วันพุธที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

!![ Review ]!! หูฟังแห่งทศวรรษ A-DEO E-30 ( SG-7) !!!













จริงๆเริ่มแรกเดิมที ทางคนที่อยากทำเค้ามาปรึกษาผมว่า เค้าอยากจะทำหูฟังขายและอยากให้ผมเป็นที่ปรึกษาว่าจะเอาไงดี ผมก็เลยบอกให้เค้าลองเริ่มต้นทำหูฟังแบบที่เค้าเอามาโมดิฟายด์ดีกว่า เพราะเราจะได้ไม่ต้องลงทุนเยอะให้มันเปลืองเงินเปลืองทอง ไว้ทำแล้วคนชอบค่อยว่ากันอีกที ถ้าทำแล้วแป้กจะได้ไม่ต้องเสียดายมาก คุยไปคุยมาก็เห็นด้วยทั้งสองฝ่ายแล้วก็เริ่มต้นมานั่งหาหูฟังที่จะเอามาโม จริงๆก็ลองกันหลายตัวเลยกว่าจะมาลงตัวที่ตัว E30 ด้วยเหตุผลเพราะผมชอบสไตล์เสียงแบบ E10 แต่เกลียดแหลมมัน แม้จะเป็นตัวโมแล้วของคุณชิมซึ่งดีกว่า E10 เดิมๆมา แต่ผมก็ไม่ชอบแหลมมันอยู่ดี ผมก็เลยตั้งโจทย์มาว่า ให้ย่านสูงนุ่มนวลกว่านั้น แล้วก็เน้นมิติเยอะๆ soundstage กว้างๆ ซึ่งก็ลองผิดลองถูกกันอยู่นาน ก็ได้ E30 mod ตัวนี้ออกมาได้แบบงงๆนิดหน่อย ดันฟลุ๊คออกมาดีซะงั้น ส่วนชื่อหูฟังเห็นว่าจะมาเร็วๆนี้ แต่ตอนนี้เอาดิบๆไปก่อน ก็เลยกลายเป็น


 E-30SG-7( Signature G-7 ) series

จุดเด่นของหูฟังตัวนี้คือมิติครับ เพราะโดย concept ของหูฟังคือต้องให้มิติที่ดีมากๆ มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ และผมจะค่อนข้างเน้นตรงนี้เป็นจุดแรก ดังนั้นมิติที่ออกมาจึงกว้าง โล่ง และลึก เป็นรูปแบบทรงกลมแบบ 3 มิติสมบูรณ์ เรียกว่ามิติเทียบเท่าหูฟังระดับ Semi-Fullsize หรือ Full-size ในบางรุ่นเลยทีเดียว ความลึกที่ไกลออกไปที่หลังหัว soundstage ที่กว้าง และมิติเสียงกลางที่ลึกขึ้นไปด้านบน และในบางเพลงจะได้ยินเสียงชิ้นดนตรีที่มาอยู่ด้านหน้าในตำแหน่งเยื้องๆซ้ายและขวาด้วยซ้ำครับ แต่ชิ้นดนตรีแต่ละชิ้นยังให้ลักษณะแบบลอยๆอยู่ ไม่ได้ให้ความรู้สึกแบบยืนบน stage เหมือนพวก Fullsize บางรุ่นนะครับ จริงๆมันก็ไม่ค่อยจะน่าเอามาเปรียบเท่าไหร่ เพราะ in-ear ส่วนใหญ่ก็ให้ลักษณะการวางชิ้นดนตรีสไตล์แบบนี้ แต่ก็ไม่ได้วางชิ้นดนตรีกลางอากาศเสมอไปในทุกเพลง เพราะบางเพลงที่อัดมาดีมากๆ แล้วเน้นเรื่อง stage เป็นหลัก ตำแหน่งที่ให้ก็จะดีกว่าแม่นกว่าและให้ความรู้สึกว่าเล่นกันบน stage มากขึ้น เพราะตัวหูฟังจะอาศัยจุดเด่นในเรื่องมิติที่ไปด้านหลังหัวที่ลึกเหมือน E484 และให้ลักษณะเป็นทรงกลมมากกว่าเป็นแนวหน้ากระดาน ชิ้นดนตรีแต่ละชิ้นเลยวางกันง่าย มีการแบ่งระดับไล่ตำแหน่งจากหน้าไปหลังจนถึงลึกๆไกลๆ และมีช่องไฟห่างกันในระดับพอเหมาะพอเจาะ ไม่เยอะจนเวิ้งว้างจนฟังแล้วเหมือนแยกกันเล่นไม่ได้เป็นวงเดียวกัน จริงๆตัว Demo ตัวแรกที่ทำการปรับจูน ให้มิติที่เลยหัวจนลงมาถึงหลังได้เลยด้วยซ้ำครับ แต่ตัวขายจริงจะจูนแค่เกือบๆเท่านั้น เพราะผมกลัวเรื่อง image เสียงกลางมันจะใหญ่จนไปทับกับเบสครับ เพราะศักยภาพหูฟังมันสุดแค่นี้จริงๆ ไปยืดมิติมันมากๆ เนื้อมันก็จะน้อยลงเรื่อยๆ ซึ่งผมค่อนข้างห่วงเรื่องเนื้อเสียงด้วย เลยหยุดไว้แค่นี้ก่อน


ตัว image ชิ้นดนตรีแต่ละชิ้นค่อนข้างให้ความรู้สึกเป็น 3 มิติมากๆโดยเฉพาะส่วน Vocal ที่ให้ความเป็น 3 มิติแบบรู้สึกได้โดยไม่ต้องนั่งจับผิด ผมลองหลับตาฟังแล้วจินตนาการไปตามเสียงเพลงโดยพยายามสัมผัส image จากทางซ้ายและทางขวา ก็รู้สึกเป็น 3 มิติแบบจับต้องได้คล้ายๆใช้พวกแว่น 3 มิติส่องยังไงอย่างงั้นเลยครับ ในส่วนชิ้นดนตรีอื่นๆก็ให้เป็นความเป็น 3 มิติที่ดีเช่นกันแต่จะไม่ถึงขนาดเท่ากับพวกที่อยู่ในช่วงมิติเสียงกลาง น่าเสียดายนิดเดียวที่ image ที่อยู่ในช่วงซ้ายและขวายังไม่สามารถแสดงความเป็นตัวเป็นตนได้เท่าเทียบกับพวก fullsize โดยเฉพาะที่ L3000 ทำได้ เพราะถ้าทำได้ขนาดนั้น ผมจะบังคับให้เค้าขายราคาขึ้นหมื่นแน่นอน และขอส่วนแบ่งแค่ครึ่งเดียวพอ 55

เสียงย่านสูงเป็นอีกจุดเด่นนึงของหูฟังตัวนี้ครับ เสียงสูงเย็นและชัดใส แต่ไม่มีอาการบาดหรือกัดหูเลยครับ เพราะโดยปรกติ signature ดั้งเดิมของหูฟังรุ่นนี้จะบาดหูระดับนึงเลยทีเดียว แต่ตัวนี้นุ่มนวลกว่าเยอะครับ ช่วงปลายสูงอยู่ในระดับทอดตัวกำลังดี ไม่ห้วน แต่ไม่พริ้วไปจนไกลมาก หัวโน้ตชัดเด่น ให้ impact ได้ดี มีเนื้อมีหนังชัดเจน โดยเฉพาะเวลาที่มีการใช้เครื่องดนตรีตระกูลเครื่องสาย เสียงดีดของสายให้ความรู้สึกถึงเนื้อเต็มๆ และหูฟังตัวนี้จะโชว์ศักยภาพที่ปรับเปลี่ยนไปตาม player พูดง่ายๆคือก็ขี้ฟ้องนั่นเอง ดังนั้นถ้าได้ Player ดีๆก็จะให้เสียงได้ยิ่งดียิ่งขึ้น ซึ่งตัวที่ผมเอามาใช้ในการปรับจูนเสียง ก็เลือกเอา iPOD Classic กับ Nexus S ที่ผ่านการจูนมายังดีด้วยฝีมือของ Window X หรือ นนท์นั่นเอง โดยผมยืนกำกับเรื่องแนวเสียงอยู่ใกล้ๆ และหลังๆผมจะใช้ Nexus S เป็นหลัก ดังนั้น เสียงสูงจึงชัดและให้เนื้อที่ดีมากๆ Detail อาจจะไม่คมละเอียดระยิบระยับเท่ากับพวก Triple.fi 10 pro เพราะอันนั้นใช้ B-Armature แต่ตัวนี้ใช้ dynamic ธรรมดา แต่ความชัดใสไม่แพ้แน่นอนครับ และไม่ peak เท่า UE700 ด้วย 


และด้วยความชัดของเสียงสูงก็เลยทำให้ได้อนิสงค์มาถึงเสียงกลางด้วย โดยเฉพาะเสียงร้องที่ไปคาบเกี่ยวช่วงย่านกลางไปสูง ทำให้เสียงร้องชัดเจนดีมาก เกือบจะบาดนิดๆในบางเพลงที่อัดมาแบบค่อนข้าง Peak แต่เนื้อเสียงกลางอาจจะไม่แน่นมากเท่าไหร่นะครับ คือมีเนื้อแต่เกาะกันหลวมๆนิดนึง ดังนั้นเวลาที่ฟังเพลงระดับ Audiophile จังหวะที่มีการร้องจนสุดปลายเสียงและเตรียมสูดลมหายใจเพื่อขึ้นท่อนต่อไป อาจจะรู้สึกไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วยเท่าไหร่ คือได้ยินชัดแต่มันไม่เต็มๆครับ อาจจะเพราะผมไปติดเสียงของ Earsonic SM3 ที่ให้เนื้อแน่นๆมาเต็มๆ ก็เลยรู้สึกเหมือนตัวนี้จะไปด้อยกว่าตัวนั้นในจุดนี้ ส่วนเรื่องกลองไม่ต้องห่วงครับ ลงได้แน่น และแยกแยะรายละเอียดเสียงกลองได้ดีมากๆ การวางตำแหน่งกลองไม่มีอาการคาบเกี่ยวตีปนกัน เพราะ soundstage กับมิติมันดีซะขนาดนี้แล้ว โอกาสตีกันเลยน้อยมากๆ

เสียงเบสจะขึ้นอยู่กับเสียงดนตรีครับ เบสไม่ได้ sensitive มาก ดังนั้นถ้าเพลงไหนเบสมาเยอะ มันก็เยอะครับ ถ้าเพลงไหนเบสมาน้อยมันก็มาน้อย โดยเฉพาะหัวโน้ตหรือ impact เบสจะเป็นส่วนที่เด่นที่สุดครับ มากันเต็มๆ แต่เนื้อเบสจะออกเน้นมวลนิดมากกว่าเนื้อ เนื้ออยู่ในระดับใกล้ๆกับ Triple.fi 10 pro ครับ คือมีเนื้อมีหนังบ้าง แต่ไม่ถึงกับแน่นเด่นชัด เมโลดี้เบสอยู่ในระดับที่ใช้ได้ครับ ไต่ไล่ไปกับกระเดื่องได้ดี ส่วน deep bass ก็มีให้พอสมควรครับ อาจจะไม่ลากลึกถึงอก แต่ก็พอมีให้ชื่นใจ ภาพรวมองเบสอยู่ในระดับกำลังเหมาะกำลังดี ฟังได้ทุกแนวแบบไม่หักโหม ใครที่ชอบเบสสมบูรณ์แบบ หนึบๆ แน่นๆ ไล่เมโลดี้แหล่มๆ แนะนำให้ไปซื้อพวก Shure SE530 , Earsonic SM3v.2 หรือไม่ก็ถูกๆอย่าง Fischer Eterna จะดีกว่าครับ แต่ Eterna ต้องเปลี่ยนจุกเบสถึงจะแน่นและเสียงถึงจะดี ไม่งั้นได้ยินแต่เบส 


ภาพรวมของหูฟังจะเสียงโดยรวมค่อนข้างดี บาลานซ์เสียงใช้ได้ แต่ทรานเชี้ยนส์จะด้อยไปหน่อย คนที่ชอบฟังรายละเอียดจับผิดมากๆอาจจะไม่ชอบ เหมาะกับคนชอบฟังเพลงสบายๆ ฟังเพลงง่ายๆ ฟังสนุก ครบเครื่อง ฟังได้ทุกแนวตั้งแต่ ลูกทุ่ง ไปยัน Audiophile และเห็นว่าล๊อคแรกที่ของกำลังจะมามีจำนวนจำกัดระดับ จำกัดมากๆ ไม่ใช่ว่าเล่นตัวอะไรนะครับ แต่คน burn หูฟังเหนื่อยครับ เพราะผม burn เองทีละตัว และแต่ละตัวขึ้น 100 ชั่วโมงทั้งนั้น หูฟังทุกตัวก็เลยไม่ต้อง burn อีกแล้วครับ เรียกว่าพร้อมใช้กันเลยทีเดียว 

ตัวนี้ก็ถือเป็นทางเลือกที่แตกต่างครับ ถ้าชอบมันส์ๆก็ไป E-10 mod by chim ถ้าเอาฟังสบายๆก็มา SG-7 จะว่าไปก็ควรจะไปมีไว้ทั้งสองตัวไว้สลับกันฟังตามอารมณ์ในช่วงนั้นๆนะครับ อย่างผมก็เอาฟังก่อนนอนเป็นส่วนใหญ่ อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับการใช้ของแต่ละคนว่าชอบแนวไหนมากกว่า

อีกนิดนึงคือตัว SG-7 มันค่อนข้างกินกำลังขับนิดนึง ดังนั้น image มันจะเปลี่ยนไปตาม volume ถ้าให้มาเต็มๆ image ก็จะใหญ่พอเหมาะพอดี แต่ถ้าให้น้อยมันก็จะเล็ก ซึ่งก็แล้วแต่คนชอบครับ แต่ผมว่าที่เหมาะสุดควรจะเป็น image ใหญ่ จะสมจริงกว่าและให้หัวโน้ตกับเนื้อที่ชัดเจนและแน่นกว่าเปิด volume เบาๆครับ

ตอนนี้ก็เปิดรับจองแล้วนะครับ และตอนที่ผมเอามาลง review ก็เหลือที่ว่างให้จองอีกไม่เท่าไหร่แล้วครับ ใครสนใจก็ลองขอฟังกันได้ครับ demo อยู่กับผมเองเลย

4 ความคิดเห็น:

TauTor Lego กล่าวว่า...

เมื่อๆฟร่จะทำอีกหรอครับ ?

G7 กล่าวว่า...

ยังไม่มีโครงการครับ ตอนนี้ไปทำตัวอื่นอยู่ครับผม ตัวนี้ก็คงจะพักไว้เท่านี้ก่อนครับ

TauTor Lego กล่าวว่า...

ตัวอื่นนี่ตัวไหนหรอครับ ???

G7 กล่าวว่า...

อุบไว้ก่อนครับ จะประกาศเร็วๆนี้ครับผม