้อจะแข็งกว่าจุกโฟมดำของ Shure ตัวจุกนั้นค่อนข้างเซอร์ไพร์สผมเอามากๆเลยทีเดียว เพราะธรรมชาติของจุกโฟมชอบทำให้เสียงขุ่นลง แต่ตัวจุกนี้กลับทำให้เสียงเปิดมากขึ้น focus ดีชึ้น soundstage ดีขึ้นและเบสดีขึ้น หัวโน้ตชัดเจนขึ้น และใส่กระชับกว่าจุกที่ติดมากับหูฟังครับ คนรูหูเล็กอาจจะไม่มีปัญหา แต่ผมมีรูหูที่ค่อนไปทางใหญ่ ทำให้จุกเดิมจะมีปัญหากับหูด้านซ้ายที่ใส่แล้วไม่พอดี แต่พอเปลี่ยนเป็นจุกโฟมก็ไม่มีปัญหาเลยครับ และที่สำคัญกว่านั้น จุก UE สามารถใช้กับหูฟังตัวนี้ได้ด้วย ส่วนผลที่ได้คือ soundstage แคบลง มิติถอยลง เบสมากขึ้น หัวโน้ตชัดขึ้น แต่โดยส่วนตัวผมว่าไม่ค่อยจำเป็นครับ เพราะตัวนี้ปรับเบสเพิ่มได้ ถึงแม้ผมจะไม่เคยปรับเพราะผมคิดว่าเดิมๆก็ดีอยู่แล้ว แต่เชื่อว่าแฟนพันธุ์แท้พลังเบสน่าจะได้บิดกันเพลินเลยล่ะครับ

ตัวงานหูฟังทำได้สมราคาค่าตัวมากๆ งานเนี๊ยบทุกจุด ตัวข้อที่เชื่อมระหว่าง Housing กับสาย เป็นสีแบบดำขุ่นแต่โปร่งแสง พอจะมองเห็นด้านในขั้วได้บางๆ ซึ่งตรงช่วงข้อต่อกับช่วงตัวรูดเก็บสาย รวมไปถึงแจ๊คก็เป็นวัสดุแบบเดียวกันเลยครับ ส่วนสายเป็นสายค่อนข้างหนาออกมันๆเล็กน้อย สายจะไม่แข็ง หรือไม่นิ่มจนเกินไป ไม่มั่นใจว่าอนาคตมันจะเปื่อยหรือเปล่า แต่ถ้าสายแบบนี้เปื่อยง่ายๆ ผมว่าสายทั่วๆไปใส่ไม่กี่วันคงพังละครับ

ตัวหูฟังน้ำหนักค่อนข้างเบา เลยใส่ได้สบายซึ่งสไตล์การใส่จะเป็นแนบหูคล้ายๆกับพวก Westone , Shure SE530 และตระกูล Custom ทั้งหลาย คือไม่มีส่วนเกินออกมาให้บางคนรู้สึกรำคาญ ถ้าจะใส่แล้วนอนฟังเพลงตอนนอนก็ทำได้สบายมากสามารถใส่แล้วตะแคงนอนได้เลย แต่การใส่ต้องเอาสายคล้องหลังหูเท่านั้น ไม่สามารถใส่แบบไม่คล้องได้ คนที่ไม่ชอบสไตล์สายคล้องอ้อมหูก็ต้องคิดให้ดีก่อนซื้อนะครับ สำหรับคนที่กังวลกลัวว่าถ้าเจอเหงื่อที่หลังหูแล้วสายจะเปื่อยนี่ ไม่ต้องห่วงครับ เพราะใน set จะแถมตัวล๊อคสำหรับวางคล้องหลังหูมาให้ นอกจากจะทำให้สายได้รูปวางคล้องหลังหูได้พอดีแล้ว ยังช่วยกันเหงื่อได้อีกด้วยครับ











ว่ากันที่เรื่องของเสียง



ตัว Sennheiser IE8 เป็นหูฟังที่ให้มิติค่อนข้างแปลกครับ ลักษณะสไตล์เป็นมิติแบบตัว T คือให้ soundstage ที่ช่วงมิติเสียงกลาง หรือ soundstage ด้านลึกได้กว้าง แต่ถ้าเป็น soundstage ช่วง middle line หรือตรง zone ระนาบเดียวกับหูของเรา กลับให้ความรู้สึกว่ามันแคบและใกล้หูเรามากๆ ค่อนข้างจะเป็นกับเพลงตลาดทั่วๆไป ถ้าเป็นพวก Audiophile ที่อัดมาแบบขี้โกงหน่อยก็จะไม่มีปัญหาครับ เพราะมิติเพลงพวกนี้จะถอยออกไปด้านหลังหัวเลยทีเดียว แต่ถ้าเป็นพวกเพลงพื้นฐานก็เป็นเหมือนที่ผมว่ามาในข้างต้น มิติของ IE8 จะเริ่มตั้งแต่แนวช่วงบนหัว จนไปสุดที่ด้านหลังหัวเลยครับ การสร้างมิติค่อนข้างเป็น 3 มิติครับ มีความลึกมีความตื้นของตำแหน่งดนตรีที่ชัดเจน
การแยกชิ้นดนตรีจัดอยู่ระดับที่เรียกได้ว่าดีทีเดียว แยกได้ค่อนข้างขาด แม้จะแพ้ UE700 อยู่ซักเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้ด้อยกว่ากันมากนัก แต่สาเหตุที่แยกชิ้นดนตรีสู้ UE700 ไม่ได้ เพราะ image ของ IE8 ค่อนข้างใหญ่ แถมยังมีเบสที่ค่อนข้างเยอะ อีกทั้ง soundstage ของ UE700 จะทำได้ดีกว่า IE8 ทำให้การแยกชิ้นดนตรีของทาง UE700 เลยดีกว่านิดหน่อย แต่เสียงโดยรวมของ IE8 จะนุ่มนวลกว่า

ถ้าดูจากรูปลักษณ์ภายนอกและรูปแบบงาน Design ที่มีการปรับแต่งเบสที่ตัวหูฟังได้ ทำให้ผมจินตนาการเอาเองตั้งแต่แรกเห็นว่า มันต้องอุดมไปด้วยเบสมหาศาลแน่ๆ และหูฟังที่เบสเยอะๆมักจะขาดเสียงย่านสูง เพราะโดนเบสกลบหมด แต่ Sennheiser IE8 กลับให้เสียงแหลมที่ชัดเจนและค่อนข้างน่าประทับใจ เรียกว่าหยิบมาฟังครั้งแรก เสียงสูงค่อนข้างเด่นนำออกมาก่อนเลยทีเดียว แต่ detail ของย่านสูงก็ไม่ได้ละเอียดยิบเหมือนพวก Ue700 และ UE Triple.fi 10 pro นะครับ อย่างน้อยๆ Driver มันก็เป็นแค่ Dynamic แถม Driver เดียวด้วย จะไปสู้พวก B-Armature ที่แยกลำโพงนี่คงจะยากครับ แต่ก็ถือว่าให้เสียงย่านสูงที่ดี ทั้งใสและเคลียร์ดีครับ

ไลน์กีต้าร์ที่ผมชัดๆที่ผมเคยชื่นชอบเอามากๆใน MX90VC ก็เหมือนจะกลับมาบ้างใน IE8 แต่ก็ยังให้ได้ไม่เท่า MX90VC ครับ มันจะด้อยกว่านิดหน่อย เพราะกีต้าร์ของ IE8 จะไม่คมเท่า แต่ให้หัวโน้ตที่ชัดอยู่ เวลากรีดสายกีต้าร์รู้สึกถึงน้ำหนักสายได้ดี แต่จะไม่รู้สึกถึงรายละเอียดเป็นเส้นๆได้เท่า MX90VC เสียงพวกไฮแฮทนี่จะชัดเจนดีมาก แต่การแยกระหว่างไฮแฮทกับพวกแฉจะค่อนข้างแปลกนิดหน่อย เพราะน้ำหนักเสียงจะใกล้เคียงกันมาก และในบางเพลงเสียงของแฉจะค่อนข้างบางไปหน่อย

เสียงย่านสูงจะเป็นแหลมแบบไม่หวาน และไม่เย็น แถมยังให้ signature ย่านสูงคล้ายๆกับพวก B-Armature บางตัวด้วย เสียงเลยจะค่อนข้างแข็งซักหน่อย และการให้ปลายสีทอดตัวได้ดีแม้จะไม่พริ้วและพุ่งไปจนสุดก็ตาม

เสียงกลางค่อนข้างเด่นและให้มวลที่ดี เสียงกลองให้น้ำหนักได้ดีมากๆ เวลาลงกลองรู้สึกได้ถึงความกระแทกกระทั้นที่ดี และมีหัวโน้ตที่ชัดเจน จังหวะการไล่ step ไปในกลองแต่ละลูกมีความชัดเจนดีมาก แต่การไล่เสียงของกลองแต่ละลูกยังกลมกลืนกันเกินไปหน่อย แม้กระทั่งเสียงสแนร์ก็ให้น้ำหนักเสียงใกล้เคียงกับทอมไปด้วย

ส่วนเสียงร้องทำได้ชัดเจนดีมาก มีมวลและเนื้อที่ดี และให้ความเป็นมิติแบบ 3 มิติที่ดีมาก ไม่แบนเป็นหน้ากระดานให้ฟังแล้วหงุดหงิด แต่น่าแปลกคือ น้ำเสียงบางเพลงจะไม่เปิดเท่าไหร่ เสียงเหมือนจะอุดอู้เล็กน้อย แต่บางเพลงที่จัดจ้านอยู่แล้วจะไม่ค่อยเป็นปัญหาเท่าไหร่ จะมีปัญหาแค่กับเพลงที่ไม่ได้ mix เสียงกลางให้ออกจัดจ้าน โดยเฉพาะเพลงไทยทั่วๆไป ส่วนเพลงอย่าง Audiophile นี่ไม่มีปัญหาเลยครับ ตำแหน่ง image ของเสียงร้องค่อนข้างเข้ามาใกล้เรามากๆ บางเพลงนี่มาอยู่ช่วงติดหลังหัวพอดี เห็นบางคนชอบการวาง image แบบนี้อยู่เหมือนกัน แต่ผมจะไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ เพราะจะอึดอัดเหมือนกับมีคนมากอดคอด้านหลังแล้วร้องเพลงอยู่ตรงหัว ถ้าเป็นนักร้องหญิงนี่ไม่เป็นไร แต่นักร้องชายนี่จะรู้สึกหวิวๆเป็นสยองเล็กน้อย





เสียงเบสนี่ไม่ต้องห่วงอยู่แล้วครับ ย่านต่ำเรียกว่าเป็นของตายของ IE8 เลยทีเดียว ถ้าใครฟังแล้วบอกว่าเบสน้อยให้รีบไปเช็คหูฟังทันที ถ้าหูฟังไม่พังก็แสดงว่าหูเราพังแน่นอนครับ เพราะเป็นหูฟังที่ให้พลังเบสที่มหาศาล แต่เบสจะไม่ครางเหมือน Monster Turbine นะครับ เบสเยอะ หัวโน้ตชัด แต่ว่าเบสแน่นและให้ย่านเสียงค่อนข้างครบดีมาก มีทั้ง Upper , Middle และ Deep และจะค่อนข้างเด่นที่ช่วง Upper กับ Middle เบสเป็นพิเศษครับ โดยเฉพาะส่วนของ Middle เบสที่ให้เนื้อเบสได้ชัดเจนมากๆ ใกล้เคียงกับที่ SE530 ทำได้เลยทีเดียว แต่ความไหลลื่นของ Melody ในส่วนเบสยังสู้ SE530 ไม่ได้เท่านั้นเอง

เบสของของ IE8 ไม่ได้ให้มวลเยอะอย่างที่คิดเลยครับ เบสจัดได้ว่ากระชับได้รูปดีมาก ไม่มีอาการเบสล้นหรือบวมให้รู้สึกรำคาญเลย แต่ส่วนนึงอาจจะเพราะผมไม่ได้ไปปรับเพื่อ Boost เบสที่ตัวหูฟังด้วย เห็นเฮียเก้ง Zeazonmall บอกว่าอย่าไปปรับ ปรับแล้วจะไม่เข้าท่า ผมก็เลยไม่ไปยุ่งใดๆ ถ้าใครรู้สึกว่าเบสยังน้อยไปอีกก็ลองปรับดูได้ครับ แต่ผมว่า เดิมๆนี่ก็แทบแย่แล้วครับ ถ้าปรับเพิ่มกว่านี้สงสัยจะบวมไปกันใหญ่

การเดินไลน์เบสทำได้ชัดเจนดีมากครับ บางเพลงที่อัดมาชัดๆหรือพวกตระกูล Audiophile ที่ไม่ได้ให้เบสเป็นเพียงตัวประกอบอยู่เบื้องหลัง จะได้ยินสายเบสชัดมาก ยิ่งเพลงที่ใช้ Double Bass ประกอบจะรู้สึกถึงน้ำหนักของสายเบสแต่ละเส้นได้ค่อนข้างชัดเจน ดังนั้นถ้าใครรักชอบเบสแต่ไม่ชอบเบสบวมๆ ตัว IE8 ไม่ทำให้ผิดหวังแน่นอน



โดยรวมถือว่า IE8 ทำได้ค่อนข้างดีกว่าที่คิดเลยทีเดียว โดยเฉพาะการแยกชิ้นดนตรีที่ทำได้ดีจนไม่น่าเชื่อว่าเป็นหูฟัง Dynamic แบบ driver เดียว และเสียงเบสที่แม้จะเยอะ แต่ไม่กวนย่านใดๆเลย แถมไม่มีอาการครางหรือบวมด้วย กล่องใส่เองก็อลังการมากๆ แต่ก็ทำให้ลำบากทุกทีที่เก็บหูฟัง งานหูฟังก็เรียบร้อยและเนี้ยบตามสไตล์ Sennheiser ที่ปรกติก็เก็บงานได้ดีอยู่แล้ว รวมทั้งการเลือกใช้วัสดุที่ทำให้หูฟังดูดีขึ้นเยอะมาก แต่ข้อเสียคือ Case ใส่สำหรับพกพาของ IE8 ดันออกแบบมาให้พกพาได้ลำบากกว่าเดิม ถ้าจะใส่พกไปไหนมาไหนจริงๆน่าจะต้องเอาถุงกำมะหยี่หุ้มซ้ำอีกทีนึงด้วย หรือไม่ก็หาแผ่นกันรอยมาติดรอบๆ เพราะมันดูแล้วจะได้รอยจากการพกพาได้ง่ายพอสมควร ไม่เหมือน Case ของ Shure หรือ Westone ที่พกสะดวกสบายไม่ต้องกังวลใดๆ แต่ผมก็ชอบงานออกแบบที่ดึงช่องหูฟังเป็นแบบลิ้นชักตามสไตล์ของ Sennheiser อยู่ดี เป็นงาน Design ที่กล้าและเจ๋งจนน่าชมเชยเลยทีเดียว








SPEC

Frequency response : 10 Hz – 20 kHz
Impedance : 16 ohm
THD, total harmonic distortion : <0.1%
Sound pressure level (SPL) : 125 dB (1 kHz, 1 Vrms)
Attenuation (passive) : up to 26 dB (95%)
Connector : 3.5 mm, angled
Ear coupling : intra-aural (ear-canal fit)
Transducer principle : dynamic
Weight : 5 g


read more “-= Review =- Sennheiser IE8 หูฟังพลังเบสในระดับ Professional”