แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การเลือกหูฟัง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การเลือกหูฟัง แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2551

หูฟังมีกี่แบบ และ มีอะไรบ้าง ???

เนื่องมาจากปัจจุบันมีหูฟังหลากหลายรูปแบบมากมายตามแต่ที่ผู้ผลิตจะคิดค้น ขึ้นมา ซึ่ง ก็ทำให้ New Entry หรือ นักเล่นหน้าใหม่พากันสับสน งงงวย ว่าจะเลือกหูฟังยังไง ใช้แบบไหนดี และอย่างไรที่เหมาะกับตัวเราที่สุด ดังนั้น เพื่อไม่ให้เกิดความสับสน ผมจะแบ่งหูฟังออกเป็นกว้างๆก่อน 3 ส่วน โดยจะแย่งออกเป็น



- Full-Size
- Semi Full-Size
- Micro-Size


ทั้งสามส่วนคือกลุ่มของหูฟังในระดับใหญ่ ที่แบ่งตามขนาดของหูฟัง พูดง่ายๆคือ หูฟังทั้งหมดที่วางขายในโลกจะอยู่ใน 3 ส่วนหลักๆนี้ทั้งหมด ซึ่งในแต่ละส่วนก็แบ่งแยกออกเป็นลักษณะประเภทอย่าง Open Type , Semi-Open Type และ Close Type ขึ้นอยู่กับการ Design หูฟังแต่ละตัวที่ทางค่ายนั้นๆออกแบบมา ซึ่งลักษณะของหูฟังแบบต่างๆเหล่านี้มีผลต่อการใช้งาน และเรื่องของเสียงด้วยครับ รายละเอียดปลีกย่อยเดี๋ยวผมบอกทีเดียวในแต่ละส่วนนะครับ เพราะทั้ง Full-Size , Semi Full-Size และ Micro-Size ก็ล้วนมีรูปแบบคล้ายๆกันทั้งหมดครับ



ทีนี้เรามาดูกันว่าในแต่ละส่วนมีอะไรบ้าง......




Full-Size


http://img.photobucket.com/albums/v322/rokuyon/mobiblu2_small.jpg

เมื่อพูดถึง Full-size ก็ย่อมหมายถึงหูฟังที่มีขนาดใหญ่โต โดยอาจจะเป็นหูฟังที่มีลักษณะแบบครอบทั้งใบหู หรือแนบบนใบหูก็เป็นได้ ส่วนมากแล้วหูฟังแบบ Full-Size จะเหมาะสำหรับการใช้งานแบบส่วนตัวและอยู่กับที่ ไม่เหมาะสำหรับการพกพาไปไหนมาไหน ยกเว้นหูฟังที่ต้องใช้งานประเภท Monitor ทั้งหลาย บางตัวจำเป็นต้องพกไปใช้งานเวลาออกงาน PA แต่ก็ยังเป็นการพกพาเพื่อใช้ในสถานที่นั้นๆเท่านั้น
โดยปรกติแล้ว ผู้ผลิตมักจะแบ่งชนิดของหูฟังปลีกย่อยลงไปจากปรกติอีก ซึ่งนอกเหนือจากขนาดแล้ว ยังแบ่งตามความเหมาะสมในการใช้งานของหูฟังนั้นๆด้วย เช่น


~Studio Monitor~

มักจะเป็นหูฟังที่ให้เสียง Balance ที่ดี ไม่ค่อย Color มาก และชัดทุกย่าน ส่วนมากจะไม่เน้นเบสเป็นพิเศษ บางตัวเรียกว่าเบสหายไปเลยด้วยซ้ำ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับว่าเป็นหูฟังที่ออกแบบมาให้ใช้งานในส่วนไหน เพราะการใช้งานใน Studio มีตั้งแต่ การ Mix เสียง , งาน Stage หรือ PA ฯลฯ แต่ก็ไม่ได้เฉพาะเจาะจงไปเลยนะครับว่า หูฟังตัวนั้นตัวนี้ ใช้ได้เฉพาะงานนั้นงานนี้เท่านั้น บางทีก็ขึ้นอยู่กับคนใช้ด้วยครับ บางคนก็ชอบเสียงแนวนี้ บางคนชินกับสไตล์นี้ ตรงนี้ก็แล้วแต่ความชอบของคนใช้ครับ โดยมากแล้วหูฟังแบบ Monitor มักจะเป็นลักษณะแบบ Close Type มีบ้างบางตัวที่เป็นแบบ Semi-Open แต่ก็ส่วนใหญ่แบบ Close จะถูกหยิบนำมาใช้มากกว่า เพราะบางทีก็จำเป็นต้องให้มันเก็บเสียงจากภายนอกในระดับนึงครับ หูฟังเด่นๆในตระกูลนี้ก็ได้แก่


Sony MDR-V6
Sony MDR-7509
AKG K240
Sennheiser HD-25
Sennheiser HD280pro
Beyerdynamic DT770 , DT880 และ DT990
Audio-Technica A900 , A950Ltd



~Hi-Fi~

ถือเป็นส่วนที่นิยมมากที่สุด เพราะนักฟังเพลงทั่วไปมักนิยมเลือกหูฟังในส่วนนี้ จะมีบางคนที่ชอบสไตล์เสียงที่ออกแนวแข็งๆและเป็นธรรมชาติ ก็จะเลือกหูฟังในแบบ Monitor มาใช้ แต่ส่วนใหญ่แล้วมักจะเลือกหูฟังแบบนี้ทุกคน และยังเป็นส่วนที่ทางผู้ผลิตให้ความสำคัญในการออกแบบมากที่สุด และยังเป็นส่วนที่มีตัวเลือกมากที่สุดในตลาดอีกด้วย หูฟังส่วนนี้เหมาะสำหรับฟังเพลงทั่วๆไป ไม่เหมาะใช้งานใน Studio เท่าไหร่ เนื่องจากบางตัวนั้นจะค่อนข้าง Color เกินกว่าความเป็นจริง แต่ความ color นี่แหละครับที่ทำให้ฟังเพลงแล้วไพเราะเสนาะหู โดยมากแล้วหูฟังสำหรับ Hi-Fi มักจะเป็นหูฟังแบบ Open Type เพื่อเพิ่มความรู้สึกโปร่ง และสามารถสัมผัสถึง Airy หรือ อาการที่มีอากาศไหลรอดผ่าน image ของชิ้นดนตรีแต่ละชิ้น ทำให้ฟังเพลงแล้วรู้สึกมีชีวิตชีวามากขึ้น หูฟังเด่นๆในส่วนนี้ก็ได้แก่

Sennheiser - HD595 , HD650 , Orpheus
Grado - SR60 , SR225 , RS1 , GS1000 , MS-1 , MS-2 , MS-Pro
Audio-Technica - AD2000 , W5000 , L3000
AKG - K701
STAX - LAMPDA , OmegaII


นอกจากนี้แล้ว ยังมีหูฟังที่ Design มาเฉพาะทางอย่างเช่น Multimedia Headphone ประเภทที่สามารถแยกเสียงออกเป็น Multi Channel ได้ อย่างหูฟัง Creative HQ-2300D ที่ใช้ระบบ Dolby Headphone พร้อม Driver หูฟัง 3 Driver แยกเป็น Tweeter , Mid-Range และ Bass ซึ่งจะมีตัวควบคุมในการแยกสัญญานให้เป็น 5.1 Channel มาพร้อมใน set ด้วย อันที่จริงแล้วในตลาดก็ยังมียี่ห้ออื่นๆที่ทำออกมาแข่งขันกันอย่างเอาเป็น เอาตายอีกด้วย อย่างเช่น Exsound Starfish 7.1 , Zalman 7.1 ที่มีราคาถูกกว่า HQ-2300D ( แต่คุณภาพเสียงยังด้อยกว่าหน่อย ) อีกทั้งยังมีหูฟังประเภท Wireless หรือไร้สาย ออกมาด้วย แต่ไม่ได้รับความนิยมเท่าไหร่ เนื่องจากมีราคาสูง และคุณภาพเสียงยังไม่คุ้มต่อราคา

นอกเหนือจากยี่ห้อที่กล่าวมา ยังมีอีก Brand หนึ่งที่มุ่งเน้นในตลาดนี้โดยเฉพาะ ซึ่ง Brand นั้นก็คือ Ultrasone ที่มาพร้อมเทคโนโลยี S-logic ข้อแตกต่างของ Ultrasone กับยี่ห้ออื่นๆคือ Ultrasone ไม่ได้เน้นในเรื่องของ Multi Channel ดังนั้นจึงไม่มี Adaptor ในการแปลงสัญญานแถมมาให้ด้วย แต่จะไปเน้นในเรื่องการออกแบบให้หูฟังสามารถสร้างมิติกว้างขวางโดยไม่ต้อง ใช้เครื่องแปลงให้เสียเวลา ดังนั้นหูฟังของ Ultrasone ที่มี S-Logic แปะอยู่ ก็จะให้เสียงได้รอบทิศทางเหมือนกับในโรงหนัง โดยที่เป็นเสียงรอบทิศทางที่เป็นธรรมชาติกว่าของพวกหูฟังแบบ 5.1 Channel ครับ

หูฟังประเภทนี้ เหมาะสำหรับคนที่ไม่มีห้องกว้างๆและอยากดูหนังระบบ 5.1 แบบเต็มอิ่มและไม่รบกวนใคร







Semi Full-size


http://www.hifi.com.tw/images/product/ath_esw9demo_2.jpg


หูฟังแบบ Semi Full-size จะเป็นหูฟังที่มีขนาดเล็กกว่า Full-Size พอสมควร เป็นหูฟังที่ถูกออกแบบมาเพื่อให้สามารถพกพาไปฟังข้างนอกบ้านได้โดยสะดวก เท่าที่ผมเคยอ่านมารู้สึกว่า ตัว Semi Full-Size นั้น จะปรากฏโฉมครั้งแรกพร้อมกับ player ในระดับตำนานอย่าง Sony Walkman รุ่นแรกเลยครับ หลังจากนั้นก็มีการพัฒนาออกมาเรื่อยๆตามลำดับ จนปัจจุบันนั้น ถือว่าหูฟังแบบ Semi Full-Size มีหลากหลายรูปแบบให้เลือกมากมาย ซึ่งจุดเด่นของ Semi Full-size ก็คือ ให้มิติใกล้เคียงกับความเป็น Full-Size แต่สามารถติดตัวไปไหนมาไหนได้แบบสบายๆ บางรุ่นออกแบบ Case ใส่ออกมาได้ดีมากๆ ทำให้การพกพายิ่งสะดวกมากยิ่งขึ้น

การแบ่งแยกหูฟังในส่วนนี้ จะแยกตามรูปแบบการ design ของหูฟัง โดยส่วนใหญ่จะแยกออกเป็น





Street Style / Earpad Headphone ( On The Ear )


โดยปรกติแล้ว หูฟังประเภท Street Style กับ Earpad Headphone จะถูกแบ่งแยกออกจากกันโดยเด็ดขาด เพราะลักษณะที่แท้จริงของ Street Style คือ ต้องเป็นหูฟังที่มีก้านเชื่อมหูฟังทั้งสองข้างอ้อมไปทางด้านหลังหัว หรือที่เรียกกันว่า “ Neckband ” ในขณะที่ตัว Earpad Headphone จะเป็นก้านแบบคาดหัวที่เรียกกันว่า “ Headband ” แต่ปัจจุบัน ผู้ผลิตเริ่มนำมาใช้เรียกรวมๆกันว่าเป็น Street Style ทั้งหมด ซึ่งอันที่จริงผมว่า ควรจะเรียกแยกออกจากกันจะดีกว่า เพราะรูปแบบมันไม่ได้เหมือนกันเอาซะเลย และถ้าเรียกแยกจากกัน ผมว่า เวลาพูดถึงหูฟังทั้งสองอย่างจะทำให้อีกฝ่ายที่เราคุยด้วย เข้าใจง่ายขึ้นกว่าเดิม เรียกรวมๆกันแบบนี้บางทีก็สับสนเหมือนกันนะครับ

หูฟังแบบ Street Style ผมยังหาข้อมูลจุดเริ่มต้นงาน design แบบนี้ไม่ได้ แต่โดยส่วนตัวเท่าที่ค้นหาหลักฐานย้อนหลังมา เชื่อว่า น่าจะเป็นการพัฒนามาจาก Clip-Ear มากกว่าที่จะเป็นการพัฒนาจาก Earpad Headphone ถึงแม้ว่าหูฟังแบบ Semi Full-Size ที่กำเนิดมาครั้งแรกจะเป็นแบบ Earpad Headphone ก็ตาม ซึ่งถ้าดูจากวิธีการใส่ของหูฟังแบบ Street Style หลายๆคนก็คงเข้าใจว่าทำไมผมถึงคิดเช่นนั้น

ส่วนมากหูฟังแบบ Street Style จะเหมาะกับงานประเภท Outdoor หรือ การออกกำลังกายมากๆ เพราะหูฟังจะล๊อคติดกับหูเราได้แน่นสนิท เวลาที่เราออกกำลังกายทั่วๆไปอย่างเช่น จ๊อคกิ้ง , ขี่จักรยาน และอื่นๆ ตัวหูฟังจะไม่หลุดออกง่ายๆ ผิดกับหูฟังประเภท Earpad Headphone ที่เน้นการใช้งานในลักษณะที่นุ่มนวลกว่านั้น และมีการเคลื่อนไหวน้อยกว่านั้น เนื่องจากจุดอ่อนของการคาดหัวแบบ “ Headband ” ที่ถ้าเกิดมีการเคลื่อนไหวมากๆ อาจจะหลุดได้ง่ายๆ ถึงแม้จะออกแบบให้รัดได้แน่นแค่ไหน ก็ยังคงสู้การล๊อคเข้าที่ก้านหว่างหูแบบ Street Style ไม่ได้ครับ ดังนั้น หูฟังแบบ Earpad Headphone จึงเหมาะจะใช้เวลาเดินทางไปไหนมาไหนแบบสบายๆ เช่น ขึ้นรถไฟฟ้า , นั่งรถเมล์ หรือเดินบนท้องถนนทั่วๆไป หูฟังเด่นๆในส่วนนี้ก็ได้แก่


KOSS - Portapro , Sportapro ( ตัวนี้สามารถเปลี่ยนเป็น Street Style และ Earpad ได้ )
Audio-Technica - ESW9 , ES7
Grado - iGrado
AKG - K412p






Clip-On / Clip-Ear




หูฟังแบบ Clip-On หรือ บางคนเรียกว่า Clip-Ear จะมีลักษณะใกล้เคียงกับหูฟังแบบ Street Style มากกว่าพวก Earpad Headphone เพราะมีส่วนก้านล๊อคเข้าที่ก้านหูคล้ายๆกับของ Street Style เพียงแต่จะไม่มี Neckband อ้อมไปด้านหลังคอ เพราะต้องการให้ใส่แล้วรู้สึกแบบเบาสบายไม่เกะกะ โดยมากหูฟังประเภทนี้จะค่อนข้างล๊อคติดแนบแน่นกับหูเราพอสมควร ดังนั้นบางคนจึงใช้ในการออกกำลังกายทั่วไปด้วย ข้อดีอีกอย่างคือมันพกพาง่ายกว่าพวก Street Style หรือ Earpad Headphone เพราะไม่มีก้านที่ต้องพับให้วุ่นวาย มีเพียง Driver ซ้ายและขวาเท่านั้น ตัว Clip-On จึงมีผู้นิยมในระดับนึงทีเดียว ส่วนยี่ห้อและรุ่นที่เด่นๆในส่วนนี้ก็ได้แก่

KOSS - KSC35 , KSC75
Audio-Technica - EM9r , EM9d , EM700ti


และด้วยอนิงสงค์ของ iPOD และ PMP Player ที่สามารถดูหนังแบบพกพาไปไหนมาไหนได้ ทำให้มี Earpad Headphone และ Street Style สำหรับการชมภาพยนตร์ออกมาด้วย ซึ่งแน่นอน เป็นตัวที่มาจากค่าย Ultrasone เช่นเดิม โดยตัวที่เด่นของทาง Eadpad Headphone ของค่ายนี้ก็คือ HFI-15G ส่วนตัวที่เป็น Steet Style ก็เป็น iCAN





Micro-Size


http://www.trustedreviews.com/images/article/inline/4451-IMG3494s.jpg



หูฟังประเภท Micro Size เป็นหูฟังที่ถูกพัฒนาลงมาจาก Semi Full-size เพื่อให้สามารถพกพาได้ง่ายขึ้น และใช้งานได้สะดวกมากยิ่งขึ้น ซึ่งในท้องตลาดปัจจุบันถือได้ว่าเป็นหูฟังที่มีส่วนแบ่งการตลาดมากที่สุดใน บรรดาหูฟังทุกประเภท และมียี่ห้อที่หลากหลายมากที่สุด แต่ก็เป็นหูฟังที่ทำให้มีคุณภาพดีได้ยากที่สุดเช่นเดียวกัน เพราะขนาด Transducer ที่เล็กมาก และระยะที่ใกล้ชิดกับหูมากๆ ทำให้การออกแบบเพื่อได้มิติที่ดีนั้นทำได้ยากมากเลยทีเดียว ดังนั้นหูฟังที่เด่นๆจริงๆจึงมีเพียงไม่กี่ยี่ห้อ และไม่กี่รุ่น

หูฟังแบบ Micro-Size นั้นสามารถแยกย่อยออกมาได้ 3 ประเภทหลักๆ โดยแบ่งออกเป็น Earbud , In-Ear และ Hybrid ซึ่งเป็นหูฟังที่ผสมผสานระหว่าง In-ear และ Earbud เข้าด้วยกัน ดังนั้นเรามาเริ่มกันที่หูฟังที่เป็นที่นิยมที่สุดในท้องตลาดขณะนี้ก่อนเป็น อันดับแรกครับ





Earbud


หูฟังแบบ Earbud ถือว่าเป็นหูฟังสำหรับผู้เริ่มต้นในยุคนี้เลยทีเดียว เพราะ player ส่วนใหญ่ที่ขายในท้องตลาด มักจะแถมหูฟังแบบ Earbud มาพร้อมเสร็จสรรพในชุดอยู่แล้ว กระทั่งพวก Handfree ที่ใช้กับมือถือทั้งหลายก็ยังใช้หูฟังแบบ earbud เป็นตัวยืนพื้น ดังนั้นเมื่อพูดถึงหูฟังคนส่วนใหญ่ย่อมนึกถึง earbud ก่อนเป็นอันดับแรก

แต่ก็อย่างที่ผมเกริ่นไว้ก่อนแล้ว หูฟังแบบ Earbud นั้นถือว่าเป็นหูฟังที่ออกแบบให้ดีได้ยากมากๆ เพราะข้อจำกัดในเรื่องขนาดและระยะของเสียงจาก Driver ไปยังแก้วหูนั้น มันใกล้มากเกินไป ดังนั้นหูฟังโดยทั่วๆไปที่วางขายกันอยู่โดยเฉพาะของ no name หรือของจีนแดง มักจะให้เสียงที่ไม่ดีจนคนที่ไม่ได้มีหูทองก็สามารถแยกออกได้ง่ายๆ แถมคุณภาพการผลิตก็แย่ ใช้งานได้ไม่เท่าไหร่ก็มักจะพังเอาง่ายๆ ไม่สายขาดในก็ driver หลุดออกมาจาก Housing ดังนั้นการเลือกหูฟังประเภทนี้ควรดูพวก Brand ที่มีชื่อเสียงไว้ก่อน และค่อยลองฟังเสียงก่อนจะตัดสินใจซื้อมาก เพราะจะช่วยให้อัตราการเสี่ยงที่เจอหูฟังด้อยคุณภาพลดลงไปเยอะครับ หูฟังในส่วนนี้ที่เด่นๆก็มี


Sennheiser MX400 , MX500, MX90VC
Sony MDR-E888
Yuin PK3 , PK2 และ PK1
Audio-Technica CM700 , CM700ti
Soken AS-800


จะว่าไป ตลาดหูฟังของ Earbud ผมถือว่าเป็นส่วนที่ใหญ่ที่สุดนะครับ เรียกได้ว่านำหน้าตลาดของหูฟังในส่วนอื่นๆเลยทีเดียว เนื่องจากหูฟังประเภทนี้ หาซื้อง่าย ราคาถูก และมีหลากหลายยี่ห้อให้เลือก แถมยังคุ้นเคยเพราะอยู่คู่กับเครื่องเล่นแบบพกพามาช้านาน คนที่ใช้ก็สบายใจมากกว่าจะใช้เป็นพวกยัดหูแบบ In-ear เพราะบางคนจะค่อนข้างกลัวเรื่องเอาหูฟังยัดเข้าไปลึกๆ โดยส่วนใหญ่แล้ว หูฟังแบบ Earbud ที่ใช้ๆกันก็จะเป็นหูที่แถมมากับเครื่องเล่น MP3 ทั้งนั้นแหละครับ

และด้วยความที่เป็นหูฟังที่อยู่ในตลาดมาช้านาน ดังนั้น มันก็ย่อมมีสิ่งที่เรียกว่า “ ของในตำนาน ” ครับ

ถ้าจะพูดถึงหูฟังที่เหมาะจะใช้คำว่าตำนานของระดับ Full-Size ก็คงจะเป็นหูฟังที่เลิกผลิตไปแล้ว แถมยังหาซื้อได้ค่อนข้างยากด้วย เช่น

- สาย Sony ก็จะเป็น Sony CD3000 , Sony Qualia 010 และ Sony R10
- สาย Grado ก็น่าจะเป็น Grado PS-1 , PS-2 และ Grado HP-1000
- สาย Audio-Technica ก็จะเป็น ATH L3000 และ ATH W2002
- สาย Sennheiser ก็คงเป็น Orpheus ตัวเดียวเลยล่ะครับ
- สาย AKG ก็เป็น AKG K1000 และ AKG K340

แต่ถ้าเป็นระดับ Earbud ก็คงจะต้องยกให้ Sony กับ Aiwa ที่เป็นเจ้าผู้ครองตลาดสมัยเทปเพลงยังโด่งดังกับเครื่องเล่นพกพาที่เรียกกันว่า ซาวน์อะเบ้าท์ หรือ Walkman นั่นแหละครับ ซึ่งทั้งคู่ก็มีหูฟังที่เรียกว่า “ทรงคุณค่า” อยู่คนละตัวคือ

- Sony MDR E-484
- Aiwa HP-V99 , Aiwa HP-D9

ผมเองก็เคยฟังแค่ตัวเดียว นั่นก็คือ E-484 ซึ่ง ถ้าจะพูดกันเฉพาะเนื้อเสียง จะมีความละม้ายคล้ายคลึงกับ Westone UM2 ครับ แต่ในแง่ของมิตินี่ ไม่เหมือนใครเลยครับ เพราะให้ image ใหญ่ soundstage กว้าง และมีความเป็น 3 มิติเอามากๆ แต่ติดตรงเสียงกลางจะขุ่นๆนิดแต่ก็ไม่หนักหนาเท่า UM2 เพระาอย่างน้อยย่านสูงก็ยังมีความใสกว่าครับ ส่วน Aiwa นี่ยังไม่กล้าฟันธง เพราะตัวที่เคยลองเก่าไปนิดนึงครับ ต้องของลองดูตัวที่สภาพสมบูรณ์กว่านี้อีกหน่อยค่อยว่ากันใหม่


อีกตัวนึงของ Sony ที่กำลังจะกลายเป็นตำนาน ( หรือหาซื้อไม่ได้อีกแล้ว ) ก็คือ Sony MDR-E888 ครับ ตัวนี่จะให้เสียงที่หวานใสและเบสนุ่ม เหมาะสำหรับฟังเพลง Pop และเพลง Jazz เอามากๆครับ ปัจจุบันเห็นว่ากำลังจะเลิกผลิตแล้ว เพราะจากอดีตที่เคยมีเวอร์ชั่นอย่าง Made in Japan แล้วก็กลายมาเป็น Made in China จนตอนนี้ผมเจอแบบ Made in Thailand แล้วครับ คาดว่าคงได้หายไปจากตลาดในไม่ช้านี้ เพราะมีรุ่นน้องคนใหม่อย่าง Sony EX90 ขึ้นมาแทนที่แล้วครับ ใครอยากได้ก็รีบๆหาซื้อมาเก็บไว้แล้วกันครับ

ในส่วนของ Micro-size นั้น นอกจากจะมี Earbud แล้ว ก็ยังมีอีกส่วนที่กำลังเป็นกระแสที่มาแรงในขณะนี้ นั่นก็คือ IEM หรือ หูฟังแบบ In-ear นั่นเองครับ





In-ear ( IEM )




เป็นหูฟังที่เหมาะสมกับการใช้งานยุคปัจจุบันที่สุดแล้วครับ และยังเป็นหูฟังมาแรงทุกขณะ จนแทบจะทุกค่ายต่างก็พากันผลิตหูฟังประเภทนี้ครับ ที่สำคัญ ช่วงหลังๆมานี่ Mp3 Player ยี่ห้อต่างๆ ก็เริ่มเปลี่ยนมาแถมเป็นหูฟังแบบ In-ear กันเป็นส่วนใหญ่เลยครับ คาดว่าอีกไม่นานก็คงจะแทนที่ earbud ได้อย่างสมบูรณ์เลยทีเดียวเชียวครับ

หูฟังประเภท In-ear นั้น แรกเริ่มเดิมที ถูกออกแบบมาเพื่อให้ใช้งานใน Studio , Stage และ PA เป็นหลัก เพราะความที่มันมีระบบ isolation หรือ การเก็บเสียงที่ดี เหมาะสำหรับใช้งานที่ที่อึกทึกเอามากๆเลยทีเดียว ดังนั้นในยุคแรกๆมันจึงได้ใช้ชื่อว่า IEM หรือ In Ear Monitor นั่นเอง เพราะส่วนใหญ่เค้าจะเอามาใช้งานด้านเสียง มากกว่าเอามาฟังเพลง โดยผู้ผลิตเจ้าแรกๆก็คงจะเป็น Shure นี่แหละครับ ซึ่งทางในตอนนั้นทาง Shure ก็ได้ว่าจ้างบริษัท Westone ให้ผลิตหูฟังในชื่อว่า Shure E1C ออกมา และต่อมาในภายหลัง Westone ก็ออกหูฟังของตัวเองในชื่อ UM1 และ UM2

หลายๆคนมักจะกลัวว่า หูฟังแบบ In-ear จะก่อให้เกิดอันตรายมากกว่าหูฟังประเภทอื่น แต่อันที่จริงแล้ว ถ้าพูดถึงความอันตรายนี่ ก็พอๆกันทุกแบบแหละครับ ขึ้นอยู่กับการใช้งานมากกว่า ถ้าเปิดดังเกินไป ไม่ว่าจะหูฟังแบบไหนมันก็สร้างปัญหาให้กับเราได้ทั้งนั้นแหละครับ ผมว่า แบบ In-ear จะปลอดภัยกว่าหน่อยด้วยซ้ำ เพราะเราไม่ต้องเปิดเสียงดังแข่งกับเสียงรอบข้างเรา ทำให้เราฟังเพลงได้เพราะขึ้นโดยไม่ต้องเปิดเสียงดัง หูเราก็จะอยู่คู่กับเราไปได้อีกนานเลยล่ะครับ หูฟังที่เด่นๆในส่วนของ In-ear ก็จะมี

Ultimate Ears - Super.fi 3 live , Super.fi 4 , Super.fi 5 pro และ Triple.fi 10 pro
Westone - UM2
Shure - E3C , E4C , E5C และ SE530
Etymotic - ER4P, ER6i
Creative - EP630
Philips - SHE9700
Sennheiser - CX300 , CX500
Crossroad - Mylarone X3
Soundmagic - PL11, PL12 , PL30
SONY - MDR-EX500 , MDR-EX700
Jays - qJAYs
Altec-Lensing - IM716

นอกเหนือจากหูฟังในแบบ Mass Production แล้ว ยังมีหูฟัง In-ear แบบที่ Build by order ในลักษณะที่เป็นหูฟังแบบพอเหมาะพอเจาะกับหูของเราเป๊ะๆ ในชื่อว่า Custom In-ear ซึ่ง ตอนนี้กำลังเริ่มเป็นที่นิยมในระดับนึงเลยทีเดียว เพราะหูฟังแบบนี้จะเสียบเข้าพอดีกับหูเราและจะค่อนข้างเก็บเสียงได้ดีกว่าพวกที่ใช้ Housing แบบ Universal ที่วางขายในท้องตลาดทั่วๆไป

แต่เนื่องจาก Custom In-ear มีราคาสูง ฟังได้แค่คนเดียว แถมยังขายต่อไม่ได้อีก ทำให้คนที่นิยมก็ยังอยู่กันในแค่วงแคบๆเท่านั้นครับ เห็นว่าอีกไม่นานจะมีหูฟังแบบ Custom ของคนไทย ก็หวังว่าจะออกมาไม่แพง และช่วยให้คนที่เล่นหูฟังมีทางเลือกมากขึ้นนะครับ




การเลือกซื้อหูฟังซักตัว นอกเหนือจากเรื่องเสียงและ Design แล้ว เราก็ควรจะดูด้วยครับว่า ส่วนใหญ่เราใช้งานในลักษณะไหน เช่น ออกนอกบ้านบ่อยๆ ใช้ข้างนอกบ้านเป็นส่วนใหญ่ ก็ควรใช้หูฟังแบบ Semi-Fullsize หรือ Micro-Size ไปเลย หรือ ถ้าอยู่บ้านเป็นส่วนใหญ่ ก็น่าจะหา Full-size ดีๆซักตัว ใส่สบายๆจะดีกว่าครับ จริงๆของพวกนี้ก็ไม่ได้มีกฎกำหนดตายตัวว่าจะใช้อะไรแบบไหนที่ไหนยังไง เพราะผมยังเคยเห็นคนใส่ Full-Size เดินขึ้นรถเมล์หน้าตาเฉย แต่ถ้าเลือกให้เหมาะกับการใช้งาน เราจะมีความสุขกับการฟังเพลงได้มากกว่าครับ



วันอังคารที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2551

การเลือกซื้อหูฟัง สำหรับมือใหม่ และ คนที่ยังงงๆ ไม่ค่อยเข้าใจ

ช่วงนี้ผมเห็นคนเริ่มเล่น Portable Player กันมากขึ้นนะครับ สาเหตุคงเพราะกระแสความแรงของตระกูล Music Phone , iPOD และเรื่องของเพลง MP3 ทำให้ไปที่ไหนๆก็จะเห็นคนใช้หูฟังกันมากขึ้นกว่าเดิม

แต่มีเรื่องที่น่าแปลกใจอยู่อย่างคือ ส่วนใหญ่ที่เห็นใช้ๆกันนั้น ก็จะเป็นหูฟัง iPOD เหมือนๆกันหมด ทั้งๆที่เจ้้าตัวเองหยิบเครื่องออกมาจะเปลี่ยนเพลง ก็เป็น Nokia บ้าง Moto บ้าง พวกเครื่องเล่นจีนแดงบ้าง แต่กลับใช้หูฟัง iPOD กันได้ ซึ่งผมก็เชื่อเหลือเกินว่า ร้อยละ 90 ของคนที่ผมพูดมา ไม่ได้ซื้อของแท้มาใช้แน่นอนครับ เพราะของแท้ราคาศูนย์นี่แพงเอามากๆเลยทีเดียว ซื้อหูฟังยี่ห้ออื่นยังจะคุ้มกว่าและเสียงดีกว่าอีก แถมช่วงหลังๆก็ยังมีกระแสอันตรายจากหูฟังที่สื่อนำมาเสนอเป็นช่วงๆโดยขาดการไตร่ตรองหาข้อมูลที่แน่นอน ซึ่งก็มีทั้งการนำเสนออันตรายจากหูฟังแบบ In-ear และหูฟังประัเภทอื่นๆ ทำให้มีหลายๆคนเริ่มกลัวการที่จะใช้หูฟังในการฟังเพลง

ดังนั้นผมจึงอยากเสนอบทความนี้เพื่อให้เป็นตัวสร้างความเข้าใจให้มือใหม่ที่เพิ่งเริ่มเล่นหูฟัง และเพื่อเพิ่มเติมข้อมูลให้คนที่เริ่มเล่นไปซักพักด้วย เพราะผมเชื่อเหลือเกินว่า ไม่มีใครในโลกรู้หมดทุกสิ่งทุกอย่าง รวมทั้งตัวผมเอง ดังนั้นการได้อ่านอะไรเพิ่มเติมเพื่อเพิ่มความเข้าใจมันย่อมเป็นสิ่งที่ดีครับ ความรู้ไม่ทำให้ใครเสียหาย ยกเว้นว่าจะนำไปใช้ในทางที่ไม่ดีครับ

เอาล่ะมาเริ่มกันที่ละเรื่องก่อนนะครับ ก่อนอื่นผมขอปรับความเข้าใจทุกคนให้ตรงกันก่อนนะ สำหรับคนที่เคยอ่านๆแล้วก็ข้ามไปหัวข้ออื่นก็ได้นะครับ ให้คนใหม่ๆได้อ่านบ้าง




เริ่มต้นเลือกหูฟังยังไง และ เลือกตัวไหนดี
???




http://cache.gizmodo.com/assets/resources/2007/01/Shure.jpg


ก่อนอื่นเลย ผมอยากจะบอกว่า หูฟังแต่ละตัวไม่ควรนำมาเปรียบเทียบกันเลยครับว่าอะไรดีกว่า เพราะว่าหูฟังแต่ละหูมันมีนิสัยของมันครับ ซึ่ง นิสัยนี้แหละมันจะเข้ากับตัวเจ้าของหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับคนที่ฟังครับ แต่ละคนย่อมชอบอะไรที่ไม่เหมือนกันครับ ดังนั้นมันจึงเปรียบเทียบกับไม่ได้เลยว่าหูนี้ดีกว่าหูนั้น หูโน้นเสียงดีกว่าหูนี้

เมื่อใดที่สนใจหูแบบไหน ให้อ่านคร่าวๆครับ แล้วอ้างอิงกับความรู้สึกเราว่า เอ๊ะ! หูฟังเสียงลักษณะนี้มันเข้ากับสไตล์ของเราหรือไม่ ไม่ใช่ว่า เค้าบอกกันว่าเสียงดีปาวๆ ก็ไปเชื่อ แล้วก็แห่แหนกันไปซื้อเหมือนกันหมด สุดท้ายก็มาบ่นกันว่าเสียงไม่เห็นดีเลย... ก็มันจะไปดีได้ไงครับในเมื่อเราไม่ชอบ เหมือนของกินน่ะครับ

อย่าง เราชอบกินปลา แล้วก็บอกให้คนอื่นฟังว่าปลาอร่อยอย่างงั้นอย่างงี้ แต่คนอื่นเค้าก็อาจจะไม่ได้ชอบแบบเดียวกับเราก็ได้ครับ บางคนไม่ชอบเพราะมันคาว แต่ชอบกินเนื้อวัวมากกว่า ส่วนเราก็อาจจะไม่ชอบเนื้อวัวเพราะไม่ชอบกลิ่นของมันเช่นกัน ซึ่ง ต้องจำไว้ในใจอย่างนึงว่า ถ้ายังไม่ได้ลอง อย่าตัดสินใจซื้อครับ... ความชอบ และสไตล์ ไม่อาจวัดได้จากข้อความไม่กี่บรรทัดครับ

ระดับของหูฟังก็เช่นกันครับ การที่เค้าแบ่งระดับไว้แล้ว อย่าง Hi-End , Middle-End , Low-End สิ่งที่ได้มันก็ควรจะเป็นตามนั้นครับ อย่าง MX300 เสียงมันก็ทำได้เท่านั้นแหละครับ หรือ EP630 มันก็ทำได้เท่าที่ class มันเป็น การที่มีบางคนบอกว่าเสียงดีกว่า ER6i นั่นก็เพราะเค้าไม่ใช่คนที่ชอบฟังเพลงสไตล์ของหูฟังแนว flat แบบนั้นครับ ดังนั้น ให้ตั้งไว้ในใจว่าเราชอบเสียงแบบไหน อยากได้อะไร ฟังเพลงในแนวๆไหน จากนั้นให้หารายละเอียดแล้วอ่านดูว่า หูไหนที่ตรงใจเราที่สุด ก็ให้เลือกเอาหูนั้นเป็นที่ตั้งครับ จากนั้นก็ให้ไปลองฟังดูว่าถูกใจไม๊ พยายามพกเพลงไป test ในแนวที่เราชอบด้วย แล้วเราก็จะได้หูที่ถูกใจเราที่สุดครับ

กรณีที่หูบางอันไม่สามารถลองได้ ก็ต้องพยายามอ่านให้เยอะๆแล้วเทียบ spec กับความต้องการเราน่ะครับอย่าเสี่ยงวัดดวงซื้อ ไม่งั้นจะเศร้าเหมือนกับหลายๆคนที่ได้หูถูกใจในกระทู้ แต่ไม่ถูกใจตัวเองครับ จำไว้ครับไม่มีหูใดดีกว่าหูใด ( ในกรณีเทียบชั้นใน class เดียวกัน ) มีแต่ตรงใจกับไม่ตรงใจเท่านั้นครับ




ผมมือใหม่และยังงงๆ เพราะไม่รู้จะเลืิอกหูฟังแบบไหนดี ???


มีกรณีนึงที่ผมจะเจอบ่อยมากคือ มีคนสนใจอยากลองเล่นหูฟัง และอยากรู้ว่าแต่ละตัวมันแตกต่างกันยังไงแบบไหน แต่เจ้าตัวก็มักจะพูดประโยคนึงเหมือนๆกันเสมอว่า

" หูฟังทุกตัวไม่ได้ให้เสียงเหมือนกันเหรอ...."

แน่นอน มือใหม่ส่วนใหญ่ย่อมเข้าใจกันว่า ของที่แพงกว่าก็คือของที่ทนกว่าของถูกเท่านั้น ยิ่งแพงก็ยิ่งทนว่างั้น และมันก็เคยเป็นความเชื่อสมัยผมยังเด็กๆที่ยังไม่เิริ่มเล่นหูฟังเท่าไหร่ ผมจำได้ว่า ในเวลานั้นผมยังหาหูฟังแบบ 3 อันร้อยใช้อยู่ด้วยซ้ำ และก็เข้าใจว่าหูฟังอย่าง Sony , Panasonic ที่ขึ้นแผงขายกันนั้น มันต้องทนกว่าตัวที่ผมใช้แน่นอน เพราะอันที่ผมซื้อ ใช้ซักพักไม่ถึงเดือนสายก็ขาดในแล้ว แต่ครั้นจะเก็บเงินซื้อของแพงก็ดูลงทุนโดยใช่เหตุ เพราะผมไม่เห็นว่าจะมีผลประโยชน์อันใดที่จะจ่ายแพงขึ้น ทั้งๆที่ได้แค่ความทนทานเพิ่มมาแทน สู้ผมซื้อ 3 อันร้อยสับเปลี่ยนใช้จะสะดวกกว่าเยอะ

กว่าผมจะรู้ว่าอะไรเป็นอะไรก็ใช้ระยะเวลานานพอสมควร เพราะในยุคผม ข้อมูลข่าวสารแทบจะหาได้ยากมาก ลำพังหนังสือเกี่ยวกับเครื่องเสียงก็มีไม่กี่ปก และถึงมีก็หาซื้อยาก และถึงหาซื้อได้ก็อ่านไม่รู้เรื่อง เพราะไม่เคยมีพื้นฐานเกี่ยวกับเรื่องเสียงมาก่อน ไม่เหมือนยุคนี้ที่เป็นยุค IG(Information Globolization) ที่ข้อมูลข่าวสารมีให้ค้นหาได้ทุกที่ ถ้ากระแส Internet มาบูมในยุคที่ผมยังเด็ก ผมก็คงจะมีความรู้เิ่พิ่มเติมมาให้ทุกคนได้ดียิ่งกว่าทุกวันนี้อีกครับ

ทีนี้คำถามที่ผมเจอต่อมาคือ ....

แล้วจะเริ่มต้นฟังตัวไหนดี ???...
เลือกยังไงดี ??
ใช้หูฟังประเภทไหน??


ซึ่งผมก็มักจะถามกลับไปเสมอว่า " แล้วมีงบเท่าไหร่ละ..."

แน่นอน ถ้ายิงคำถามแบบนี้ใส่มือใหม่ ก็ต้องได้คำตอบกลับมาว่า

" ก็เอาถูกๆแล้วกัน..."

เป็นคำตอบที่ร้อยละ 90 จะพูดมาแบบนี้ เหตุผลเพราะ มือใหม่จะไม่รู้ว่าควรลงทุนไปกับหูฟังในระดับไหน เนื่องจากยังไม่มีฐานเบื้องต้นว่า ค่าความพอใจที่จะได้รับจากหูฟังมันควรไปหยุดที่มูลค่าระดับใด บางคนเลยอยากได้หูฟังเริ่มต้นที่เสียงดีที่สุด แต่ราคาไม่แพง เพราะถ้าไม่ชอบจะได้ไม่เจ็บตัวมาก พูดง่ายๆคือยังกลัวๆอยู่นั่นเอง แต่ถ้าถามผมว่าของถูกแล้วดีมีไม๊ ผมก็ต้องบอกว่ามันมีครับ แต่ มันก็จะย้่อนไปอีกคำถามว่า

" ถ้ามันถูกแล้วดี แต่ไม่ถูกใจคุณละ จะทำยังไง ??"

ดังนั้นจุดสำคัญก่อนจะซื้อไม่ว่าจะยังไง เราก็ควรจะลองด้วยตัวเองก่อน เพียงแต่การถามผู้ที่รู้จะช่วยย่อยให้หูฟังที่เราเล็งที่จะลองมันลดน้อยเหลือแค่ไม่กี่ตัวเท่านั้น ถ้าให้ลองทุกตัวก็คงจะมึนกันไปข้างแหละครับ ฟังต่อเนื่องเยอะๆหลายๆตัวในวันเดียวกัน บางทีมันก็จะมีอาการเมา Signature ของหูฟังกันบ้าง ผมเองก็ยังเคยเป็นอาการแบบที่ว่าเหมือนกัน ดังนั้นก่อนจะซื้อหูฟังใดๆ เราควรจะมาทำความเข้าใจที่ตัวเราก่อนแล้วกันน่ะครับ


http://www.headphone.com/images/10best.jpg






เริ่มต้นเลือกหูฟังอย่างไรดี????


ผมเคยเจอมือใหม่ที่งงๆกับตัวเองนิดหน่อย คือ ไม่รู้ว่าตัวเองชอบฟังเพลงแนวไหน ไม่รู้ว่าชอบเบส ชอบเสียงสูง หรือชอบเสียงกลาง และก็ไม่รู้ว่าจะใช้งาน earbud , in-ear หรือ full-size ดี เพราะไม่เคยใช้เพื่อเปรียบเทียบกันมาก่อน ซึ่งเรื่องนี้ผมว่าไม่ผิดนะครับ เพราะบางคนก็ยังค้นหาตัวเองไม่เจอ จะเห็นได้ว่ามีหลายๆคนที่ใครบอกอันไหนดีก็พากันซื้ออันนั้นหมด ทั้งๆที่ตัวเองอาจจะไม่ได้กำลังชอบก็ได้ แต่ก็ใช้เพราะใครๆเค้าก็ว่าดีกัน



ดังนั้นสิ่งแรกที่ควรจะดูก่อนเลือกหูฟังทุกครั้งคือ



1. งบประมาณในการซื้อ

แน่นอนครับ เงินคือสิ่งสำคัญในการเลือก และถือเป็นอันดับแรกก่อนจะลงมือซื้อหูฟังเลยทีเดียว ยิ่งมือใหม่ที่ไม่รู้ตัวเองว่าชอบเสียงแบบไหน ชอบอะไรยังไง ก็ควรจะมองเงินในกระเป๋าเราไว้ก่อนเป็นหลัก การเลือกซื้อของถูกๆไม่ใช่สิ่งที่ผิดหรือไม่ดี เพราะการได้ของดีๆในราคาถูกนั้น นอกจากจะคุ้มแล้ว จะทำให้เราเข้าใจเหตุผลด้วยว่า ทำไมของที่ดีราคาถึงแพง และข้อแตกต่างมันอยู่ที่ตรงไหนบ้างนั่นเอง
การซื้อหูฟังมาฟังเพลงซักตัวนึง ก็อย่าให้ต้องลำบากขนาดไปหยิบยืมใครมาซื้อเลยนะครับ เพราะมันจะทำให้เรากลายเป็นคนฟังเพลงแล้วมีทุกข์มากกว่าจะมีความสุขครับ


2. ความเหมาะสมในการใช้่งาน

ความเหมาะสมในที่นี้หมายถึง เรา ใช้หูฟังที่ไหนบอกกว่ากัน เช่น ออกจากบ้านบ่อยๆ ฟังเพลงนอกบ้านเป็นส่วนใหญ่ หรือ อยู่ในที่ที่เสียงดังมากๆ หรือ อยู่ฟังเพลงที่บ้านมากกว่า ซึ่งการเลือกแบบนี้ก็จะช่วยตัดตัวเลือกในส่วนของรูปแบบหูฟังออกไปได้เป็นส่วนใหญ่ อย่างเช่น ถ้าเราอยู่บ้านมากกว่า ก็ควรเลือกหูฟังที่เป็นแบบ Full-size ใส่สบายๆ ให้่ image ที่ใหญ่ครบถ้วน แต่ถ้าออกนอกบ้านเป็นส่วนใหญ่ ก็เลือกเป็นแบบ Earbud หรือ In-ear ก็ได้ ตามแต่สถานการณ์ แต่ดูจากปัจจุบัน ผมว่า In-ear น่าสนใจกว่าเยอะครับ เพราะนอกจากจะกันเสียงแล้ว ยังป้องกันไม่ให้เสียงไปกวนคนรอบข้างด้วยครับ ส่วนเรื่อง in-ear อันตรายหรือไม่ยังไง เดี๋ยวค่อยไปว่ากันอีกทีในช่วงเกี่ยวกับรายละเอียดหูฟังแต่ละปรเภทนะครับ ก็คงจะอยู่แยกไปอีกบทความนึง ถ้าลงในนี้หมดคนไม่อ่านแน่นอน เพราะมันจะเยอะจัด



ทีนี้พอเราตั้งต้นได้แล้ว เราก็มาเริ่มดูตัวเองต่อว่า เราเป็นคนชอบเสียงแนวๆไหนมากกว่า เอาง่ายๆ ให้ลองหาเพลงที่ชอบแล้วเอาไปลองกับหูฟังตัวนั้นๆดู ลอง test ดูว่า อารมณ์ของเพลงได้ตามที่เราต้องการหรือเปล่า มีอะไรขาดเหลือไปไม๊ เช่น เบสน้อยไป เสียงสูงขาดไป อะไรทำนองนี้ แล้วค่อยมาค้นหาหูฟังที่เราต้องการทีหลัง ก็จะทำให้เราช่วยเลือกหูฟังมาใช้ได้ง่ายมากขึ้น





แล้วหูฟังที่จะเรียกได้ว่าดี ควรเป็นอย่างไร
????



หลายๆคนก็พากันสงสัยว่า แล้วแบบไหนเราถึงจะเรียกได้ว่า มันเป็นหูฟังที่ดี ถามแต่ละคน ก็พูดไม่เหมือนกันซักคน บ้างก็ว่ายี่ห้อนั้นรุ่นนั้นดี เบสตรึมเสียงเร้าอารมณ์ อีกคนก็บอกว่า รุ่นนั้นยี่ห้อนี้ดีกว่า เสียงใสโล่งโปร่งสบาย ..ทำให้คนเล่นใหม่ๆ บางคนถึงกับมึน ไม่รู้จะเชื่อใครดี ดังนั้นเรามาดูกันก่อนว่า หูฟังที่เข้าลักษณะแบบใด ถึงจะเรียกว่าหูฟังที่ดี



ลักษณะหูฟังที่เีรียกว่าดีได้ต้่อง...



- ให้เสียงครบทุกย่าน

การให้เสียงครบทุกย่านคือ ต้องมีเสียงสูง กลางและต่ำที่ครบถ้วนชัดเจน และมี balance ที่ดี ไม่ใช่เสียงย่านใดย่านนึงเด่นนำ หรือ ด้านในด้านนึงห้วนหายไปแบบนั้นเรียกยังไม่ดีครับ เพียงแต่อาจจะถูกใจคนบางคนและ match กับบางเพลงเ่ท่านั้นเอง แต่มันก็ขาดธรรมชาติของดนตรีที่แท้จริง เพราะดนตรีต้องมีครบทุกย่านเสียงครับ

ดังนั้นหูฟังที่เบสเยอะๆ ไม่ได้แปลว่า หูฟังตัวนั้นเสียงดีครับ เบสยิ่งเยอะ มันก็ยิ่งกวนย่านอื่นครับ


- ให้ Dynamic ที่ดี

Dynamic ถ้าจะพูดกันสั้นๆ มันก็คือ "เสียง" เพียงแต่คำว่า Dynamic มันต่างกับ คำว่า sound ตรงที่ Dynamic จะพูดถึงรูปลักษณ์ในการแสดงออกเป็นภาพพจน์(image)ของเสียง ( งงไม๊ครับ ) แต่ส่วนใหญ่เรื่อง Dynamic นี่ มันมีผลจาก system เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เพราะ Dynamic มักจะตอบสนองต่อกำลังขับ ถ้า System มีกำลังขับที่ดี ก็จะให้ Dynamic ที่ดีตามไปด้วย สังเกตง่ายๆ อันไหน Dynamic ดี ก็จะมีรูปร่าง
ของมวลเสียงที่ดี เป็น Shape ที่สมบูรณ์ ไม่มีขอบเสียงไปกวนย่านอื่นๆ ราวๆนั้น

ทีนี้หูฟังบางตัวเนี่ย ไม่สามารถถ่ายทอด Dynamic ออกมาได้ ส่วนนึงก็มาจากวัสดุที่นำมาใช้ทำ Driver ไม่ดีพอ และยังสายที่อั้นกำลังไม่ให้ถ่ายทอดสัญญานไฟฟ้าได้เต็มๆ ทำให้หูฟังตัวนั้นมี Dynamic ที่ไม่ดี เอาไปต่อกับ System อะไรก็ไม่เข้าท่า ดังนั้นการเลือกหูฟัง จุดนี้ก็สำคัญครับ แต่อาการพวกนี้มักไม่ค่อยเกิดกับหูฟังแพงๆเท่าไหร่นัก




- มีการ Focus ที่ดี

แล้ว Focus มันคืออะไร..??? Focus ก็คือจุดรวมที่ก่อให้เกิดผลภาพที่ชัดเจนที่สุด มันก็เหมือน Focus ของกล้องถ่ายรูปแหละครับ ที่ต้องปรับให้มันชัดก่อนจะถ่าย หลายคน อาจจะสงสัยว่า หูฟังมันจะมี Focus ไปทำไม สำคัญขนาดไหน...
จริงๆเรื่องการ Focus ผมค่อนข้างให้ความสำคัญในอันดับต้นๆเลยนะครับ เพราะหูฟังที่ดีจริงๆ ต้อง Focus เสียงดีด้วย อย่าลืมว่า เพลงที่เราฟังเป็นระบบ Stereo ไม่ได้เป็นระบบ Mono และการจะทำให้เกิดเสียงที่เป็น Stereo เป็นมิติได้นั้น ก็ต้องรวมเอา เสียงจากลำโพงซ้าย และลำโพงขวาเข้ามาชนกันที่จุดกึ่งกลางซึ่งก็จะได้เสียงแบบ Stereo นั่นเอง ลองนึกภาพว่า ถ้ามันไม่สามารถ Focus ได้ดี มันจะเป็นยังไง...
แน่นอน เสียงต้องเบลอ ขุ่น ฟังแล้วมึนงง บ้างก็จะกลวงบาง แบน โหรง เพราะไม่สามารถ Focus ให้ image อยู่ในระดับที่พอดิบพอดีได้ สังเกตง่ายๆ หูฟังที่ Focus ดีๆบางทีไม่มีมวล แต่กลับรู้สึกว่ามันชัด รู้สึกมีเนื้อๆเน้นๆ ทั้งๆที่ปราศจากมวลมาห่อหุ้ม
ดังนั้นสิ่งแรกที่จะบอกได้ว่ามันดีจริงๆหรือเปล่า ก็ต้องดูที่การ Focus นี่แหละครับ



- มีการรับประกันที่ดี

หูฟังที่ไม่มีการรับประกัน จะซื้อทำไมจริงไม๊ครับ ของดีจริงต้องกล้ารับประกัน เพราะถ้าใช้ไปแล้วเกิดสายขาดใน หรือหูฟังมีปัญหา เราก็จะได้อุ่นใจที่สามารถนำไปเคลมได้ ซึ่ง ส่วนใหญ่หูฟังที่ดีๆ มักจะมีการรับประกันอยู่แล้วครับ แต่เรื่องระยะเวลาก็ว่ากันไป หลักๆจะอยู่ที่ราวๆ 1 ปีครับ ซึ่งก็มีการรับประกันที่ไม่เหมือนกันด้วย บางที่ก็รับประกันทุกส่วน เปลี่ยนใหม่ได้หมด แต่บางที่ก็รับประกันบางส่วน ถ้าเคลมต้องรอซ่อมอะไรทำนองนี้ ตรงจุดนี้ก็แล้วแต่ครับ นโยบายบริษัทมาแบบนั้น ก็ว่าๆกันไป แต่ขอแค่มีประกันก็โอเคแล้วครับ
ในกรณีที่ประกันร้าน ไม่ได้เป็นประกันจากบริษัทตัวแทนจำหน่าย ก็เลือกร้านที่ดูดีและน่าเชื่อถือหน่อยก็จะดีครับ เพราะอย่างน้อยร้านที่น่าเชื่อถือ ก็ดูแลเรื่องการเคลมหูฟังให้เราได้ครับ




จำไว้เสมอครับว่า หูฟังทุกตัวให้เสียงไม่เหมือนกัน แม้ใช้ Driver เดียวกัน แต่เพียงแค่เปลี่ยนสาย หรือระยะห่างของ driver กับหูเราห่างกันมากขึ้น ก็จะทำให้เสียงเปลี่ยนไปได้ในทันที และหูฟังแพงๆก็มีเหตุผลของความแพงเช่นกันครับ ทั้งราคาวัสดุ การออกแบบและหลายๆอย่าง แต่ก็ไม่ได้แปลว่า หูฟังแพงๆจะให้เสียงที่ดีหมดทุกตัว หูฟังที่ราคาสูงบางตัวแต่ให้เสียงที่ไม่ค่อยเข้าท่าก็มี ของพวกนี้อยู่ที่ Audiologist และ Engineerที่เป็นผู้ปรุงแต่งและออกแบบครับว่า จะทำออกมาได้แบบใด แต่ส่วนใหญ่แต่ละบริษัทก็มักจะจูนให้มีบุคลิกเป็นไปในตามที่บริษัทต้องการ ดังนั้น บุคลิกของหูฟังใน line ของบริษัทส่วนใหญ่ จึงมักจะมี Signature เฉพาะที่ทำให้หูฟังใน series เดียวกัน มี Signature ไปในทิศทางเดียวกันได้ ทำให้คนที่เล่นหูฟังเวลาต้องการอยากได้บุคลิกแบบนี้แต่เสียงดีกว่าเดิม ก็ยอมที่จะจ่ายแพงกว่าเพื่อไปเล่นรุ่นที่สูงกว่าครับ

อ่านจบหมดแล้วก็น่าจะได้ไอเดียและความเข้าใจขั้นต้นในการเลือกหูฟังนะครับ ส่วนรายละเอียดเกี่ยวกับประเภทหูฟังต่างๆก็ต้่องไปอ่านกันงวดหน้าครับ



http://gadgets.boingboing.net/gimages/headphone_musume.jpg