วันพฤหัสบดีที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

[ Review ] " TIAMAT " อุปกรณ์ชนิดใหม่ที่จะมาพลิกโฉมวงการฟังเพลง

TIAMAT






เคยไม๊ครับที่เวลาฟังเพลงแล้วรู้สึกหงุดหงิดที่คุณภาพเสียงไม่เป็นไปตามที่ต้องการ โดยเฉพาะเวลาใช้กับพวก MP3 player ทั้งหลาย ซึ่งถ้าเป็น iPOD ก็จะยังมีทางเลือกโดยการเอา DAC มาช่วยปรับปรุงเรื่องคุณภาพเสียง แต่ถ้าเป็น MP3 player แบบ no name ละ  ?  และยังมีอีกหลายๆแบรนด์ที่ไม่มี DAC มา support อีกอย่าง การพก DAC และ AMP เพิ่มมันก็ดูยุ่งยากเกะกะต่อการพกพา

ผมเลยมีไอเดียที่จะทำอุปกรณ์ที่พกพาสะดวกและให้คุณภาพเสียงที่ดีขึ้นกว่าเดิม ซึ่งผมได้แรงบันดาลใจมาจากสายต่อที่มักจะแถมมากับหูฟังในยุคก่อนๆ เพราะพวกสายต่อพวกนี้มักจะมีผลกับคุณภาพเสียงอย่างมาก ผมเลยพยายามค้นคว้าดูว่าจะมีทางไหนที่จะทำให้ของพวกนี้ทำให้เสียงดีขึ้นได้ จนสำเร็จกลายมาเป็น “ TIAMAT “ นี่แหละครับ

ตอนแรกที่ตั้งใจทำคือจะทำให้เป็นแค่แจ๊คอย่างเดียว โดยไม่ต้องมีสายอะไรมาเกะกะ แต่ผลปรากฏว่า เสียงมันไม่ดีเท่าที่คาด แถมการใช้งานกับกลายเป็นลำบากกว่าเดิม เพราะแจ๊คมันจะสูงและเกะกะขึ้น สุดท้ายก็เลยต้องเพิ่มสายขึ้นมา ซึ่งก็ให้คุณภาพเสียงตามที่คิดไว้แถมยังใช้งานได้สะดวกกว่าแจ๊คอย่างเดียวซะอีก เพราะมันเป็นลักษณะการใช้งานแบบสายต่อทำให้ไม่รู้สึกเกะกะแต่อย่างใด

สายตัวนี้จะทำหน้าที่คล้ายๆ DAC คือ จะช่วยปรับปรุงคุณภาพเสียงให้ดีขึ้น และยังช่วยแก้ปัญหา Player ที่คุณภาพเสียงไม่ค่อยดี ให้ดีขึ้นจนพอฟังได้ ซึ่งผมได้ลองเทสกับ Player หลายๆตัว ตั้งแต่แย่ๆจนไปถึงระดับเทพ ผลก็คือ คุณภาพเสียงเปลี่ยนไปในทางที่ดีทั้งหมดครับ แต่คุณภาพอาจจะไม่ถึงกับเทียบเท่ากับ DAC เอง เพราะตัวมันไม่ได้มีวงจรอะไรไปช่วยเสริมเรื่องเสียงโดยตรง ทว่าถ้าเทียบกับ DAC ตัวล่างๆหลายๆตัวที่ผมเคยลอง ผมว่า ต่อกับ TIAMAT จะให้ภาพรวมของคุณภาพเสียงที่ดีกว่าครับ ที่สำคัญคือ มันไม่ต้านกระแสด้วย ดังนั้นไม่ต้องห่วงว่าเวลาต่อแล้วจะทำให้เสียงเบาลง












เรื่องของเสียง
----------------

จุดเด่นอันแรกของ TIAMAT  คือ มันจะช่วยเรื่องการ Focus Image ครับ  ซึ่งจุดเด่นตรงนี้ตัว DAC รุ่นล่างๆมันจะทำไม่ได้ และยิ่งไปใช้กับ Player ที่มีปัญหาเรื่อง image ที่มีขนาดใหญ่โตมโหฬาร เรียกว่า เบ่งคับจอ เต็มทุกพื้นที่  และแผ่กระจายกว้างจน image  ของแต่ละย่านเสียงตีกันนัวไปหมด  ตรงนี้จะทำให้ทุกอย่างดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเลยครับ เพราะตัว TIAMAT จะช่วยให้ focus image แต่ละชิ้นดนตรีให้มันชัดขึ้น จากแบนๆใหญ่ๆกลายมาเป็นมีรูปร่างรูปทรงที่ดี  และให้ความเป็น 3 มิติมากขึ้น แถมยังทำให้การแบ่งแยกชิ้นดนตรีดีขึ้นด้วยอนิสงส์จากการ focus  image ที่ดีขึ้นกว่าเดิม ทำให้เกิดช่องว่างของแต่ละชิ้นดนตรี โดยไม่มีการลงมาเบียดกันอีก และยังเปลี่ยนการวางตำแหน่งของแต่ละชิ้นให้มีระยะถอยห่างจากกัน เนื่องมาจากมิติที่ลึกไปด้านหลังหัวเรามากขึ้นกว่าเดิมนั่นเอง ยิ่งหูฟังที่ให้มิติที่ดีอยู่แล้วพอมาประกบเข้ากับ TIAMAT ก็ยิ่งทำให้ลึกดิ่งไปหลังหัวเรามากขึ้นกว่าเดิม แถมตำแหน่งการวางชิ้นดนตรีก็จะไม่เหมือนลอยการอากาศอีกต่อไป จะให้อารมณ์เหมือนนักดนตรีเล่นบนพื้นจริงๆมากขึ้น อารมณ์จะคล้ายๆ ตอนผมฟัง AD2000 เทียบกับ RS-1 ซึ่ง ตัว AD2000 จะเหมือนเล่นดนตรีกลางอากาศ แต่ RS-1 จะเหมือนกำลังยืนเล่นบนพื้นเวที  เอาง่ายๆ iPOD classic ของผม มันจะมีปัญหาเรื่อง image ในส่วนเสียงร้อง ซึ่งผมได้เคยบ่นให้หลายๆคนฟังว่า รูปทรง image มันแปลกๆ เพราะมันเหมือนทรงกลมที่ช่วงล่างแหว่ง และก็ไม่มีอะไรมาแก้มันให้หายได้นอกจาก DAC แต่พอเอามาใช้กับ TIAMAT ปรากฏว่าอาการที่ว่าหายไปเลยครับ image เสียงร้องให้รูปทรงที่เต็มและมีรูปร่างที่ดี แต่จะเปลี่ยนจากกลมๆ ก็เป็นรูปแบบทรงวงรีแบบลูกรักบี้วางในแนวตั้ง ซึ่งก็ให้ shape ที่ใกล้เคียงรูปร่างนักร้องจริงๆมากกว่าแบบที่เป็นทรงกลม


อีกจุดนึงคือเรื่องของหัวโน้ตที่เด่นชัดมากขึ้น ทั้งแน่นและเหมือนจะมีน้ำหนักกับแรงปะทะที่ดีกว่าเดิม บางคนที่ได้ลองก็จะพูดออกว่ามัน “ดึ๋งดั๋ง” กว่าเดิม ซึ่งผมก็เข้าใจว่าเค้าน่าจะหมายถึงเบสและเสียงกลอง เพราะเบสจะรวมตัวกันจนเป็นลูกที่แน่น กระชับ ไม่มีอาการบวมหรือเบลอ แม้จะใช้กับหูฟังที่เบสเยอะๆมากๆก็ตาม เบสนี่ถือว่าเป็นจุดเด่นอีกอย่างนึงเลยครับ เหตุผลเพราะมันช่วยให้ player หลายๆตัวที่เบสออกบวมๆ หรือบางทีก็ไม่รู้สึกน้ำหนักเบสเลยได้ยินแต่ mid bass กับ deep bass ที่ให้เสียงในลักษณะแบบ background มากกว่า อาการคล้ายๆเหมือนเราเปิด subwoofer แต่จูนไม่ดีน่ะครับ คือมีเบสแต่ไม่รู้สึกถึงมวลและน้ำหนัก เพราะมันกระจายไปทั่ว

แต่พอเปลี่ยนเอา TIAMAT เข้าไปใส่ ผลปรากฏว่า เบสกระชับตัวลงมาทันที กลายเป็นลูกเบสแบบเน้นๆ แน่นและทรงพลัง เพราะมันได้ไปกวาดเอาย่านต่ำมารวมตัวกันไว้ที่เดียว ผลคือ เบสที่ได้มีลักษณะแบบเดียวกับ image เบสที่จะเจอได้ใน Sennheiser HD650 ครับ  เป็นรูปร่างและน้ำหนักเบสตามสไตล์แบบนั้นเลย  ซึ่งอันนี้ก็ขึ้นอยู่กับหูเราด้วยนะครับ ถ้าหูตัวไหนเบสน้อยมันก็จะไม่รู้สึกได้ขนาดนั้น เพราะลำพังตัวสายคงไม่ถึงกับสามารถไปเปลี่ยน signature เดิมๆของหูฟังได้ แต่ถ้าตัวไหนมีเบสเยอะๆ รับประกันได้ว่าจะรู้สึกแบบที่ผมบอกทันที

เสียงกลองก็จะให้น้ำหนักที่แน่นขึ้นและโดดเด่นขึ้น ซึ่งผมเองก็ได้เอาไปให้มือกลองที่รู้จักกันได้ลอง เค้าก็ชอบมาก เพราะกระเดื่องมันแน่นขึ้น และตัวเนื้อเสียงกลองก็แน่นกระชับและชัดกว่าเดิม และด้วยความที่กลองแต่ละลูกแน่นขึ้นและชัดขึ้น เสียงของสแนร์จะโดดเด่นยิ่งกว่าเดิม โดยเฉพาะในหูฟังที่ให้เสียงกลางหนาๆหน่อย ส่วนใหญ่จะมีปัญหากับสแนร์เพราะมันจะกลืนไปกับทอม ยิ่งหูฟังยิ่งถูกยิ่งแยกยาก แต่พอใช้ TIAMAT แล้ว มันทำให้สแนร์โดดเด่นขึ้นเนื่องจากเสียงสูงที่ดีขึ้นและ image ที่แยกตัวออกจากกันชัดเจน และ dynamic ที่แน่นขึ้น ทำให้ทอมแต่ละลูกให้น้ำหนักที่ต่างกันอย่างชัดเจน สแนร์เลยได้นับอนิสงส์ไปด้วย เสียงสแนร์เลยกระจ่างชัดเจนจนแยกแยะได้ง่ายสบายหู

อีกจุดสำคัญที่ผมตั้งใจให้มันดีขึ้นคือเรื่องของมิติครับ มิติจะถูกปรับปรุงให้ดีขึ้น โดยเฉพาะด้านลึกจะลึกขึ้นกว่าเดิมจนรู้สึกได้เลยว่าเวลาถอดสายออกแล้วเปลี่ยนมาต่อตรงปุ๊บ ทุกอย่างจะถอยร่นจนแคบเข้ามาทันที ความลึกนี่รับประกันว่าลึกทะลุไปหลังหัวเรากว่าเดิมแน่นอน แต่ก็ไม่ใช่หูฟังทุกตัวจะให้ความรู้สึกลึกได้มหาศาล ขึ้นอยู่กับบุคลิกเดิมๆของหูฟังด้วย เพราะมันไม่ใช่พวก DTS surround Adaptor ที่จะสามารถทำเสียงหลอกหูให้รู้สึกว่ากว้างและลึกได้ อันนี้มาตามความเป็นจริงทุกอย่าง มันเลยจะออกมาลึกจริงๆและไม่รู้สึกมีเอคโค่หลอนๆเหมือนพวก 7.1 surround เทียมทั้งหลาย แถมบางเพลงที่อัดมาดีๆหน่อย จะมีชิ้นดนตรีบางชิ้นมาอยู่ตรงตำแหน่งด้านหน้าเราด้วยครับ แต่จะอยู่เยื้องๆทางซ้ายบ้าง และขวาบ้างนะครับ ไม่ได้มาอยู่ตรงกลางตรงหน้าเรา ซึ่งก็ค่อนข้างทำให้ผมประหลาดใจพอสมควรเพราะไม่คิดว่ามันจะออกมาแบบนี้ได้ เสียดายนิดเดียวคือ soundstage มันเพิ่มนิดเดียวครับ แต่ก็ต้องยอมแลกกับความกว้างของ soundstage เพราะถ้าทำให้กว้างมาเกินไปจะทำให้ Dynamic มันไม่แน่น กลายเป็นเสียงบางๆ แสบ และจัดจนไม่น่าฟัง  ดังนั้นก็เลยตัดสินใจเลือกเอามิติที่ลึกๆไว้ก่อนดรกว่า

อีกอย่างคือ เรื่องของเสียงแหลมที่มักจะมีปัญหาเรื่องปลายเสียงที่กัดและบาดหูนั้น ตัว TIAMAT จะช่วยเกลาให้ปลายเสียงที่หยาบและบาดลดลงด้วยครับ แถมหัวโน้ตย่านสูงก็ชัดเจนมากขึ้น ความพริ้วอาจจะลดลงหน่อย แต่ได้รายละเอียดและความเป็นประกายของย่านสูงได้ดีขึ้น โดยเฉพาะการไล่เสียงจากซ้ายไปขวาและขวามาซ้าย ซึ่งมันจะเป็นลูกเล่นในย่านสูงของคนทำเพลงซึงหลายๆคนก็คงได้ยินบ่อยๆ โดยปรกติแลัวมันจะมีปัญหากับบางหูฟังและบาง player เพราะจะมีการไล่เสียงที่สะดุด ที่เห็นชัดเจนคือเวลาไล่เสียงมา สมมุติมาจากทางขวา พอมาเรื่อยๆกำลังจะถึงตรงกลางหัวเรา ปรากฏว่า เสียงมันแวบหายไปช่วงนึง และมาโผล่ตรงกลาง แล้วก็แวบหายไปโผล่ด้านซ้ายเลย ซึ่ง TIAMAT จะช่วยแก้ปัญหาตรงนี้ได้ครับ เพราะจะช่วยให้การไล่เสียงมีความต่อเนื่องและไหลลื่นขึ้น อาการที่ทำให้เกิดช่องว่างที่ว่าก็จะลดลงไปเยอะมากๆ

ข้อเสียก็คงจะเป็นเรื่องของมวลเสียงที่มันไม่ได้ช่วยให้เพิ่มขึ้น เพราะมันไม่มีวงจรใดๆมาช่วยขยายสัญญานให้มวลมาเยอะกว่าเดิม ซึ่งก็ถือเป็นเรื่องปรกติครับเพราะผมเคยลองทำให้มันมีมวลมากขึ้น ปรากฏว่ามันกลายเป็นขุ่นกันไปหมด ก็เลยต้องยอมให้ออกมาเป็นรูปแบบนี้ อีกอย่างคือ soundstage ที่เพิ่มขึ้นแค่นิดหน่อยอาจจะไม่สะใจของคนที่ชอบ soundstage ออกด้านข้าง แต่น่าจะถูกใจหลายๆคนที่เน้นมิติมากกว่า เอาง่ายๆ  image คนร้องที่ดูแบนๆ กลายเป็นเหมือน 3 มิติได้นี่ ผมก็ happy สุดๆละครับ

แต่ข้อดีของมันนอกจากเรื่องเสียงก็เป็นเรื่องความสะดวกในการใช้งานครับ เพราะมันจะเกะกะน้อยกว่าการพก DAC หรือ แอมป์แน่นอน และไม่ต้องวุ่นวายกับการหาถ่านมาใส่หรือเสียเวลานั่งชาร์ทถ่านเพราะแค่เพียงเสียบก็จบ ง่ายและพกพาสะดวก ใช้งานก็ไม่เกะกะแถมทำให้เสียงดีขึ้นได้อีกด้วย

การใช้งานของสายนั้น นอกเหนือจากการเอาไปต่อตรงๆผ่านหูฟังแล้ว ยังเอามาประยุกต์ใช้กับสาย mini-mini ได้อีกด้วย  โดยเอามาต่อคั่นก่อนจะเข้าตัวแอมป์ ซึ่งก็ช่วยปรับปรุงให้คุณภาพเสียงของสาย mini-mini ดีขึ้นกว่าเดิมได้อีกด้วยครับ  บางคนก็เอาไปต่อช่อง AUX ในรถซึ่งผมเองไม่ได้ลองนะครับว่ามันดีขึ้นหรือเปล่า เพราะ front รถผมมันไม่มีช่อง AUX แต่คนเอาไปลองบอกว่าเสียงดีกว่าเดิมขึ้นมากๆ อาจจะเพราะได้ภาคแอมป์ของชุดเครื่องเสียงมาช่วยส่งให้มันดีขึ้นกว่าเดิม ดังนั้นสายตัวนี้สามารถเอาไปประยุกต์ใช้งานได้หลากหลายกว่าที่มันเป็น ที่สำคัญกว่านั้น มันสามารถต่อพ่วงตัวมันให้มิติดีกว่าเดิมได้อีกด้วย เพราะผมได้ลองเอาสองเส้นมาต่อกัน ผลที่ได้คือ มิติดีกว่าเดิม และให้เสียงที่นุ่มนวลลงกว่าเดิมโดยที่เสียงไม่อั้นและไม่เพี้ยนอีกด้วย แต่ยังไม่เคยลองต่อเกินสองเส้นนะครับ เพราะผมรู้สึกว่ามันเริ่มเกะกะถ้าต่อมากเกินไป

สรุปก็คือมันเป็นสายที่ทำออกมาได้ดีตัวนึง อันนี้พูดเองเลย พกพาสะดวกใช้งานง่ายและเสียงเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นมากๆ เท่าที่ลองพวก Protable Player ทั้งหลายก็เปลี่ยนทุกตัวนะครับ เอาง่ายๆ ผมลองเอาไปใช้กับ MP3 ของ brand ดัง brand นึง ตัวมันเองราคาก็ไม่ได้แพงมาก เสียงก็ออกจะไม่ค่อยดีตามสภาพราคา ปรกติผมจะทิ้งไว้ในตู้โดยไม่เคยคิดเอามาใช้ พอดีจะลองเทสสายก็เลยลองเอามาเสียบเล่นๆซะหน่อย ปรากฏว่า เสียงดีขึ้นแบบ up ไปอีกหนึ่งสเตปเลยทีเดียว จากปรกติฟังไม่ได้กลายเป็นน่าฟังขึ้นมา เพราะตัวนี้จะมีข้อเสียตรงมันแบนไปหมด เสียงกลางก็ขุ่น ทุกอย่างก็ดูขุ่นดูอับดูแย่ไปหมด พอผ่านสาย TIAMAT ขึ้นมา ทุกอย่างดีดตัวออกจนรู้สึกได้ กลางก็ลดความขุ่นลงไปมาก แถมเบสมาเป็นลูกเน้นๆ กระแทกกันเป็นชุดๆ เสียงแหลมก็ชัดขึ้นมากๆ การแยกชิ้นดนตรีและมิติไม่ต้องพูดถึง ดีกว่าเดิมแบบรู้สึกได้ แถม image เสียงก็ออกมาดีมากๆด้วย โดยตัวสายไม่ได้ไปทำลาย signature เดิมๆ เพราะเนื่องเสียงโดยรวมก็ยังเป็นของมันเหมือนเดิม แต่มัน up คุณภาพโดยรวมให้เหนือขึ้นไปอีก  

ก็เหมาะกับคนที่ต้องการอะไรที่ง่ายๆ พกสะดวก ใช้สบาย และเพิ่มคุณภาพเสียงให้ดีขึ้นกว่าเดิม โดยเฉพาะพวก player ที่ไม่ค่อยมีอะไรออกมา support  ครั้นจะปรับ EQ เสียงเอง ก็ยิ่งปรับก็ยิ่งแย่ลง หรือพวกปรับอะไรไม่ได้เลยอย่าง iPOD ทำให้ไม่ต้องลงทุนซื้อ Player ใหม่ หรือไปทุ่มกับ DAC แพงๆ แต่ถึงแม้เราจะเปลี่ยนไปเล่นกับ DAC แรงๆ  TIAMAT ก็ยังจะช่วยเสริมให้ดียิ่งขึ้นไปอีก โดยไม่ต้องขายทิ้งเหมือนเวลาซื้อ DAC กับ AMP ใหม่  ดังนั้น มีเก็บไว้ ไม่เสียหาย ใช้ได้เรื่อยๆตลอดกาลเลยครับ

read more “[ Review ] " TIAMAT " อุปกรณ์ชนิดใหม่ที่จะมาพลิกโฉมวงการฟังเพลง”

วันเสาร์ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

[ รีวิว ] Ferrari CALVALLINO G150i " The Art Of In-Ear"

 FERRARI  G150i 





                หลังจากที่ได้รีวิวรุ่นพี่กันไปบ้างแล้ว คราวนี้เรามาดูรุ่นน้องที่เป็น in-ear กันบ้าง ตัว in-ear เองผมเลือกเอา CALVALLINO series มารีวิวเพราะอีกซีรี่ย์นึงเค้าไม่ได้ให้มานั่นเอง ตัวรุ่น in-ear ที่ได้มาคือรุ่น G150i ซึ่งเป็นรุ่นที่เป็น Control Talk นั่นเอง คือจะมีทั้งไมค์และส่วนของ Control มาให้ด้วย แต่น่าเสียดายที่มันไม่ support ตระกูล Android ดังนั้นเต็มที่เราก็จะใช้ได้แค่ Fuction หยุดเพลง กับ เริ่มเพลงเท่านั้นเอง ไม่สามารถเพิ่มหรือลดเสียงได้ แต่ถ้าคนใช้ iPhone , iPad , iPod touch นี่ไม่มีปัญหาใดๆเลยครับ น่าแปลกนิดนึงตรงที่มันไม่สามารถใช้ fuction ใดๆได้เลยกับ iPOD Classic ตัว 80Gb ไม่มั่นใจว่ากับรุ่นล่าสุดอย่าง 120gb จะมีปัญหาด้วยหรือเปล่าเพราะผมไม่มีไว้ทดสอบ ใน website ของทาง Logic3 เองก็ระบุไว้ว่า support iPOD Classic (2009) ดังนั้นตามหลักมันควรจะใช้ได้ แต่เอาเข้าจริงๆมันดันไม่ทำงานซะอย่างนั้น






  รูปร่างภายนอก  


                งานประกอบยังคงอยู่ในระดับที่ดีเหมือนเดิม แม้แต่ตัวหนังหุ้มที่หุ้มช่วง body ของหูฟังก็ยังทำได้เนี้ยบดีมากๆ แต่ตัวที่ผมได้มาจะมีปัญหานิดนึงตรงช่วงรอยต่อมันปูดนิดหน่อย ไม่แน่ใจว่าเป็นปัญหาจากตัวหนังเองหรือเปล่า เพราะอีกข้างก็ประกบลงได้พอดิบพอดี แต่ก็ถือว่าเป็นปัญหาเพียงเล็กน้อยครับ
                ตัวสายทาง Logic3 เลือกเอาสายหุ้มผ้าเหมือนรุ่นพี่ ซึ่งข้อดีของสายแบบนี้ก็เพื่อป้องกันอาการสายพันกันเป็นเกลียวและกันเหงื่อ ซึ่งเอาเข้าจริงๆหลายๆคนก็บอกว่ามันออกแนวเก็บเหงื่อมากกว่าป้องกัน แต่อย่างน้อยๆก็ยังช่วยกันไม่ให้ความเค็มมันเข้าไปถึงตัวสายด้านใน มีจุดที่ต้องระแวงนิดเดียวตรงที่สายประเภทนี้มักจะเกิดอาการไส้ไหลได้ง่ายถ้าคุณภาพผ้าถักที่หุ้มไม่ดีพอ ตรงจุดนี้คงต้องดูกันยาวๆครับ
                ตัวเคสที่ให้มาใช้ภายลายเคฟล่าร์ซึ่งถ้าว่ากันตามตรงมันก็คือเคสแบบเดียวกับหูฟังจีนหลายๆตัว กระทั่ง Soundmagic เองก็ใช้เคสลายนี้ครับ แต่งานสู้ของ G150i ไม่ได้ การเก็บงานและรายละเอียดรอบเคสของ G150i จะทำได้ดีและเนี้ยบกว่า ตรงกลางเคสจะมีโลโก้ม้าผยองสีเงินโดดเด่นเป็นสง่า ผมไม่แน่ว่าเป็นแบบ logo เย็บติดเลยหรือเปล่า เพราะดูแล้วแข็งแรงและหลุดยากแน่นอนครับ อีกอย่างเคสแบบนี้ก็เหมาะกับการเย็บติดอยู่แล้ว ส่วนด้านในบุด้วยผ้าสักหลาดธรรมดา และแบ่งช่องไว้สำหรับใส่จุกยางเอาไว้ น่าเสียดายที่ไม่ได้เป็นเคสแบบพวกรุ่นพี่ ถ้าได้ลายแบบนั้นจะเท่ห์กว่านี้อีกครับ







  เรื่องของเสียง 


            ถือเป็นหูฟังอีกตัวที่ให้มิติเสียงกลางและ soundstage ที่ดีนะครับ มิติจะเกือบเป็นทรงแบบสี่เหลี่ยมผืนผ้าเลยทีเดียว จะเน้นออก soundstage ด้านข้างและเป็นมิติขึ้นไปตรงส่วนของ headstage หรือมิติเสียงกลางซึ่งให้ระดับที่ค่อนข้างสูงเลยทีเดียว แต่จะไม่เน้นออกด้านหลังหัวเรามากนัก น่าเสียดายที่การแยกชิ้นดนตรียังไม่ขาดเท่าไหร่ เพราะให้ image ชิ้นดนตรีที่ค่อนข้างใหญ่พอสมควร ถ้าเพลงรัวๆหรือหนักๆจะมีอาการซ้อนกันบ้าง ลักษณะการแยกชิ้นดนตรีจะใกล้เคียงกับที่ soundmagic PL11 ทำได้ครับ แต่การแยกชิ้นดนตรีนี่ไม่ได้ขี้เหร่เท่าไหร่นะครับ ด้วยความที่ soundstage กว้างทำให้มันวาง image ได้ค่อนข้างไกล ถ้าไม่ติดว่ามาอยู่ในตำแหน่ง layer ของชิ้นดนตรีใกล้ๆกัน มันก็สามารถแยกออกได้สบายๆ แต่บรรยากาศของเสียงโดยรวมจะออกดาร์คหน่อยนะครับ ใครไม่ชอบความดาร์คให้ผ่านได้เลยครับ



                การ focus image เสียงร้องค่อนข้างดีทีเดียวครับ ให้รูปทรงที่ดีและชัดเจน แต่เสียงร้องจะออกแห้งและบาดหูนิดๆ ต้องต่อผ่านแอมป์หรือ dac ดีๆจะช่วยแก้เรื่องอาการเสียงแห้งได้ครับ แต่ต่อตรงผมลองหลาย player แล้ว ไม่มีรอดซักราย และทีเด็ดอีกอย่างของหูฟังตัวนี้คือเสียงกลองที่แปลกมากครับ คือให้กลองที่มวลหนาพอสมควรทำให้น้ำหนักเสียงกลองใกล้เคียงกันหมดทุกลูกแต่ยังพอฟังอยากออกว่าเป็นกลองทอมลูกไหนได้ คือเสียงกลองจะไม่เป็นธรรมชาติเท่าไหร่ครับ เหมาะสำหรับฟังเอามันส์มากกว่า เพราะมีหัวโน้ตที่ชัด น้ำหนักที่แน่น แต่รายละเอียดไม่ค่อยดีเท่าไหร่ โดยเฉพาะเวลาตีลูกสแนร์บางทีผมก็ยังแยกไม่ออกเลยว่าเป็นสแนร์ครับ ยกเว้นเวลาเคาะกลางสแนร์รัวๆเร็วๆอันนั้นจะพอแยกออก แต่ถ้าตีเป็นจังหวะพร้อมๆกับทอมลูกอื่นๆผมก็งงเหมือนกัน

                เสียงแหลมทำได้ชัดเจนดีครับ หัวโน้ตชัดเจนและมีเนื้อที่ค่อนข้างดี แต่ปลายเสียงจะ roll off ไวมากๆ  จุดที่เด่นคือการให้รายละเอียดเสียงกีตาร์ที่ต้องถือว่าให้รายละเอียดของเส้นได้ดีมาก รับรู้ถึงน้ำหนักของสายกีตาร์ได้ในระดับนึง แต่อย่าคาดหวังรายละเอียดครับผมจะไม่ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยเท่าไหร่ และถ้า image กีตาร์ไม่ได้อยู่ด้านข้าง แต่ย้ายไปอยู่แถว headstage เมื่อไหร่ จะออกแบนๆแทนทีครับ ที่สำคัญย่านแหลมจะติดแห้งนิดๆและมีปลายเสียงที่มนๆหน่อย

                เสียงเบสค่อนข้างใหญ่ มี impact ที่ดีและให้มวลที่เยอะ แต่รูปร่างไม่เป็นทรงเท่าไหร่ ออกแนวแบนๆหน่อย แต่ดีที่ไม่ไปกวนย่านกลางนะครับ ซึ่งอันนี้ทางแก้คือต้องเปลี่ยนจุกเป็นจุก Shure ถึงจะหายและกลายเป็นเบสที่ focus ดีขึ้นมาทันที เบสโดยรวมจะค่อนข้างหนาครับ ถึงแม้ว่ามันจะให้เบสที่ครบทั้ง upper bass , mid bass และ lower bass แต่ด้วยความหนาของเบสทำให้ช่วง middle เบสดูหนาไปด้วย ใครที่อยากได้ melody เบสสวยๆให้ข้ามไปได้เลยครับ ส่วน deep bass เองก็ลากลงได้ลึกดี ผมว่าเบสค่อนข้างคล้ายก็ Sennheiser CX400 ที่ผมเคยฟังช่วงที่มันออกใหม่ๆเลยครับ เพราะ impact เบสติดมัวนิดๆ เนื้อหนาๆ ปลายเบสลงได้ลึก แต่จุดที่ดีคือมันไม่กวนเสียงกลางเลยครับ น่าแปลกอยู่อย่างตรงที่เวลา image เบสกับ image เสียงกลางอยู่ใกล้ๆกัน เวลาที่มีเสียงร้องขึ้น ตัวเสียงเบสจะดูเบาและบางลง ทำให้มันไม่กวนย่านเสียงร้องเลย



                ในภาพรวมของมันก็ถือว่าเป็นหูฟังแบบ Fashion Headphone ที่ไม่ขี้เหร่เท่าไหร่ ถึงแม้ว่ามันอาจจะไม่เหมาะกับนักฟังเพลงระดับ audiophile ที่เน้นคุณภาพมาก่อนรูปลักษณ์ แต่เหมาะกับคนที่หลงใหลใน Ferrari และมีความสุขกับการฟังเพลงที่เน้นความมันส์เป็นหลัก ตัวนี้เหมาะแน่นอนครับ ปัญหามีอย่างเดียวคือ บ้านเราทำตลาดหรือเปล่า เพราะตั้งแต่ผมได้มารีวิวก็ยังไม่เห็นมีที่ไหนวางขายเลยครับ




                
read more “[ รีวิว ] Ferrari CALVALLINO G150i " The Art Of In-Ear"”

วันพฤหัสบดีที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2557

< Review > [[ MTX StreetAudio ]] The Pretty Fly On The Ear

 MTX   STREETAUDIO iX1 






      บ้านเราถ้าไม่ใช่นักเล่นเครื่องเสียงรถ คงจะไม่มีใครรู้จักแบรนด์นี้เป็นแน่แท้ ขนาดผมเองยังไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยครับ แต่ในระดับเครื่องเสียงรถยนต์ผมก็เห็นมีคนเค้าเล่น MTX กันพอสมควรนะครับ น่าจะใกล้ๆกับ DLS แต่แนวเสียงนี่คนละทิศทางกันเลย
      
        MTX จริงๆเป็นแบรนด์ที่ขึ้นชื่อเรื่อง subwoofer มาก จนมันกลายเป็น signature ของตัวเองแล้วว่า ถ้ามาทาง MTX ก็ต้องเป็นสาย Bass Head ซึ่งแต่เดิมตัว MTX เองก็ทำทั้งดอกลำโพง และ แอมป์แบบครบวงจรอยู่แล้ว การเพิ่ม line ของหูฟังเข้าไปก็เพื่อขยายตลาดใหม่นั่นเอง ก็เลยว่าเป็นการโปรโมทหาลูกค้าจากตลาดใหม่ เพราะถ้าคนใช้ Happy กับหูฟัง ก็ย่อมจะอยากเลือกใช้เครื่องเสียง MTX มาติดรถตัวเองเช่นเดียวกัน
      
        ตัวที่ผมได้มารีวิวนี่เป็นรุ่น StreetAudio IX1 ซึ่งตัวมันเองก็วาง Positioning ไว้ชนกับ Dr.Dre Solo HD กันเลยทีเดียวครับ ที่เมืองนอกนี่อัดราคามาขี่ๆคู่คี่กันเลย แต่พอมาบ้านเราเจอตัวแทนจับกดราคาลงมาถูกจนผมตกใจ บอกตามตรงว่าราคาหน้า web Amazon ยังแพงกว่าของบ้านเราเลยครับ ยิ่งถ้าเอามาเทียบกับคู่แข่งในระดับราคาใกล้ๆกันแล้ว เอาแค่งานประกอบ วัสดุ และของแถมที่มาในชุด แบรนด์อื่นๆนี่แพ้รุ่ยกันเลย ส่วนเรื่องเสียงก็ต้องมาว่ากันอีกที

        เอาเป็นว่ามาเริ่มดูกันทีละส่วนเลยแล้วกันครบ









งานประกอบภายนอก

          งานประกอบนี่อยู่ในขั้นดีมากครับ เริ่มจากที่ตัว PAD ใช้ PAD แบบฟองน้ำหนา ตัวหนังหุ้ม PAD เองก็หนาด้วยเช่นกันแต่จับแล้วนิ่มสบายมือ คือดูจากลักษณะฟองน้ำน่าจะทนทานได้ดีระดับนึงครับ เพราะปรกติพวกแผ่นหนังบางๆ เจออากาศบ้านเราเข้าไปต่อให้เก็บไว้ไม่ได้ใส่ มันก็เปื่อยเองตามธรรมชาติครับ
           ตัวปรับเป็นเหล็กทั้งดุ้น ไม่แข็งแรงก็ไม่รู้จะว่ายังไงแล้วครับกระทั่งบานพับเองก็ยังเป็นเหล็กด้วยเช่นกัน ในส่วน Headband จะเป็นหนังนิ่มๆหยุ่นๆหุ้มอยู่ และเดินไลน์ด้วยเหล็กรอบหูฟัง ซึ่งงานดูหรูหราใช้ได้ทีเดียวยิ่งถ้าไปเทียบกับคู่ปรับอย่าง Dr. Dre Solo HD นี่ ทางนี้ดูสมราคาสมฐานะกว่ามากๆ

          ตัวหูฟังเองสามารถพับเก็บได้ตามสมัยนิยม แต่ตัวมันเองเป็น Portable Fullsize นะครับไม่ใช่ Semi-Fullsize แบบ Solo HD ดังนั้นขนาดเลยจะใหญ่กว่าเล็กน้อยซึ่งก็จะได้เปรียบตรงสามารถเลือกใช้ Driver ได้ใหญ่กว่า แต่การใส่อาจจะแน่นนิดนึงเพราะเค้าต้องการให้ใส่แล้วหลุดยากที่สุด ซึ่งก็หนีบแน่นนิดนึงบางๆ ไม่แน่นน่าเกลียดจนปวดหัวเหมือน Dr.Dre MIXR ข้อดีของความกระชับคือเวลาเราขยับทำกิจกรรมต่างๆมันจะไม่หลุดง่ายๆ และยังช่วยเรื่องการเก็บเสียงให้ดีใกล้เคียงกับ Solo HD ด้วย เพราะตัวมันเองที่ใช้ชื่อว่ iX1 ก็เน้นเรื่องของ isolation อยู่แล้ว แต่ผมว่าตัว Solo HD จะเก็บเสียงได้เงียบกว่านิดนึง

          ด้านสายใน set จะให้มาสองเส้น คือ สายธรรมดาและสายแบบ Handfree ที่เป็นแบบ Control Talk แต่ตัวหูฟังเองสามารถเลือกเสียบสายเข้าฝั่งไหนก็ได้ และอีกฝั่งที่ว่างๆจะกลายเป็นช่อง Shared Port เอาไว้ให้คนอื่นๆต่อหูฟังเพื่อฟังเพลงร่วมกันได้เหมือนของ WeSC Street และ Premium ซึ่งอันนี้ผมว่าเป็นรูปแบบที่ดีนะครับ เสียแต่ว่ามันต่อได้เต็มที่สองตัว กำลังขับก็ร่วงแล้ว ถ้าจะให้ดีก็คงต้องหาแอมป์มาเสียบเพิ่มเพื่อเสริมกำลังให้หูฟังตัวอื่นๆต่อไป

          อีกอย่างที่แถมมาในชุดคือ Hardcase ครับ ซึ่งนี่คือสิ่งที่ดีมากๆที่ MTX มีให้มา เพราะหูฟังส่วนใหญ่ในราคาระดับนี้มักจะไม่แถมของสำคัญอย่าง Hardcase มาให้ เต็มที่ก็ให้ Softcase แบบบางๆ แย่ลงมาหน่อยก็ให้ถุงผ้า ที่แย่มากๆก็ไม่ให้อะไรมาเลย แต่ MTX จัดมาเต็มๆ แถมงานของเคสดูดีด้วย มีช่องสำหรับใส่สายสำรองมาให้เสร็จ โดยรวมแล้วเรื่องงานประกอบ ของแถม และวัสดุที่นำมาใช้ในราคาระดับนี้ ต้องบอกว่าไร้ที่จะติจริงๆเลย





เรื่องของเสียง



    ตัว MTX Street Audio ไม่ได้เน้นให้ soundstage กว้างมาก คือมีระยะที่ไม่ไกลเกินหูเราเท่าไหร่ มิติเสียงกลางก็ไม่ได้สูงมากมาย และ soundstage ส่วนลึกก็ไม่ได้ออกจากหลังหัวเรามากนัก คือทุกอย่างอยู่ในระดับกำลังพอเหมาะ ไม่ชิดเกินหรือไกลเกิน จริงๆ Soundstage มันก็โอเคนะครับไม่ได้แคบอะไร เพียงแต่มันไม่ได้ออกไปไกลมากเท่าที่คิด

    การแยกชิ้นดนตรีทำได้ดีในระดับนึงเลยทีเดียว ยิ่งเมื่อเทียบกับราคาค่าตัวแล้วถือว่าทำได้ดีแล้วละ แต่ถ้าได้ต่อแอมป์จะยิ่งเสริมเรื่องการแยกชิ้นดนตรีให้ดียิ่งขึ้นไปอีก น่าเสียดายถ้าชิ้นดนตรีที่หลากหลายมากๆก็ยังแยกได้ไม่ดีนัก แต่เมื่อหันมาดูราคามันก็ต้องบอกว่า ทำได้ดีกว่าตัวอืนอีกหลายๆรุ่นในระดับราคาเดียวกัน







      เสียงที่เป็นจุดเด่นของ MTX Street Audio คือเสียงสูงที่จะค่อนข้างเด่นและชัดล้ำหน้าเกินเพื่อนมากๆ ซึ่งก็จะให้เสียงสไตล์แบบเครื่องเสียงรถยนต์ที่ใช้ Front อย่างพวก Pioneer เลยครับ คือเสียงสูงจะออกแข็งๆและแผดเล็กๆ เสียงค่อนข้างจัดจ้านพอตัว จะชัดเจนมากถ้าฟังเพลงร้องที่มีเสียงสาวๆ เพราะเสียงจะขึ้นมาอยู่ช่วงย่านกลางแหลมซึ่งก็จะทำให้ปลายเสียงเวลาออกเสียงตัว ซ , ส ทั้งหลายออกแสบหูเล็กๆ แต่ข้อดีของเสียงย่านสูงที่ชัดและคมกริบแบบนี้คือ ทำให้เสียงกีต้าร์ชัดมาก เพราะหัวโน้ตกีต้าร์ของ MTX Street Audio มาแนวเดียวกับ MS2i คือให้ไลน์กีต้าร์ที่ชัด  แต่เนื้อน้อยไปหน่อย ทำให้ไปหนักตรงช่วง impact ซะเป็นส่วนใหญ่ จังหวะการเกากีต้าร์เลยออกมาไม่สวยเท่าที่คาด แต่ก็ทำได้ดีเหนือกว่าหูฟังหลายๆตัวครับ

      เสียงกลางโดยส่วนใหญ่จะติดแหลมมาบ้าง และเป็นหูฟังที่ไม่ได้ให้มวลเยอะ กลางก็เลยจะดูไม่หนา แต่ให้เนื้อเสียงกลางที่แน่นดีมาก และมีโฟกัส image ของเสียงกลางที่ดี แต่อย่างที่บอกไว้แต่ต้นคือมันจะติดแหลมด้วย คนที่ไม่ชอบเสียงกลางชัดคมกริบแบบนี้อาจจะไม่โดนเพราะจะมีปัญหากับบางเพลงที่อัดมาคมมากๆ มันจะฟังแล้วรกหูจนทำให้เพลงดูไม่น่าฟัง แต่ถ้าเป็นเพลงที่อัดเสียงกลางมาทึบๆหน่อย หูฟังตัวนี้จะช่วยให้สว่างมากขึ้น โดยเฉพาะคนที่ชอบแกะเพลง ใช้ MTX Street Audio แกะเพลงสบายเลยครับ มันชัดทุกสัดส่วน

     เสียงต่ำเป็นอีกหนึ่งย่านที่โดดเด่นตีคู่มากกับย่านสูง ตามสไตล์ของเครื่องเสียงรถกันเลยทีเดียวที่เด่น แหลม กับเบส โดยเฉพาะหัวโน้ตหรือ impact bass ที่ออกมาได้ดี โดดเด่นและมีมวลที่กำลังพอเหมาะ ไม่เยอะหรือล้นจนกวนย่านอื่น รูปร่างเบสเป็นทรงองค์เอวที่ออกมาสวยเลยครับ แต่ปลายเบสในหลายๆจังหวะมักจะโดนจับแยกออกจาก impact คือ มันจะหลุดไปอยู่อีกตำแหน่งเฉยเลย ซึ่งปรกติเพลงที่ผมเทสเพลงนี้เบสมันจะต้องมาเป็นก้อนเดียวกัน ก็เลยออกงงๆนิดหน่อย แต่ตัวเบสถือเป็นเบสที่ให้คุณภาพดีมาก เพราะให้ Middle เบสที่ดี ชัดแน่นและไหลลื่นเป็นเมโลดี้เบส แม้เนื้อเบสจะติดบางไปนิดหน่อย แต่คุณภาพก็ถือว่าอยู่ในระดับที่ดีเลยทีเดียว ส่วนเรื่องของ Deep Bass นั้นหายห่วงมากันครบ แต่เนื่องจากเบสค่อนข้างหนาหน่อย ตัว Deep เลยจะดูหนาเท่าๆกันไปหมด

    จริงๆคุณภาพเสียงก็ตามชื่อมันเลยครับ Street Audio ซึ่งก็เหมาะกับวัยรุ่นที่ชื่นชอบเสียงแบบสไตล์ DJ และคนที่เล่นเครื่องเสียงรถแนวโคโยตี้แดนซ์ ที่ติดเครื่องเสียงรอบคันซะอย่างกะงานวัด คุณภาพโดยรวมจริงๆต้องถือว่าดีมาก คุ้มราคาค่าตัว ของที่ให้มาก็จัดเต็มจริงๆ อันนี้เห็นว่าของเมืองนอกขายแพงกว่าบ้านเรานะครับ ตัวแทนบ้านเราถือว่าใจถึงมากที่เปิดราคานี้มา ดูจากทั้งงานประกอบ เสียง และอุปกรณ์ที่ให้มาด้วย คงยากที่จะหาตัวไหนมาต่อกรในความคุ้มค่าต่อค่าตัวของมัน ใครที่ชอบแนวเสียงคมๆ เบสมันส์ๆ รับประกันว่าไม่ผิดหวังแน่นอนครับ และตัวซี่รี่ย์นี่จะมาสีให้เลือก 4 สี ซึ่งแต่ละสีก็ทำออกมาได้ดีเข้ากับดีไซน์หูฟังมากๆ ก็อยู่ที่ว่าใครจะชอบแบบไหน แต่โดยส่วนตัวผมจะชอบสีขาวที่สุดครับ






read more “< Review > [[ MTX StreetAudio ]] The Pretty Fly On The Ear”

วันจันทร์ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2557

[ รีวิว ] สุดยอดหูฟังสไตล์สปอร์ตที่เกิดมาเพื่อคนรักความเร็ว Ferrari Scuderia P200

   Ferrari Scuderia  P200  



                ชื่อ Logic3 น่าจะไม่เป็นที่คุ้นเคยในบ้านเรา แต่ตัว Logic3 เองก็ค่อนข้างจะเป็นบริษัทใหญ่ทางฝั่งประเทศอังกฤษ  โดยปรกติก็จะทำ Accessory สำหรับมือถือ และ อุปกรณ์สำหรับนักเล่นเกมส์ แน่นอนว่าสินค้าหลักๆจะเป็นพวกเคส , Docking และจอยเกมส์ ซึ่งก็จะมีหูฟังบ้างแต่จะเป็นพวก Headset มากกว่า แต่เมื่อถึงจุดที่จะต้องก้าวไปสู่จุดที่สูงขึ้น ทาง Logic3 จึงตัดสินใจที่จะลงมาลุยในตลาดที่เป็น Segment ของ Hi-End Fashion ดูบ้าง แน่นอนว่าเจ้าตลาดใน segment นี้ก็ไม่ใช่ใครอื่นไกล นั่นก็คือ “Beat By Dr.Dre” นั่นเอง การจะเอาชนะ Beat ในขณะที่ตัวเองยังเพิ่งตั้งไข่มันจึงเป็นเรื่องยาก เพราะไม่มีอะไรเป็นแรงดึงดูดให้คนมาสนใจในสินค้าของตัวเองได้ ดังนั้นทาง Logic3 จึงฟอร์มทีมพิเศษเพื่อผลิตหูฟังระดับ Hi-End และตัดสินใจเลือกเอาแบรนด์ที่ทุกคนบนโลกนี้รู้จักกันดีนั่นก็คือ “Ferrari” มาเป็นสินค้าตัวแรกเพื่อสร้าง Brand image ให้กับ Logic3 โดยเฉพาะ

ผมเชื่อว่าคงมีน้อยคนมากๆที่เมื่อเอ่ยถึง Ferrari แล้วจะบอกว่าไม่รู้จัก ด้วยความเป็นรถยนต์ระดับซุปเปอร์คาร์ที่คงความยิ่งใหญ่มาอย่างช้านาน แม้จะมีคู่แข่งอยู่หลายแบรนด์ที่ประกาศตัวว่าเป็นรถสปอร์ตสุดหรู แต่ Ferrari ก็เป็นสุดยอดรถสปอร์ตที่ยังตราตึงอยู่ในใจของทุกๆคนอยู่ดี

            หลังจากที่ปล่อยให้ Dr. Dre Bear Studio(ปลอม)จากเซิ่นเจิ้น แอบเอาแบรนด์ Ferrari ไปแปะเอาเองแล้วส่งมาตีตลาดจนขายกันเกลื่อนบ้านเกลื่อนเมือง ก็ถึงคราว Ferrari เองได้ลงมาแสดงศักยภาพและรูปลักษณ์ของความเป็น Ferrari อย่างแท้จริง งานนี้เลยต้องเป็นหน้าที่ของบริษัท Logic3 ที่จะรังสรรค์สุดยอดผลงานที่เหมาะสมกับแบรนด์ระดับโลกอย่าง Ferrari

                การผลิตหูฟังครั้งนี้ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากทีม Ferrari ซึ่งได้เข้ามาช่วยเหลือตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบ แนวเสียง และอื่นๆอีกมากมายเพื่อให้กลายเป็นหูฟังที่คู่ควรกับแบรนด์ Ferrari อย่างแท้จริง หูฟังของ Ferrari เองจะถูกแบ่งออกเป็น 2 series ซึ่งก็จะแบ่งตามวัตถุประสงค์ของการดีไซน์เป็นหลัก โดยจะแยกออกเป็น CAVALLINO COLLECTION ที่เน้นการออกแบบเพื่อแสดงให้เห็นถึงความเป็นตัวรถ Ferrari และ SCUDERIA COLLECTION ที่เน้นให้เห็นถึงภาพรวมและสนามแข่งรถเป็นหลัก และรุ่นที่ผมได้มา Review ในวันนี้ก็เป็นรุ่น SCUDERIA P200 นั่นเอง









  รูปลักษณ์ภายนอก  


            ในการออกแบบ SCUDERIA COLLECTION นั้น จะเป็นงานดีไซน์เพื่อให้สามารถสัมผัสถึงเหตุการณ์ในสนามแข่งประหนึ่งว่าเราเป็นสตาฟของ Ferrari เลยทีเดียว ดังนั้นดีไซน์ที่เลือกนำมาใช้ก็ต้องเป็นดีไซน์แบบหูฟังที่ใช้กันใน Pit Crew จริงๆ แม้บางคนอาจจะเถียงว่าหูฟังใน Pit Crew ส่วนใหญ่เป็น Headset แถมเชยระเบิด แต่ด้วยการออกแบบของ Ferrari ก็สามารถเปลี่ยน ความเชยให้เป็น ความเฉียบจนอยากได้เป็นเจ้าของตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็นเลยทีเดียว

            Packaging ภายนอกก็เป็นตามสไตล์สมัยนิยมเหมือนที่ผมเห็นในหูฟังแบบ Hi-End Fashion หลายๆแบรนด์ คือเป็นกล่องแข็งแบบเคลือบด้าน ข้างในเป็นลักษณะถาดโดยใช้วิธึดึงหูเกี่ยวด้านบนเพื่อสไลด์เอาส่วนด้านในออกมา แน่นอนว่า Packaging ดีไซน์แบบนี้ผมเคยประทับใจสมัย Dr.Dre Beat Studio ออกมาใหม่ๆ แต่มาถึงตอนนี้มันกลายเป็นใครๆก็ใช้แบบเดียวกันกับที่ผู้ผลิตมือถือต่างก็พากันลอกเลียนแบบ Packaging ของ iPhone โดยส่วนตัวผมว่าการออกแบบ Packaging ที่ห่วยที่สุดผมยกให้ Audio-Technica เลยครับ ของแพงๆเกือบ 3 หมื่น ดันใช้กล่องกระดาษบางๆ ข้างในไม่อยากพูดถึง แกะหูฟังเสร็จปุ๊บ ขยำกล่องทิ้งได้ทันที แต่ที่ออกแบบได้ดีที่สุด ผมยกให้ Sennheiser เลยครับ ดูอย่างรุ่น HD650 ถึงอยากจะขยำก็ขยำไม่ลง มันดูดีดูหรูจนกล่องยังเอามาไว้ประดับบ้านได้สบายๆ 

            ตอนเห็นรูปรุ่นนี้บอกตามตรงว่าผมเฉยๆนะ มันก็ดูดีแต่ก็ไม่ได้มีอะไรดึงดูดใจ ต่อพอเปิดกล่องมาเจอของจริงๆนี่ถึงกับอึ้ง เพราะมันส่วนตั้งแต่ Case ใส่แล้วครับ ตัว Case เลือกเอาลายเคฟล่าร์มาเป็นพื้นแล้วใส่เอาตรา Ferrari ไว้ตรงกลางอย่างสวยงาม แถมยังมีหูหิ้วที่ทำได้แข็งแรงมากๆ ปรกติผมไม่ค่อยเห็นคนทำเคสแล้วมีหูหิ้วแบบนี้กันเท่าไหร่ น่าเสียดายที่ไม่ยอมเอาคาร์บอนเคฟล่าร์จริงๆมาทำ ไม่งั้นจะสวยยิ่งกว่านี้อีกครับ แต่อย่างว่า เคฟล่าร์แท้มันแพงและยุ่งยากในการทำเป็น case มาก ได้แค่นี้ก็ดูเนียนตาแล้วครับ

ในส่วนของหูฟัง P200 เอง จริงๆเวลาจับมันค่อนข้างมีน้ำหนักนะครับ คือไม่ถึงกับหนักมากแต่ให้ความรู้สึกเหมือนมันมีราคา ไม่ได้เบาโหวงเหมือน Dr. Dre Beat Studio แถมยังเปราะบางด้วย ในขณะที่ P200 แข็งแรงทนทานมากกว่ามาก ดูได้จากส่วนที่เป็นก้านปรับระดับ เล่นใช้เหล็กอย่างหนากันเลยทีเดียว การปรับระดับก็ปรับการแบบไม่มีตัวล๊อคระดับนะครับ ปรับเหมือนกับของ Grado เลย แต่ให้ความรู้สึกฝืดและนุ่มนวลกว่า Grado

ตัว PAD เองออกแนวนุ่มและแน่น ส่วนหนังหุ้ม PAD ใช้หนังแบบค่อนข้างหนาดูแล้วไม่เปื่อยง่ายๆแน่ๆครับ แต่ด้วยรูปทรงของ PAD ที่ออกเป็นสี่เหลี่ยม ผมเลยไม่มั่นใจว่าจะเปลี่ยน PAD ได้หรือเปล่าเพราะการเปลี่ยน PAD ทรงนี้ค่อนข้างยากกว่าแบบกลมอยู่เล็กน้อย แต่โดยส่วนตัวผมเชื่อว่าตรงส่วน PAD น่าจะมีตามออกมาในภายหลังนะครับ

สายของ P200 เป็นสายแบบหุ้มผ้าถักและสามารถถอดสายได้ตามแบบสมัยนิยม แต่ที่แปลกอย่างนึงคือ ตัวสายที่แถมมาในชุด โดยปรกติแล้วหูฟังทั่วๆไป มักจะให้สายมาแค่สองเส้น สายแรกจะเป็นแบบ mini-mini ธรรมดา เส้นที่สองถ้าไม่เป็น Handfree ก็จะเป็นแบบ MIC with Volume Control แต่ของ P200 ให้มา 3 เส้นเลยครับ มีครบทุกแบบให้เลือกแล้วแต่การใช้งาน อันนี้ผมไม่ค่อยเข้าใจเหตุผลเท่าไหร่ว่าทำไมต้องให้มาแบบซ้ำซ้อน เพราะ Handfree กับแบบมี Volume Control มันก็ใช้รับโทรศัพท์ได้เหมือนกัน ก็คิดซะว่าเค้าจัดมาให้คุ้มกันไปเลยในครั้งเดียวแล้วกันครับ

การใส่จะค่อนข้างกระชับแต่จะรู้สึกถึงน้ำหนักของตัวหูฟังที่กดลงมาด้านบนของหัวเรา จะเรียกว่าใส่สบายก็คงจะพูดได้ไม่ถนัดนัก เพราะสบายสำหรับผมคือต้องสบายในระดับเดียวกับที่ Audio-Technica ทำได้ แต่ตัว P200 ไม่ได้บีบหูเหมือนกับพวก Beat MIXR แน่นอนครับ เท่าที่ลองสะบัดหัวดูก็ไม่หลุดง่ายๆด้วย ผมถือว่าความสบายในการใส่อยู่ระดับกลางๆ ถึงไม่หนีบแต่ก็หนักหัวนิดหน่อย อันนี้สำหรับเรื่องการใส่ถ้าใครซีเรียสผมแนะนำให้ไปลองก่อนซื้อเลยนะครับ








   เรื่องของเสียง  



            มิติของ P200 ทำได้ดีมากๆครับ แม้กระทั่ง image เสียงร้องเองก็เป็นรูปเป็นร่างดูมีมิติดีมาก ไม่มีอาการแบนราบเป็นระนาบ และวางตำแหน่งเสียงร้องไว้ค่อนข้างสูงขึ้นไปในส่วนของ Headstage  ที่สำคัญสามารถรู้สึกได้ถึงตำแหน่งเสียงดนตรีที่ไล่จากจุดไกลๆที่เป็นมิติด้านลึกจนเข้ามาใกล้ตัวเรา ตำแหน่งค่อนข้างอยู่คงที่ไม่มีอาการสวิงย้ายไปย้ายมาเหมือนหูฟังถูกๆด้วยครับ แถมส่วนที่เป็นมิติหลังหัวเรา ถ้าเพลงไหนที่อัดดีๆ ก็จะลึกออกไปไกลทางด้านหลังด้วยครับ โดยเฉพาะ image ของไลน์กีต้าร์เบสที่จะชัดเจนที่สุดเรื่องอยู่ลึกๆไกลๆ



            ส่วน soundstage เองก็ถือว่ากว้างใช้ได้เลยครับ แถมยังให้รูปทรงของมิติเป็นทรงแบบวงรีด้วย การแยกชิ้นดนตรีเองก็ทำได้ดีครับ ค่อนข้างขาดเลยทีเดียว แม้จะเจอเพลงที่มีชิ้นดนตรีเยอะๆและรัวซอยแบบถี่ยิบก็สามารถเอาตัวรอดได้สบายๆ อาจจะไม่ถึงขั้นพวก In-ear ที่เป็นแบบ Multi Driver แต่ด้วยศักยภาพแค่ Single Driver แถมเป็น Dynamic แต่แยกชิ้นดนตรีได้ระดับนี้ก็ถือว่าโอเคแล้วครับ ยิ่งถ้าได้ system ดีๆมาช่วยเสริมยิ่งแยกชิ้นดนตรีได้ดีขึ้นอีก โดยเฉพาะ DAC ขี้โกงอย่าง Fostex HP-P1 ที่ขึ้นชื่อเรื่องการแยกชิ้นดนตรีที่สุด ยิ่งทำให้ P200 ไปได้ไกลยิ่งขึ้น



            จุดเด่นของ P200 ก็คือเสียงสูงที่ชัดมากๆคล้ายๆกับพวกหูฟังแบบ monitor แต่เสียงจะไม่แข็งแบบนั้น เสียงสูงค่อนข้างพริ้วและให้ปลายที่ทอดตัวได้ดี แต่ก็ไม่ได้ไปจนสุดเพราะตัวหูฟังออกแบบให้ฟังเพลงได้สนุก มากกว่าจะฟังเพลงให้หวานซึ้ง ดังนั้นปลายเสียงสูงเลยจะ roll off ไวหน่อย ที่สำคัญไม่บาดหูด้วยครับ แม้จะให้อารมณ์เหมือนการจูนเสียงที่เป็นลักษณะเกือบจะเป็น EQ แบบ  V-Shape แต่คุณภาพเสียงสูงยังอยู่ในเกณฑ์ที่ดี แม้จะไม่ค่อยเป็นธรรมชาติเท่าไหร่ โดยเฉพาะเสียงเปียโนและเสียงของแซ็คโซโฟนที่ออกมาแบบไม่เป็นธรรมชาติจนรู้สึกได้เพราะมันสว่างผิดปรกติ แต่เสียงกีต้าร์อยู่ในโทนที่รับได้ครับ และให้เสียงไลน์กีต้าร์ค่อนข้างชัดทีเดียว แม้จะไม่สามารถถ่ายทอดความละเอียดได้เท่ากับ Grado MS-2 เสียงอย่างเดียวที่เนื้อของย่านสูงน้อยไปหน่อย เลยทำให้น้ำหนักของสายกีต้าร์ขาดความสมจริงไปนิดนึง
             น่าแปลกที่เสียงกลางโดดเฉพาะพวกเสียงกลองกลับให้ความรู้สึกเป็นธรรมชาติมากกว่า แต่จะติดออกขุ่นนิดๆเหมือนมีม่านบางๆขวางอยู่เล็กน้อย น้ำหนักเวลาที่ไม้หวดลงบนหน้าหนังกลองก็ให้ความรู้สึกที่หนักแน่นดีครับ แต่หน้าหนังกลองกลับให้ความรู้สึกเหมือนทึบนิดหน่อย แม้การถ่ายทอดรายละเอียดของทอมแต่ละลูกจะทำได้ดีและแยกแยะได้ง่ายเพราะระดับของเสียงให้ความรู้สึกไม่เท่ากันได้ค่อนข้างชัดเจน แต่กลับให้เนื้อที่น้อยจนรู้สึกว่ากลองมันออกโปร่งๆไปหน่อย แต่สิ่งที่ผมชอบกลับเป็นจังหวะของไม้ที่ตีลงแต่ละครั้งไม่ว่าจะรัวเยอะแค่ไหน ตัว P200 กลับโชว์ให้เห็นได้จนหมดจรดกันเลยทีเดียว

            เสียง Vocal แม้จะ Focus image ได้ดี และให้รูปทรงที่ออกเป็น 3 มิติ แต่ image เล็กไปนิด และเนื้อเสียงน้อยไปหน่อย ขาดมวลและความหนาแน่นไปนิด แถมยังติดออกทื่อบางๆ อาจจะไม่ถูกใจคนที่ชอบกลางหนาๆ แต่ถ้าฟังเพลงโดยทั่วไปถือว่าไม่ขี้เหร่ครับ โดยเฉพาะถ้าเพลงที่เน้นเสียงร้องผู้หญิงเป็นหลัก จะให้ความลงตัวที่เหมาะสมดีครับ แต่ผมก็อยากให้มวลเยอะกว่านี้อีกซักนิดจะดีมาก  

            เสียงเบสน่าจะโดนใจวัยรุ่นเพราะให้ impact ที่ดีมาก middle เบสที่ชัดเจน และมี deep bass ด้วย แต่เบสไม่บวมเลยครับและไม่ได้มี impact ล้วนๆเหมือนพวกหูฟังที่เน้นสายเบสเป็นหลัก เบสของ P200 จะคุมได้ค่อนข้างดีทีเดียว เพราะ impact ก็ไม่ได้เกินหน้าเกินตาย่านอื่นๆ ส่วน middle เบสก็ให้เมโลดี้เบสได้ดีแม้จะไม่แน่นดึ๋งดั๋งแบบ  Shure SE530 แต่ก็ถือว่าให้มาได้ดีในระดับนึง และแยกส่วนออกอย่างชัดเจนไม่กลืนไปกับเสียงย่านอื่นๆเลย ส่วนของ deep bass ก็ลงได้ลึกดี แต่ถ้าชอบ deep มากๆอาจจะรู้สึกว่ามัน Roll Off ไวไปหน่อย แต่ผมว่ามันอยู่ในระดับกำลังดีแล้วครับ ถ้าไปต่อแอมป์ที่เสริมด้านเบสโดยเฉพาะจะยิ่งช่วยให้ดียิ่งขึ้นไปอีก






             แต่ตัวหูฟังถือว่าค่อนข้างกินกำลังขับพอสมควร แม้จะแค่ 32ohm แต่ก็เล่นเอา iPOD ผมเปิด Volume ไปเกือบสุดเหมือนกัน แถมยังรีดคุณภาพออกมาไม่หมดด้วย ต้องเอาไปต่อแอมป์อีกเพื่อให้มันออกมาเต็มกว่าต่อตรง แต่ผมพยายามรีวิวแบบต่อตรงๆนะครับ เพราะเค้าทำมาโดยเน้นการต่อตรงมากกว่า อีกอย่างถ้าต่อตรงจะแสดงศักยภาพของหูฟังได้ดีกว่าการผ่านแอมป์หรือ DAC ที่ผ่านการปรุงแต่งมาในระดับนึงแล้ว โดยรวมผมถือว่าตัวนี้ทำได้ค่อนข้างดีกว่าที่ปรามาสไว้ เสียงค่อนข้างครบเครื่อง ไม่จัดจ้านบาดหู เสียงสูงกลางและต่ำมากันหมด และให้มิติกับ soundstage ที่ดี การแยกชิ้นดนตรีก็ทำได้ดี แต่เสียงไม่ค่อยจะเป็นธรรมชาติเท่าไหร่ และมวลเสียงกลางน้อยไปนิด แต่จากคุณภาพงานและราคาก็ถือว่าพอจะผ่านเกณฑ์ได้อยู่ อย่างน้อยๆ Dr. Dre Studio ก็เริ่มหนาวๆแล้วละครับ อันนี้ต้องขอบคุณทาง Suntoshi ที่เป็นตัวแทนนำเข้านะครับ อุตส่าห์เอามาให้ผมยืมมารีวิวและดอง ตอนที่ผมทำรีวิวอยู่ยังไม่เห็นมันวางขายที่ไหนนะ แต่เห็นแวบๆว่า Sanookgadget กำลังเตรียมจะวางขายอยู่ ใครสนใจก็ลองติดต่อไปดูแล้วกันครับ




read more “[ รีวิว ] สุดยอดหูฟังสไตล์สปอร์ตที่เกิดมาเพื่อคนรักความเร็ว Ferrari Scuderia P200”