แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Review แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Review แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2552

Review หูฟังพลังเบสสุดเยี่ยมกับ Monster Turbine

http://news.digitaltrends.com/images/stories/2008/11/18405/monster-unveils-turbine-in-ear-speakers-1.jpg



เห็นกล่องของ Monster Turbine ครั้งแรกผมถึงกับตกใจเลยครับ เพราะกล่องดูหรูหราเอามากๆ ตัวหูฟังเองก็ Design ได้สวยมากๆ วัสดุที่ใช้ก็ดูดีมากเป็นอลูมีเนียมที่หนักพอตัว แถมการเก็บรายละเอียดแต่ละส่วนก็ทำได้เนี้ยบและดูดีทั้งหมด กระทั่ง Pounching ก็ ดูดีไปด้วย เสียอย่างเดียวตรงช่วงวงสีที่แสดงว่าอันไหนเป็นข้างซ้าย อันไหนเป็นข้างขวา มันดูวงเล็กไปนิดจนไม่ค่อยเด่น เล่นเอาผมหาไม่เจอว่าซ้ายขวาอยู่ไหนตั้งหลายวัน เพิ่งจะมาถึงบางอ้อเมื่อไม่กี่วันมานี้เองครับ ปรกติผมต้องส่องดูด้านใต้หูฟังเอา เพราะมันจะมีเขียน L กับ R ไว้ กว่าจะรู้ว่าเค้าทำสีเป็นสัญลักษณ์ไว้ให้แล้วก็ตอนที่กำลังจะ review นี่แหละครับ ( น่าอายจัง )


ในตอนแรกที่ผมได้ยินชื่อว่ามาจากค่าย “Monster” ทีเด่นเรื่องทำสายที่ให้เสียงหนาๆ ทำให้ผมคิดว่า Monster Turbine ไม่ น่าจะให้ย่านสูงได้ดี เพราะเทียบเอากับหูฟังจากค่ายอื่นๆที่เด่นเรื่องเบส ก็มักจะไปเด่นเรื่องย่านสูง แต่พอได้ฟังปั๊บ ก็ต้องเปลี่ยนความคิดทันที เพราะตัว Monster Turbine ให้เสียงย่านสูงได้ดีผิดกับที่คิดไว้มากเลยทีเดียวครับ



เสียงสูงของ Monster Turbine ชัดเจนและเป็นประกายดีมากๆ แม้จะไม่เท่าพวกหูฟังแบบ Balance Armature ก็ตาม แต่ Driver แบบ Dynamic เน้นเบส ทว่ายังรักษาคุณภาพย่านสูงได้ดีขนาดนี้ถือว่าหาได้ยากทีเดียวครับ จุดเด่นในส่วนย่านเสียงสูงของ Monster Turbine คือตรงส่วนของหัวโน้ต หรือ Dynamic-Impact ที่ ให้ความชัดเจนได้ดีมากๆ ดังนั้นเสียงย่านสูงจะให้ความชัดเจนและน้ำหนักที่ดี โดยเฉพาะไลน์กีต้าร์ที่เวลากรีดลงแต่ละครั้งก็จะได้ยินเสียงชัดและรับรู้ถึง ตัวตนของกีต้าร์ได้ดีเอามากๆ กีต้าร์ทั้งพลิ้ว เป็นตัวเป็นตน ไม่มีเสียงจัดจ้านให้ระคายหู เสียดายนิดนึงตรงย่านสูงยังขึ้นได้ไม่สุด แต่ก็ถือว่าคุณภาพเหนือกว่าหูฟังหลายๆตัวเลยทีเดียวครับ โดยเฉพาะหูฟังในระดับราคาใกล้ๆกัน



http://content.monstercable.com/product_content/Turbine/turbine1.png



เสียงตระกูลไฮแฮทและแฉเองก็มีความชัดเจนอยู่ในขั้นดีมากๆทีเดียว โดยเฉพาะการให้รายละเอียดของแฉที่ปรกติเป็นข้อด้อยของพวก Driver แบบ Dynamic ที่เป็นสายเน้นเบสเป็นหลัก เพราะพวกนี้มักจะให้เสียงแฉที่ติดขุ่น บ้างก็บาง ฟังแล้วรู้สึกเหมือนแฉไม่ค่อยออก แต่ตัว Monster Turbine ให้เสียงแฉได้ชัดเจนเอามากๆ แม้จะเก็บรายละเอียดได้ไม่เท่ากับ UE Triple.fi 10 pro แต่ ก็ไม่ด้อยกว่าหูฟังตัวอื่นๆในระดับสูงๆแน่นอนครับ แถมจังหวะของไฮแฮทก็มีความชัดเจนมาก ฟังแล้วรับรู้ถึงน้ำหนักที่แตกต่างระหว่างแฉและไฮแฮทได้สบายๆ แถมหูฟังยังแยกชิ้นดนตรีได้ดีอีก ทำให้ได้ยินเสียงแฉในแต่ละใบได้อย่างชัดเจน ไม่มาปะกันจนฟังไม่รู้เรื่องแม้แต่นิดเดียวครับ


เสียงกลางของ Monster Turbine จะไม่ได้เน้นมวลเยอะมากมาย แต่เน้นขนาด image ที่ใหญ่ ผมว่าใหญ่ใกล้เคียงกับพวก Full-size บางรุ่นด้วยซ้ำครับ แต่ด้วยความที่ขนาดใหญ่ ทำให้รูปร่าง image จะดูไม่สมส่วนเท่าไหร่ โดยเฉพาะพวกเสียงร้อง ทำให้ image ของ เสียงร้องเลยจะออกเป็นแบบวงรีเล็กน้อย แต่เนื้อของเสียงดีมากทีเดียวครับ ไม่ได้กลวงเหมือนหูฟังหลายๆตัว สไตล์เสียงร้องจะออกติดขุ่นเล็กน้อย แต่ได้ย่านสูงมาช่วยชดเชยทำให้มันไม่รู้สึกขุ่นมาก เสียง Vocal ก็เลยชัดเจน และออกโทนติดนุ่มหน่อยนึง คนที่ฟังเพลงแล้วไม่ชอบเสียงย่านสูงจัดๆที่กัดหูน่าจะฟังตัวนี้ได้ไม่ยากครับ


ที่ชอบอยู่อย่างคือเวลาฟังเพลงที่ Vocal เด่นๆ แล้วมีเสียงผู้หญิงร้องเป็นหลัก เสียงกลับไม่ขุ่นมากครับ กลับกลายเป็นเสียงออกชัดใสและชัดเจนมากๆ แถมยังออกโทนหวานๆใสๆด้วยซ้ำครับ การ Focus ของ image เสียง ร้องก็ทำได้ดีครับ มีความเป็นตนชัดเจนและอยากตัวโดดเด่นแบบได้ยินชัดเจนทีเดียว ในขณะที่เวลาฟังเสียงนักร้องชายที่โทนออกทางลงต่ำๆก็ให้ความรู้สึกถึงย่าน ต่ำๆได้ดีแบบไม่มีปัญหาครับ เป็นหูฟังที่ครบเครื่องอย่างน่าแปลกทีเดียว


เสียงกลองเองก็ค่อนข้างเด่นเอามากๆครับ impact ของกลองจัดได้ว่าดีมากๆครับ น้ำหนักที่ลงมีความชัดเจนเวลาไม้กระแทกลงบนหนังหน้ากลอง ปลายเสียงก็ยังทอดตัวต่อโดยไม่มีอาการห้วน หรือ “แป้ก” เหมือนกับ Shure E4C ด้วยครับ เนื้อของเสียงจะออกหนาๆหน่อย ทำให้เสียงสแนร์เลยดูหนาไปด้วย จะรู้สึกเลยว่าสแนร์มันจะไม่ใสมาก ออกแนวแน่นๆมากกว่า


เสียง เบสถือว่าเป็นเสียงที่เด่นที่สุดสำหรับหูฟังตัวนี้ทีเดียว เพราะเบสมีความแน่น ชัดเจน แถมยังให้ปริมาณที่ค่อนข้างเยอะเอามากๆด้วย เบสให้รูปร่างที่ดีเอามากๆ และยังเก็บรายละเอียดได้ดี ช่วงที่เด่นๆจะเป็นช่วง impact เบส และช่วงของ Deep เบส ที่ทั้งกระแทกกระทั้นได้ดี และลงได้ลึก ตัว Middle เบส ให้น้ำหนักที่ชัดเจนและปริมาณเนื้อเยอะเอามากๆ เบสถ่ายทอดได้ดีต่อเนื่องไม่มีอาการเก็บตัวเร็วแม้แต่อย่างใด การถ่ายน้ำหนักจากหนักไปเบา โดยเฉพาะช่วงที่เบสกระแทกเข้ามา และค่อยๆผ่อนจางหายไป ก่อนที่ลูกใหม่จะพุ่งกระแทกอีกครั้งนั้น ทำได้ดีมากๆ มีการไล่จากหนักไปเบาได้ชัดเจน ไม่มีอาการเนื้อเบสกลวงหายไประหว่างที่เบสผ่อนตัวเลยแม้แต่นิดเดียว แต่เนื้อเบสช่วง Middle อาจจะยังไม่แน่นและเดินได้ลื่นไหลเท่ากับของ Shure SE530 และ Shure E5C นะครับ นอกนั้นไม่ด้อยกว่าแน่นอน


ที่น่าประทับใจมากๆคือเบสไม่กวนเสียงกลางเลยทั้งๆที่ขนาด image เบสก็ไม่ใช่น้อยๆ แถมยังให้รายละเอียดได้ชัดเจนมากๆ ส่วนที่เป็นเสียง Drum Bass เวลามือกลองเหยียบลงบนกระเดื่องแต่ละครั้ง เสียงจะให้น้ำหนักที่แตกต่างกับกีต้าร์เบสที่มือเบสคอยสไลด์ไล่ตามจังหวะของ Drum Bass อย่าง ชัดเจน โดยเฉพาะเวลาเจอเพลงที่มีช่วงลงกระเดื่อง กับช่วงที่มือเบสเดินเบสตามจังหวะกระเดื่อง เสียงจะแตกต่างกันแบบรู้ได้เลยครับว่า ช่วงนี้เป็นช่วงที่เบสกำลังไหลตามกระเดื่อง ส่วนช่วงนี้เป็นช่วง kick Drum Bass แบบ เปล่าๆ ในขณะที่เสียงพวกนี้ถ้าไปฟังกับหูฟังรุ่นอื่นๆ แทบจะแยกเสียงของกระเดื่องกับกีต้าร์เบสไม่ออกเลยทีเดียว ทั้งๆที่ปริมาณเบสใกล้ๆกับของ Monster Turbine เอามากๆ แต่คุณภาพยังถือว่าห่างกับเยอะพอสมควร



เห็นชมขนาดนี้แต่ตอนแกะกล่องออกมาใหม่ๆนี่ เบสบวมมากครับ โดยเฉพาะช่วง Middle เบสที่มีเสียงปลายเบสครางออกมาตลอดเวลา ต้อง burn ถึง 200 ชั่วโมง ทีเดียวครับ อาการเบสครางถึงจะหายและกลายเป็นเบสที่มีคุณภาพดีเอามากๆ ข้อเสียมีอย่างเดียวคือ ขนาดของเบสไม่ค่อยสัมพันธ์กับขนาด image ของพวก Vocal เท่าไหร่ ไม่เหมือนตัว HD650 ของ Sennheiser ที่ตัวนั้นจะให้ Balance ของ image ใน แต่ละชิ้นดนตรีได้ดีกว่า พอเสียงเบสมันดูใหญ่กว่าเสียงร้อง ก็ทำให้เบสตัวนี้ค่อนข้างจะเด่นล้ำกว่าทุกๆย่านครับ บางคนเลยอาจจะไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ เพราะให้ความรู้สึกเหมือนว่าเบสมันเยอะเกินไป แต่ถ้าฟังไม่ดังมาก หรือฟังดีๆจะรู้สึกว่าน้ำหนักมันกำลังดีอยู่แล้ว ติดที่ขนาดมันใหญ่ไปหน่อยเท่านั้นเอง ถ้าเราขนาด image ของเบสได้ ตัวนี้จะลงตัวสุดๆเลยครับ



มิติโดยรวมของ Monster Turbine อาจจะไม่ได้ให้ Soundstage ที่กว้างสุดกู่เหมือน Super.fi 5 pro และไม่ได้มิติเสียงกลางที่ลึกเหมือน SE530 แต่ Style การให้มิติจะคล้ายๆไปทาง Shure E5C เอามากๆครับ เพราะจะเน้นออกทางด้านข้างมากกว่าขึ้นไปด้านบน soundstage ถือว่ากว้างและอยู่ในเกณฑ์ที่ดีทีเดียว แต่ด้วยขนาด image ของเสียงร้องและ เบสที่ใหญ่หน่อย ทำให้รู้สึกว่ามิติเสียงกลางจะไม่ค่อยลึกเท่าไหร่ จุด เด่นของตัวนี้จะอยู่ที่การแยกชิ้นดนตรีที่วางแยกออกจากกันได้ดีมากๆ ค่อนข้างเป็นเอกเทศด้วยครับ ชิ้นดนตรีนี่ไม่มีมาปนกันให้น่ารำคาญเลย การแยกชิ้นดนตรีหลายๆชิ้นจะลึกเข้าไปเป็น 3 มิติ ด้วยซ้ำครับ โดยเฉพาะพวกกลองที่อัดมาดีๆ และวางตำแหน่งไว้ดีๆ จะรู้สึกถึงตำแหน่งกลองในแต่ละส่วนเลยครับ ทั้งตำแหน่งของทอม แฉ และไฮแฮท ที่ค่อนข้างจะให้ความชัดเจนในเรื่องนี้ที่สุด ข้อเสียอย่างแรกคือ โทนโดยรวมจะออก Dark หน่อยๆ คนที่ชอบเสียงแบบโปร่งโล่งสบายอาจจะไม่ชอบเท่าไหร่ อีกอย่างคือเวลาที่ชิ้นดนตรีขึ้นมาเยอะๆมาก เสียงพวกกลองมักจะโดนกลืนเป็นบางช่วงครับ แต่ก็เล็กน้อยกว่าของ Denon C551 ที่ทางนั้นโดนกลืนหายไปแบบฟังไม่รู้เรื่องเลย เพราะของ Monster Turbine ยัง พอได้ยินบ้าง แต่ย่านอื่นไม่มีปัญหาครับ โดยเฉพาะไฮแฮเวลาเคาะรัวๆ แม้จะมีชิ้นดนตรีเยอะๆก็โดดขึ้นมาเด่นแบบไม่กลมกลืนไปกับเสียงใดๆง่ายครับ การแยกชิ้นดนตรีโดยรวมเลยจัดได้ว่าดีมากสำหรับหูฟัง In-ear แบบ Dynamic



ถ้าใครกำลังหาหูฟังที่ให้เสียงครบๆเครื่องและเด่นในเรื่องเบสโดยเฉพาะ สามารถฟังได้หลากแนว แถมราคาไม่โดดเว่อร์จนเกินกว่าจะซื้อมาเป็นเจ้าของได้ ตัว Monster Turbine ก็น่าจะเก็บไว้เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกเลยทีเดียว

http://news.ecoustics.com/bbs/messages/10381/544177.jpg

วันพฤหัสบดีที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

Review Player ที่หลายๆคนสนใจกับ Cowon S9

=

Cowon S9 เป็นหนึ่งใน Player ที่ได้รับการจับตามองตั้งแต่ก่อนวางตลาดด้วยซ้ำ โดยเฉพาะที่เกาหลีและอเมริกา ถือว่าเป็น Player ที่คนให้ความสนใจเยอะเอามากๆเลยทีเดียว โดยเฉพาะสาย Antipod ส่วนนึงก็น่าจะมาจากอนิสงค์ที่ Cowon D2 และ iAudio 7 ทำเอาไว้ได้ดีมา ทำให้หลายๆคนสนใจในตัว S9 ที่เป็น Touch Screen Mp3 Player Design แบบใหม่ และใช้จอแบบใหม่ที่เรียกกันว่า Active Matrix OLED ( AMOLED ) ซึ่งจะทำให้สีสดกว่าจอ LCD ธรรมดาทั่วไปมาก ซึ่งเรื่องจอเดี๋ยวเรามาว่ากันทีหลัง เพราะรายละเอียดอาจจะต้องคุยกันยาวนิดนึง


ด้วยความที่เป็น Player ไม่ได้เป็นหูฟัง ดังนั้นผมจะพยายาม review เก็บรายละเอียดหน่อย เพราะมันมีส่วนของ fuction การทำงานอื่นๆด้วย ซึ่งพวกโปรแกรมเสริมอื่นๆผมจะไม่พูดถึง เพราะยังไม่มีเวลาค้นหา เอาไว้มีเวลาเยอะค่อยว่ากันอีกทีนะครับ โดยในส่วนของ Review ผมจะแบ่งออกเป็น 3 Part หลัก เพื่อให้ง่ายต่อการอ่าน และการพิมพ์ มาว่ากันที่ส่วนแรกกันก่อนแล้วกันครับ




PART 1 ส่วนประกอบภายนอก





ตัวเครื่อง Cowon S9 มีน้ำหนักที่ค่อนข้างจะเบาเอามากๆ เพราะทำจากพลาสติกล้วนๆ โดยส่วนฝาหลังจะเป็นพลาสติกแบบดำด้าน ส่วนด้านข้างจะลงสีเทาแบบ Metalic เงา งานประกอบดูแน่นหนาดี ตัวที่ผมได้มาจะไม่ได้เงาแบบในรูปนะครับ ของผมจะเป็นสีเทาออกด้านๆหน่อย ดูแล้วน่าจะรักษาได้ง่ายกว่าตัวเงาๆน่ะครับ แต่แบบเงาๆนั่นก็ดูสวยดีเหมือนกัน ตัวปุ่มกดก็ทำได้ดูแข็งแรงดีครับ สัมผัสการกดลงปุ่มจะรู้สึกว่ามันแข็งๆหนืดๆหน่อย โดยเฉพาะปุ่มกลางที่เป็นปุ่ม Pause / Play จะค่อนข้างแข็งกว่าปุ่มอื่นๆ แต่ก็ไม่ได้กดยากจนน่ารำคาญนะครับ แค่มันแข็งไปหน่อยเท่านั้นเอง



ด้านล่างจะเป็นช่องเสียบหูฟัง , USB และ ปุ่ม Power กับ Hold ซึ่ง ปุ่ม Power กับ Hold จะเป็นลักษณะแบบ Slide เหมือนของ PSP คืิอ ผลักไปด้านนึงก็จะเป็นการเปิดเครื่อง พอผลักอีกด้านก็จะเป็นการ HOLD ล๊อคปุ่มและหน้าจอ การ Slide ค่อนข้างลื่นดี แต่ตอบสนองช้ากว่าตัวรุ่นพี่อย่าง Cowon O2 ที่ผลักปุ๊บก็ติดปั๊บ เพราะตัว S9 จะ Delay นิดนึง แต่ก็ไม่ช้าน่ารำคาญแต่อย่างใด



ตัวแจ๊ค 3.5mm จะอยู่ช่วงกลางระหว่างปุ่ม Power และช่องเสียบ USB โดยจะถอยเข้าไปเป็นช่องอยู่ด้านในนิดนึง หนแรกที่เห็นผมคิดในใจเลยว่า มันต้องมีปัญหากับแจ๊คบางรุ่นที่เป็นหัวโดๆโดยเฉพาะของ Canare แน่ๆ แต่พอลองเสียบดูกับรู้สึกผิดคาด เพราะว่าทาง Cowon Design เอาไว้ได้ดีมากๆ พอลองเอาแจ๊คเข้าไปมันจะพอดิบพอดีเป๊ะ เหมือนออกแบบโดยใช้หัว Canare เป็นตัวยืนพื้น เพราะช่วงเหลี่ยมช่วงมุมเข้าล๊อคพอดิบพอดีได้อย่างน่าประหลาด ไม่มีอาการค้ำจนเสียบไม่เข้าแต่อย่างใด เรียกว่างาน Design ตรงนี้มาจากผู้ที่เชี่ยวชาญจริงๆ เพราะโดยส่วนใหญ่มักจะไม่ค่อยรู้เีรื่องนี้กันเท่าไหร่



น่าเสียดายอยู่อย่างที่ช่องเสียบ USB ดันไม่ได้เป็นแบบ Mini USB แต่เป็นหัวต่อเฉพาะของทาง Cowon เอง ซึ่งผิดฟอร์มไปจากรุ่นอื่นๆที่ให้เป็นแบบหัว Mini ซะเป็นส่วนใหญ่ ทำให้ต้องระวังเรื่องสาย ห้ามหาย ห้ามขาด ห้ามเจ๊ง ไม่งั้นมีเครียดกันอย่างแน่นอน





ส่วนของจอภาพ



อย่างที่ผมเกริ่นไว้ในตอนต้น จอของ Cowon S9 เป็น AMOLED แน่นอนว่า คุณภาพของสีจะต้องเหนือกว่าจอ LCD ธรรมดาๆทั่วไป ทั้งยังมีมุึมมองที่กว้างกว่า ประหยัดพลังงานกว่า แถมยังดูในที่ที่แสงสว่างมากๆได้ เพราะจอแบบ OLED สามารถเปล่งแสงได้ด้วยตัวเอง ผิดกับพวก LCD ที่ต้องอาศัยแสงจาก Backlight ทำให้เปลืองพลังงานมากกว่า องศาในการมองก็แคบกว่า แถมสีก็จะด้อยกว่าอีกด้วย ดังนั้น OLED จึงเป็นอนาคตใหม่สำหรับจอภาพในปัจจุบัน




แล้วจอแบบ OLED คืออะไร ?



อันที่จริง ส่วนที่เป็นรายละเอียดของ OLED เนี่ย มันจะเยอะเอามากๆ และบางส่วนก็อาจจะไม่ค่อยจำเป็นเท่าไหร่ ดังนั้น ผมจะพยายามย่อยและย่อสรุปให้ได้ในใจความที่สุดและเสียเวลาในการอ่านน้อยที่สุดนะครับ ใครไม่สนใจก็ข้ามๆไปได้เลย


OLEDs หรือชื่อเต็มๆว่า Organic Light-Emitting Diodes ก็คือจอภาพที่ประกอบไปด้วยแผ่นฟิล์มบางๆของสารประกอบอินทรีย์ สามารถเปร่งแสงได้ด้วยตัวเองเมื่อได้รับพลังงานไฟฟ้า โดยจะมีโครงสร้างลักษณะคล้ายๆกับแซนด์วิช โดยภายในจะประกอบไปด้วยสารกึ่งตัวนำไฟฟ้าที่เป็นของแข็งที่ำทำจากวัสดุ อินทรีย์ซึ่งมีทั้งที่เป็น Polymer และ Small Molecule โดยจะมีความหนาราวๆ 100-500 นาโนเมตร พูดง่ายๆคือบา่งกว่าผมคนถึง 200 เท่าเลยทีเดียว จริงๆโครงสร้างของ OLED อาจจะมีทั้งแบบ 2 ชั้น หรือ 3 ชั้นก็ได้ แต่ในตัวอย่างที่ผมให้ดูจะเป็นแบบ 2 ชั้น




แล้วจอแบบ OLED มีกี่แบบ ?


https://www.msu.edu/~dunnjam7/oled-passive.gif https://www.msu.edu/~dunnjam7/oled-active.gif



จอแบบ OLED จะถูกแบบออกเป็นสองแบบหลักๆ คือ


แบบแรก ที่เรียกว่า PMOLED หรือ Passive Matrix OLED


แบบที่สอง ที่เรียกว่า AMOLED หรือ Active Martix OLED ซึ่งเป็นแบบที่ใช้ใน S9 นั่นเอง



ข้อแตกต่างระหว่างจอ OLED ทั้งสองแบบนี้คือ




ในส่วนของการผลิต PMOLEDทำได้ง่าย AMOLEDทำได้ยุ่งยากกว่า

การใช้พลังงาน PMOLEDมากกว่าแต่น้อยกว่า LCD AMOLED น้อย

ขนาดของจอ PMOLED ไม่เหมาะกับจอขนาด ใหญ่ AMOLEDเหมาะกับการทำจอขนาดใหญ่



[ ในส่วนของจอ S9 ]


จอของ Cowon S9 นั้น นอกจากจะเป็นจอแบบ AMOLED แล้ว ตัวจอยังเป็นจอแบบป้องกันรอยขีดข่วนด้วยครับ เหมือนกับจอของ iPOd Touch และ iPhone นั่นเองครับ ดังนั้นไม่ต้องห่วงเรื่องจอเท่าไหร่ เพราะไม่มีทางเป็นรอยง่ายๆแน่นอน สีสันของจอค่อนข้างเด่นและชัดเจน โดยเฉพาะเวลาดูภาพจะดูแล้วสดเอามากๆ ตัวจอเองก็สามารถปรับ Brightness ได้ถึง 6 ระดับเลยทีเดียว ซึ่งผมก็ปรับไว้จนสุดแหละครับ จอโดยรวมมันจะดูสว่างน้อยไปนิดนึงสำหรับผม แต่มันก็ไม่ได้มืดหม่นหมองแต่อย่างใด เพราะระดับความสว่างอยู่ในเกณฑ์ที่กำลังดีเลยทีเดียว แต่ผมมันพวกโรคจิตชอบจอสว่างมากๆ สว่างแบบแทนไฟฉายได้ยิ่งดี


สีที่เด่นๆอย่างพวกแม่แสงจะค่อนข้างโดดเด่นมากๆ โดยเฉพาะสีแดงที่เป็นสัญลักษณ์ ICON แบบ + กับ - ที่อยู่ในช่อง Zoom จะส่องสว่างและสดจนดูเหมือนเป็นถูกเจาะลงเป็นช่องและให้แสงจากหลอด LED พุ่งผ่านตรงช่องเลยทีเดียว ค่อนข้างแปลกตาจากปรกตินิดหน่อย เพราะผมใช้ LCD มามาก สีแดงมันก็ไม่เคยสดเด่นได้ขนาดนี้มาก่อน เลยค่อนข้างประทับใจเรื่องสีพอสมควร


การดูหนังก็ทำได้ไหลลื่นไม่มีติดขัด และไม่มีอาการ Ghost แบบที่เจอในจอ LCD ด้วย ภาพที่เคลื่อนไหวเร็วๆ หรือตัดไปตัดมาเร็วๆจะยิ่งเห็นได้ชัดว่าไม่มีเงาซ้อนใดๆเลย การทำงานทำได้ค่อนข้างน่าประทับใจเอามากๆ ในส่วนของการตอบสนองเวลาสัมผัสอาจจะรู้สึกแปลกใจนิดนึง เพราะบางจุดแค่สัมผัสก็จะตอบสนองทันที แต่ในบางจุดกลับต้องใช้แรงกดเล็กน้่อยเพื่อให้มันทำงาน โดยเฉพาะส่วนของการเข้า Mode Playlist และ Menu ที่ต้องออกแรงนิดนึง ซึ่งส่วนใหญ่ก็ทำงานได้ดีไม่มีอาการหน่วงใดๆให้ได้เห็น จะมีแค่บางจังหวะที่กดถี่มากๆจนเครื่องตามตอบสนองไม่ทัน ก็จะมีอาการหน่วงหลุดให้เห็นบ้างเล็กน้อย


ขนาดหน้าจอแบบ 3.3 นิ้วก็ถือว่ากำลังดีทีเดียว แต่สำหรับผมจะชอบขนาดจอของตัว O2 มากกว่า เพราะใหญ่สะใจกว่ากันเยอะเลย แต่โดยรวมก็ถือว่าดีมากๆ ทั้งละเอียด สีสด คมชัด และสามารถใช้ท่ามกลางแสงสว่างมากๆได้สบายๆ ก็ถือว่าสอบผ่านในเรื่องคุณภาพจอครับ




Part 2 ส่วนของ Function



จุดเด่นๆหลักของ Cowon S9 นั้นก็คือ


- ระบบ Touchscreen ที่แม้จะไม่มี Multi Touch แบบของ Apple แต่เราก็สามารถใช้ระบบ Scoll เลื่อนชื่อเพลงขึ้นลงด้วยการไถแบบเดียวกับ iPod Touch ได้


- ระบบ Rotate ที่ใช้ G-Sensor ในการควบคุม ทำให้เวลาเราตะแคงจอ ภาพก็จะตะแคงตาม เหมือนกับที่มีใน iPOD Touch


- ระบบ Multitasking ซึ่งอันที่จริง การทำงานของ Cowon S9 เป็นแบบ Multitasking อยู่แล้ว พูดง่ายๆคือ ระหว่างที่โปรแกรมนึงทำงาน เราก็สามารถใช้งานอีกโปรแกรมได้ เช่น เราสามารถเปิดเพลงทิ้งไว้แล้วมาเปิดเอกสารที่เป็น file แบบ TXT ดูได้ แต่จะไม่สามารถใช้งานร่วมกับโปรแกรมที่ต้องการใช้เสียงเหมือนกันได้ เช่นพวก ดูหนัง , เล่นเกมส์ Flash หรืออัดเสียงเป็นต้น จริงๆถ้าจะพูดตามตรงคึือ ใช้ร่วมกันได้เฉพาะกับโปรแกรมดูเอกสารเท่านั้นเอง แต่ก็แค่นี้ก็ถือว่าดีแล้วครับ เพราะถ้าว่ากันตามตรง ระหว่างดูหนัง หรืออัดเสียง ผมคงไม่นั่งฟังเพลงอยู่แล้วล่ะ


ในส่วนของ Function การทำงานนั้น ตัว Cowon S9 ก็เหมือนกับ Mp3 Player ในรุ่นทั่วไป คือ จะมี Fuction หลักอย่างเช่น


- วิืทยุ FM

- อัดเสียงจากภายนอก และ อัดเสียงของวิทยุ

- ดูหนัง , ดูภาพ

- ฟังเพลง

และมีส่วนเพิ่มเติมอย่าง

- การใช้งานด้าน Flash Player

- การอ่าน Text



ซึ่ง ก็จะคล้ายๆกับของ Cowon D2 แต่มีข้อดีตรงที่ใช้่งานภาษาไทยได้ค่อนข้างเกือบสมบูรณ์เลยทีเดียว เรียกว่าสระไม่ลอยแล้ว แต่ก็ยังมีปัญหากับเรื่อง ID Tage บ้าง อันนี้เราสามารถแก้เอาในภายหลังได้


ตัว MENU เองสามารถปรับเปลี่ยนได้สองแบบ คือเป็น MENU แบบ Full Color กับ Menu แบบสีไม่เต็มพิกัด โดยส่วนตัวผมก็ไม่เข้าใจว่าจะทำแยกทำไม เพราะการใช้งานมันก็ไม่ได้หน่วงอะไร แต่การที่มันสามารถเปลี่ยน Theme ของ MENU ไปมาได้แบบนี้ ก็แสดงว่า มันสามารถเปลี่ยน Theme เล่นได้ตามใจชอบ นั่นเอง ส่วนวิธีทำเดี๋ยวไว้ค่อยว่ากันอีกทีนะครับ


ตัว Font ของระบบสามารถเปลี่ยนเองได้นะครับ โดยการหา Font ที่เราชอบมาใส่เอาเองได้ในภายหลังแล้วไปปรับเลือกเอาได้เลยใน S9 ซึ่งวิธีทำก็ไม่ได้ยุ่งยากมาก เหมาะสำหรับคนที่อยากจะหา Font น่ารักมาใช้



ทีนี้เรามาดูกันในแต่ละ Function นะครับ


ส่วนแรกคือเรื่องของวิทยุ FM


ตัววิทยุ FM ของ Cowon S9 ต้องใช้สายของหูฟังเพื่อทำเป็นเสาอากาศเหมือน Player ทั่วไป การรับสัญญานก็ทำได้ค่อนข้างดีครับ แม้่อยู่ในสถานที่ที่มือถือผมไม่สามารถรับสัญญานวิทยุได้ แต่ตัว Cowon S9 ยังสามารถรับได้ตามปรกติ


ตัววิทยุสามารถเลือกได้ว่าจะให้เป็นแบบ ทศนิยม 1 ตำแหน่ง หรือ 2 ตำแหน่ง โดยเลือกเอาจากภูมิภาคที่มีให้เลือกในระบบ ทำให้ใช้งานกับวิทยุบ้านเราได้ค่อนข้างสะดวกทีเดียว


เสียงของตัว FM จะแบ่งเป็น mode Mono และ Stereo ซึ่งบางครั้งถ้ารับสัญญานได้ไม่เต็มที่ ระบบจะตัดให้กลายเป็นระบบ Mono เองโดยอัตโนมัติ ซึ่งเรื่องคุณภาพเสียง ผมว่าทำได้ดีมากเลยทีเดียวครับ ถึงแม้จะไม่สามารถเคลียร์ Noise ไำด้เหมือนกับที่มือถือ SE K790i ทำได้ แต่เรื่องน้ำหนักเสียง มวล ทำได้ดีทีเดียว เสียงที่ออกจากวิทยุจะเด่นไปทาง กลางและเบส เสียงสูงกำลังดี ไม่จัดจ้าน ถ้าช่วงที่สัญญานวิทยุไม่ดี เสียงจะเปลี่ยนเป็นบางลง และมิติจะแปลกๆ แต่พอรับได้เต็มๆ เสียงก็จะอิ่มชัดเหมือนเดิม


วิทยุสามารถอัดเสียงได้โดยสะดวก ซึ่งบนหน้าจอจะมีปุ่มให้กดเพื่ออัดเก็บไว้ฟังอยู่แล้ว แถมวิทยุยังมีระบบ Scan อัตโนมัติพร้อมกับล๊อคสถานีให้ด้วยโดยการกดปุ่ม Scan แค่ครั้งเดียวเท่านั้น เครื่องก็จะทำการเช็คคลื่นความถี่ทั้งหมด พร้อมกับล๊อคสถานที่รับเสียงได้ชัดที่สุดในขณะนั้นไว้ให้ ซึ่งตัว Cowon S9 สามารถจะล๊อคสถานีได้ทั้งหมด 24 สถานีเลยทีเดียว และเราสามารถมาปรับแก้และตั้งใหม่เอาเองได้ภายหลังได้ ก็ค่อนข้างสะดวกกับคนที่ชอบใช้ฟังวิทยุเอามากๆ




ในส่วนของการอัดเสียง



ปรกติ Player ของ Cowon ค่อนข้างทำได้ดีในเรื่องของการอัดเสียงอยู่แล้ว ตั้งแต่สมัย D2 ด้วยซ้ำ พอเปลี่ยนมาเป็น Cowon S9 ในส่วนของการอัดเสียงนี้ก็ยังให้ความประทับใจได้อีกเช่นเคย เพราะเสียงที่ได้นั้น ชัดมากๆ แถมยังให้น้ำหนักและมิติที่ดีกว่าของ D2 ด้วย ระยะการรับเสียงก็ค่อนข้างดีทีเดียว เสียงที่อยู่ไกลๆก็ยังได้ยินชัดเจน ไม่มีอาการอุดอู้แต่อย่างใด แถมระหว่างอัด เราสามารถได้ยินเสียงที่เรากำลังอัดผ่านทางหูฟังได้อีกด้วย ทำให้เวลาเราอัดเสียง เราสามารถรู้ได้ว่าเสียงเบาเกินไปหรือไม่ ทำให้สามารถควบคุมคุณภาพเสียงได้อย่างสะดวก


ส่วนของการปรับในเรื่องอัดเสียงก็ไม่ยุ่งยาก เราสามารถเลือกได้ว่าจะเก็บเป็น file ที่ Bitrate เท่าไหร่ โดยมีให้เลือกตั้งแต่ 32K ไปจนถึง 256K เลยทีเดียว แถมยังสามารถเลือก Volume การอัดได้ด้วยว่า ต้องการให้เสียงที่ได้ดังแค่ไหน ซึ่งก็มีให้เลือกถึง 5 ระดับเลยทีเดียว เท่าที่ผมลองที่ระดับ 5 รู้สึกว่าเสียงจะดังและชัดดีมากๆ


นอกเหนือจากการใช้ไมค์แบบ Built-In แล้ว เรายังสามารถใช้ไมค์จากภายนอกได้อีกด้วย ซึ่งบนหน้าจอก็มีให้ปรับเลือกได้ว่า จะใช้ไมค์ในเครื่อง หรือใช้ไมค์จากภายนอก ซึ่งก็ดูสะดวกกับการใช้งานดีครับ





ในส่วนของการดูหนัง



จุดเด่นอีกอย่างของ Cowon S9 ก็ย่อมต้องเป็นการดูหนังแน่นอน ไม่งั้นจะใช้จอแบบ AMOLED ให้เสียเวลาทำไม ราคาก็โดดแพงขึ้นมาอีกตะหาก ซึ่งจากการทดสอบในเรื่องของภาพนั้น สีสันที่ออกมาถือว่าทำออกมาได้ดีัมาก ด้วยหน้าจอขนาดแบบ 16:9 ที่เป็นแบบ Wide Screen ทำให้การดูหนังทำได้สมบูรณ์ดีมาก เพราะโดยส่วนใหญ่ หนังจากถูกทำให้กลายเป็นภาพแบบ 16:9 ซะเป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะหนังจากทาง Zone ฝั่งอเมริกา น่าเสียดายที่ตัว Cowon S9 ยังไม่สามารถ Support หนังแบบ Hi-Def เหมือนกับที่ Cowon O2 ทำได้ ไม่งั้นจะแจ่มกว่านี้


Cowon S9 จะ Support file แบบ AVI และ WMV เท่านั้น นอกนั้นหมดสิทธิ์ และรองรับ Code แบบ Xvide SP/ASP , WMV9 SP/MP โดยที่ Video ที่ Support จะอยู่ที่ 480X272 ที่ 30FPS และรองรับ Audio Codec ทั้ง Mpeg1 Layer 1/2/3 และ WMA ดังนั้น ใครที่จะแปลงหนัง เช็ค Spec ให้ถูกต้องด้วยนะครับ


เท่าที่ทดสอบการเล่น file แบบ AVI ยังไม่พบปัญหาว่าเล่นไม่ได้ ยกเว้น AVI ที่เป็น XVID ซึ่งบางครั้งจะมีปัญหาเล่นไม่ได้ ในขณะที่ File ที่เป็นแบบ WMV ยังไม่ค่อยจะเจอปัญหาอะไร ถ้าเป็น WMV มักจะเล่นได้แบบไม่ค่อยจะมีปัญหาอะไร การเล่น file หนังโดยรวมก็ต้องถือว่าใช้ได้ อย่างน้อยก็เยอะกว่า iPOD


เวลาดูหนังเราสามารถเลือกที่จะจับตะแคงเพื่อให้ Rotate กลายเป็นการดูแบบ Wide Screen หรือ จะดูในแบบแนวตั้งก็ได้ ถ้าดูแบบแนวตั้ง เครื่องจะโชว์รายละเอียดของหนังอันนั้นว่า ใช้ความละเอียดเท่าไหร่ และความต่อเนื่องของภาพที่กี่เฟรม รวมไปถึงระบบเสียงที่ใช้ถูกบีบอัดไว้ที่ bitrate เท่าไหร่ แต่ถ้าให้แนะนำ ผมว่าดูแบบ Wide Screen ดีกว่า เพราะดูแบบแนวตั้งก็เล็กเกินไป


การเล่นหนังค่อนข้างไหลเลื่อนครับ ภาพที่ได้ทั้งคมชัดและแสดงผลได้ดีเอามากๆ แถมเรายังสามารถเปิดในส่วนของ Track Index เพื่อเลือกช่วงของหนังที่เราอยากจะดูได้ด้วย โดยเครื่องจะแสดงภาพแบบ Thumbnail ออกเป็น 12 ช่อง แล้วมีตัวเลขเวลากำกับบอกอยู่ในแต่ละช่อง ทำให้สะดวกกว่าการเลื่อน Bar เพื่อหาช่วงที่เราอยากจะดูซะอีก เหมาะกับหนังที่ไม่สนเนื้อเรื่อง และจำเป็นต้องเลื่อนหา Track ที่เป็น Climax ของหนังนั้นๆ คิดว่าแฟนพันธุ์ฺแท้หนังประเภทนี้น่าจะรู้ตัวกันดี :D


มีข้อดีอยู่อย่างนึง คือ ตัว Cowon S9 จะมีระบบ lock ตำแหน่งล่าสุดที่เราดูไว้ ดังนั้น ไม่ว่าเราจะเปลี่ยนไปดูหนังเรื่องไหน ถ้าเรากลับมาดูเรื่องเดิม ตัวเครื่องจะจำได้ว่า ล่าสุดเราดูถึงไหน พอเราย้อนกลับมาดูใหม่ เราก็สามารถดูเริ่มจากจุดที่ค้างได้เลย ถือว่าค่อนข้างสะดวกเอามาก แถมการดูหนังก็ไม่มีจังหวะหน่วงใดๆ ถ้าหนังเรื่องไหนดูได้ เพียงแค่กดเลือก ตัวหนังก็จะมาทันที ผิดกับ iPOD ที่จะมีอาการหน่วงเล็กน้่อย นอกจากนี้แล้ว เรายังสามารถ Rotate




ในส่วนของการดูภาพ



ในส่วน Mode การดูภาพถ่ายนั้น จริงๆลูกเล่นจะคล้ายๆกับทาง iPod Touch คือสามารถตะแคงทำ Rotate แล้วโชว์ Transition ค่อยๆหมุนจอแบบเดียวกันได้ แต่ไม่สามารถใช้ลูกเล่นแบบ Multi-Touch เหมือนกันได้ ซึ่งก็ไม่ได้เป็นปัญหาอะไรครับ เพราะของ Cowon S9 มี Zoom Bar มาให้ด้วย เอาไว้สำหรับเลื่อน Zoom เข้า Zoom ออก ซึ่งก็ทำงานได้ราบรื่น ไม่มีอาการหน่วงใดๆ แถมระหว่างดูภาพก็สามารถเปิดเพลงฟังได้ด้วยครับ นอกจากนี้เรายังสามารถตั้งให้เป็น Slide แบบอัตโนมัติได้ด้วย เพียงแต่การตั้ง Slide เราจะไม่สามารถจับตะแคงได้เท่านั้นเอง


จะมีปัญหาอยู่อย่างเดียวคือระบบการเลื่อนภาพ คือ เราสามารถไถไปด้านข้างเพื่อเลื่อนภาพแบบใน iPhone ได้ แต่มันจะมีปัญหาตรงที่ เลื่อนไม่ค่อยจะไปน่ะครับ ผมรอเลื่อนๆหลายที บางครั้งก็ไปได้ไหลเลื่อน บางทีก็ไม่ค่อยไป เท่าที่ดูจุดนี้ น่าจะเป็นปัญหาของ Firmware มากกว่า คิดว่า version ใหม่ที่ออกมาคงดีกว่านี้ เพราะของในเครื่องยังเป็นตัวเก่าอยู่ ยังไม่ได้โหลดตัวปัจจุบันมาลองดู ถ้าใครซื้อไปก็ลองโหลด version ใหม่ๆมาลองแล้วกันครับ




ส่วนของการใช้งาน FLASH


ตัว Cowon S9 สามารถใช้งานพวก Flash ได้สบายๆ โดยเฉพาะ Flash Game ทั้งหลาย แต่ก็ไม่ใช่ทุกเกมส์จะสามารถเล่นได้ เพราะบางเกมส์เขียนมาเพื่อให้ใช้งานร่วมกับคีย์บอร์ด และบางเกมส์ก็มักจะมีปัญหาเรื่องการแสดงผลกับตัว S9 เล็กน้่อย ถ้าว่ากันตามตรง มันก็ไม่ถึงกับเป็นปัญหาอะไร เพราะเราสามารถหาโหลดเกมส์ที่เป็น Flash สำหรับ S9 ได้สบายๆ และยังมี Community ของชุมชนชาว S9 อีกด้วย ในนั้นก็จะมีทั้งเกมส์ และ Theme ใหม่ๆ ให้ได้โหลดเปลี่ยนเล่นกันอย่างสนุกสนาน เกมส์ก็เป็นแบบคัดแล้วว่าเล่นกับ S9 ได้แน่นอน ดังนั้นไม่ต้องห่วงเรืองนี้มากครับ


การใช้งาน Flash ที่เป็นเกมส์ ตัวเครื่องจะจับ Rotate ทันที ดังนั้นเราจะไม่สามารถเล่นเกมส์กับเครื่องในแนวตั้งได้ ต้องจับนอนลูกเดียว




ในส่วนของการใช้งานกับ file เอกสาร



ตัว S9 สามารถดู file เอกสารประเภท TXT ได้ โดยรองรับขนาดของ TXT ได้ไม่จำกัด ดังนั้นเราสามารถเปิด file TXT ที่มีขนาดใหญ่ๆได้สบายๆ การใช้่งานกับพวก TXT file เราไม่สามารถจับตะแคงเพื่อดูแบบ Wide Screen ได้ ต้องดูในแนวตั้งอย่างเดียวเท่านั้น


จุดเด่นของการดู file เอกสารของ S9 คือ เราสามาระเปลี่ยนสีพื้่นของ Background Screen ได้ ทำให้เราอ่าน text ได้สบายตาขึ้น แถมยังมีระบบ Auto Scroll ซึ่งเราสามารถกำหนดวินาทีเพื่อให้เลื่อนจอลงมาได้ด้วย เหมาะสำหรับคนขี้เกียจเอานิ้วมาไถจอลง หรือมือไม่ว่างเพราะต้องเอาไปใช้ทำอย่างอื่น เช่น กุมมือสาวๆเอาไว้ :D


ตัวหนังสือของ S9 ค่อนข้างใหญ่ ดูได้สบายตาแถมยังสามารถ zoom ได้ถ้าตัวหนังสือเล็กไป แต่ก็ยังมีปัญหากับภาษาไทยอยู่ แม้จะเห็นชื่อ file แล้ว แต่ตัวเนื้อหาด้านในก็ยังคงเป็นภาษาต่างดาวอยู่ดี ผมทดลองลง Font Tahoma ใส่เข้าไป ก็ยังไม่สามารถแก้ไขได้ คงต้องรอให้ทาง Cowon แก้ปัญหาจุดนี้อีกที




ในส่วนของการฟังเพลง



ในโหมดการเล่นเพลงเราสามารถจับตะแคงเพื่อเข้าสู่ Mode Cover Flow ได้นะครับ ก็เหมือนใน iPod touch หรือ iPhone นั่นแหละครับ คือ เครื่องจะโชว์รูปอัลบั้มได้เหมือนกัน และสามารถไถไปด้านข้างเพื่อเลื่อนปกได้ แต่การทำงานจะดูไม่ค่อยลื่นไหลเท่าไหร่ คือมันจะมีอาการหน่วงๆบ้างนิดๆ ซึ่งก็น้อยกว่าของ iPOD Classic อีกครับ อันนั้นต้องบอกว่าหน่วงมากๆ แต่ถ้าจะว่ากันตามตรง ระบบ Cover Flow ของ Cowon S9 ก็ได้ไม่เหมือนทาง iPhone ซะทีเดียว เพราะมันจะมีระบบ Zoom Bar แถมอยู่ด้วย ทำให้เราสามารถย่อและขยายขนาดปกอัลบั้มได้ด้วย ซึ่งก็ช่วยเพิ่มช่วงการมองของอัลบั้มถัดไปให้เห็นได้มากขึ้น แถมยังช่วยให้การ slide ตัวของแต่ละปกดู Smooth ขึ้นอีกนิดด้่วยครับ


ในการ Slide เพื่อเลื่อน Cover Flow ถ้าเราไถไปด้านข้างยาวๆ แล้วเลือก Zoom ที่สุดเอาไว้ซึ่งมันจะโชว์ปกได้ครั้งละ 3 อัลบั้ม เวลาเราเลื่อนไถลไป เครื่องจะไม่เลื่อนให้ทีละอัลบั้ม แต่จะเลื่อนไปทั้งหมด 3 อัลบั้ม แล้วโชว์อีก 3 ปกใหม่ทันที ถ้าเกิด Zoom Out เพื่อให้โชว์ปกสูงสุด 5 อัลบั้ม เวลาเลื่อนทีนึง เครื่องก็จะเลื่อนทิ้งไป 5 อัลบั้ม แล้วก็โชว์ปกใหม่อีก 5 ปกแทน ถ้าจะให้เลื่อนทีละปกต้องไถนิดเดียวที่ด้านซ้ายสุด หรือขวาสุดของจอ ถ้าขี้เกียจไถก็ยังมี Tab Qucklist ที่โชว์ปกของเพลงต่อๆไปให้เลือกกันอีกด้วย


นอกจากนี้ยังสามารถสร้าง Folder ให้เพลงแต่ละอัลบั้มได้ด้วย แต่ต้องทำในช่วงที่เสียบเครื่องเข้าคอมนะครับ เพราะตัว Cowon S9 สามารถเข้าไปในส่วน Folder ต่างๆในเครื่องได้ ทำให้เราเข้าไปฟังเพลงที่อยู่ในส่วน Folder ต่างๆได้สบายๆ แถมยังสามารถอ่านชื่อ file ที่เป็ํนภาษาไทยได้อย่างสมบูรณ์ด้วย ( แต่อ่าน ID Tag ไม่ได้ ) และเราสามารถไถเพื่อให้ list มันเลื่อนขึ้นลงแบบ iPhone ได้ ถึงแม้จะไม่ดูนุ่มนวลเท่า แต่ก็ใช้งานได้ใกล้เคียงกันทีเดียวครับ


ระหว่างการเล่นเพลง เราก็สามารถจะปรับ EQ ได้ทันที แต่เป็นแบบ Auto EQ นะครับ ถ้าจะปรับเลื่อนกันแบบจริงๆจังๆ ก็ต้องไปเข้า Mode Setting ซึ่ง ระหว่างที่เราไปเข้า Mode Setting เราก็ยังสามารถฟังเพลงต่้อไปได้ครับ ต้องยกความดีความชอบให้ลูกเล่นแบบ Multi-Tasking


ในระบบการปรับแต่งเสียงนั้น ตัว S9 จะให้เราปรับเองได้ตามใจชอบอย่างอิสระและเก็บไว้่เป็น User EQ ได้ถึง 4 ช่อง พูดง่ายๆคือ เราสามารถ save เก็บ EQ ที่เราชื่นชอบได้ถึง 4 แบบด้วยกัน โดยในแต่ละ USER EQ เราจะสามารถปรับแต่งได้ทุกอย่าง ตั้งแต่ รูปแบบ EQ พื้นฐาน ไปจนถึงการปรับแต่งตัว BBE+ Mode ที่สามารถเลือกระดับของ BBE , MACH2BASS ได้ หรือจะเลือกเปิด 3D Surround กับ MP Enhance ไปด้วยก็ได้ แถมยังมี Stereo Enhance ให้อีกด้วย เรียกว่าเป็นการปรับแต่งที่ตามใจคนใช้เอามากๆ เหมาะสำหรับคนที่ค่อนข้างซีเรียสในเรื่องการปรับแต่งเสียงให้โดนใจเรา


ในส่วนของ EQ พื้นฐานก็มีให้เลือกมากมายมหาศาล เริ่มตั้งแต่

- Normal ( นับไม๊ )

- BBE

- BBE Viva

- BBE VIVA2

- BBE Mach2Bass

- BBE MP

- BBE Headphone

- BBE Headphone 2

- BBE Headphone 3

- Rock , Jazz , Classic , Ballad , Pop , Club , Funk , Hiphop , Techno , Dance , Rap

และมีของแปลกเพิ่มมาอย่าง

- Wide , X-Bass , Hall และ Vocal


เรียกว่ามีให้เลือกปรับกันจนงงไม่รู้จะปรับกันยังไงเลยทีเดียว




PART 3 ส่วนของเสียง



สำหรับเรื่องของเสียง ผมเชื่อว่ามีหลายคนรออ่านอยู่ อยากรู้ว่าเสียงมันเป็นยังไง ดีหรือไม่ดี พอฟัดพอเหวี่ยงกับทาง iPOD ได้หรือเปล่า ซึ่ง ก่อนจะไปพูดถึงตรงนั้น ผมขอให้่รายละเอียดในเรื่องจุดเด่นที่ Player ตัวอื่นๆยังไม่มีกับระบบเสียงแบบ BBE


จริงๆตัวระบบเสียง BBE นี่ทาง Cowon ใช้กันมานานแล้วครับ ที่เห็นเด่นชัดก็คือตัว Cowon D2 ที่เอาระบบ BBE นำไปใช้ แต่นั่นก็เป็นระบบที่เก่าแล้ว เพราะของ Cowon S9 ใช้ระบบ BBE แบบใหม่กว่า เป็ระบบ BBE+ ที่เพิ่มความหลากหลายของการใช้งาน BBE เพิ่มขึ้นไปอีก ว่าแต่เคยนึกสงสัยกันบ้างไม๊ครับว่า BBE เนี่ยมันคืออะไร แล้วมันช่วยในเรื่องเสียงยังไง ดังนั้น ผมเลยขอเอารายละเอียดของ BBE มาให้ดูกันก่อนที่จะไปเข้าเรื่องเสียงของตัว S9 เต็มๆแล้วกันครับ



BBE คืออะไร ???


BBE คือ เทคโนโลยีในการทำให้่คุณภาพเสียงกลับมาสดใสมีชีิวิตชีวา ซึ่งเป็นระบบที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในวงการบันทึกเสียงโดยเฉพาะการทำ Remastering ที่ต้องอาศัย BBE มาช่วยทำให้คุณภาพเสียงมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น เสียงที่ผ่านกระบวนการ BBE จะมีความสด ชัดเจน และเป็นธรรมชาติ ไม่เหมือนกับการใช้่วิธีดันอีควอไลเซอร์โดยเฉพาะกับเสียงย่านสูงที่จะทำให้ เกิดอาการจัดจ้านเกินความจำเป็น ดังนั้นเสียงย่านสูงของ BBE จึงชัดเจนและนุ่มนวลชวนฟังกว่า


เทคโนโลยีของ BBE จะค่อนข้างมีผลชัดเจนกับพวก File บีบอัดในแบบ Lossy ทั้งหลาย เพราะ BBE จะช่วยชดเชยย่านเสียงที่ขาดหายไป ทำให้ Dynamic ถูกเติมเต็มให้ดียิ่งขึ้น เนื้อเสียงและความต่อเนื่องจึงดีมากขึ้นกว่าเดิม และด้วยความที่มันสามารถที่ว่านี้ ตัว BBE เลยทำให้เบสดีขึ้นกว่าเดิม ทั้งแน่น และชัดเจนมากยิ่งขึ้น โดยที่เสียงกลางไม่บวม และเสียงแหลมไม่สูญเสียไป ดังนั้นมือเบสบางคนเลยจะค่อนข้างชอบระบบของ BBE มากๆ และในตัว Cowon S9 กับ D2 กับมีระบบ BBE แบบ Mash3bass ที่ช่วยเพิ่มเบสโดยเฉพาะ คล้ายๆกับ Megabass ของ Sony แต่คุณภาพดีกว่า


ใน Cowon S9 จะมีระบบ BBE+ อยู่ซึ่งจะแยกการทำงานออกเป็น


- BBE เพิ่มคุณภาพเสียงให้มีความชัดเจนมากกว่า


- BBE Viva สร้างเสียงรอบทิศทา่งในแบบ 3D Surround ( เท่าที่ลองนี่ยังสู้่ Dolby Headphone ไม่ได้ )


- BBE Mach3Bass เพิ่มคุณภาพเสียงและเน้นพิเศษที่เบสโดยเฉพาะ


- BBE MP เพิ่มคุณภาพเสียงโดยการชดเชยเสียงที่หายไปจากขั้นตอนการบีบอัด เหมาะกับพวก Lossy


- BBE Headphone เพิ่มคุณภาพเสียงให้ดียิ่งขึ้นและเหมาะสมกับการใช้งานกับพวกหูฟังโดยเฉพาะ





มาเข้าเรื่องเสียงของ Cowon S9 กัน


เริ่มต้นมาผม set ไว้ที่ Normal ก่อน เพราะต้องการฟังประสิทธิภาพจริงๆของเครื่อง ไม่รู้ว่า Default ของเครื่องนี่ทาง Cowon set แบบไหนไว้ เพราะอย่าง Cowon O2 จะ set พวก BBE เอาไว้เสร็จสรรพเลย แต่ตัวนี้ตอนได้มาใหม่ๆ กลับ set ไว้ที่ POP ครับ ซึ่งคิดว่าเครื่องเปิดกล่องใหม่ๆน่าจะ set แบบอื่นไว้มากกว่า เผอิญเครื่องนี้เสียรู้ให้ชายอื่นมาก่อนแล้ว เครื่องเลยอาจจะ set ไว้ตำแหน่งไม่เหมือน Default ครับ


กำลังขับของ Cowon S9 ถือว่าให้มาได้ดีมากครับ ไม่ได้ด้อยกว่า iPOD Classic แต่อย่างใด สามารถขับ Fullsize ที่ไม่กินกำลังขับมากๆได้ ผมเทียบด้วย Ultrasone HFI-580 ที่ Mp3 Player บางตัวขับไม่ออก ตัว Cowon S9 ก็ขับได้สบายๆ แถมยังค่อนข้างให้มิติที่ดีทีเดียว แม้ว่าการปรับโหมด BBE จะทำให้ image ที่เด่นชัดมากขึ้น แต่ก็ทำให้ขนาด image ใหญ่จะรู้สึกว่ามิติลดลงนิดหน่อย แต่การตั้งไว้ที่ Normal ก็ให้มิติที่ดีอยู่แล้วครับ Style การให้มิติจะออกไปทาง iPOD Classic มากกว่า iPOD Touch ครับ แต่ถ้าพูดกับถึงภาพรวม ผมว่ามิติของทาง iPOD Classic ก็ยังจะดูดีกว่าเล็กน้อย


เสียงที่เด่นที่สุดของ Player ตัวนี้น่าจะเป็นย่านสูงครับ เป็น Player ที่ให้เสียงสูงได้ดีมากๆทีเดียว โดยเฉพาะช่วง impact ของย่านสูงที่ชัดเจนและมีน้ำหนักที่ดีมากๆ ทำให้สามารถได้ยินน้ำหนักการลงสายกีต้าร์ได้ชัดเจนมากเลยทีเดียว ผมลองเอาหูฟังพวก Soundmagic PL11 กับ PL30 ก็ช่วยให้สองตัวนี้ได้ Dynamic ย่านสูงที่ดีขึ้นมาอีกโข แถมเสียงไม่จัดจ้านบาดหูด้วยครับ เสียงค่อนข้างแน่น ชัดเจน เรียกว่าพอย้อนกลับไปฟัง iPOD จะรู้สึกว่า iPOD นุ่มนวลลงเยอะทีเดียว การเก็บรายละเอียดก็พอกันกับที่ iPOD ทำได้ ปลายเสียงสูงก็ทอดตัวยาวได้พอๆกัน เฉพาะส่วนย่านนี้ผมว่าดีกว่า iPOD ด้วยซ้ำครับ


เสียงเบสนี่โดยปรกติแม้ไม่้ปรับอะไรก็ให้เยอะกว่า iPOD อยู่แล้วครับ แถมยังให้ impact ได้ดีกว่าด้วยนิดนึง แต่ถ้าปรับเข้า Mode BBE โดยเฉพาะ Mash3Bass จะให้ impact ของเบสที่ดียิ่งขึ้น และมี Deep เบสมากยิ่งขึ้น จริงๆน้ำหนักเบสก็พอๆกับที่เค้าโม้เอาไว้เรื่องระบบ BBE นั่นแหละครับ แค่เด่นชัดขึ้น มวลดีขึ้น เนื้อดีขึ้น แต่มันก็ไม่เหมือนกับที่หูฟังทำได้อยู่ดี ส่วนนึงก็อยู่ที่ศักยภาพหูฟังด้วยว่าจะทำให้เบสกระชับแน่นได้แค่ไหน เท่าที่ลองเลือก Mode Normal ช่วง Deep ที่ปรกติได้ยินจาก iPOD เบาๆหน่อย พอมาลองฟังของตัว S9 จะรู้สึกว่ามันเด่นชัดกว่า จังหวะ impact ของ Drum Bass ก็เด่นและแน่นกว่า


เสียงกลางก็ Focus ได้เด่นชัดดีครับ แต่เนื้อจะน้อยไปหน่อย จะแพ้ iPOD ก็ตรงเสียงกลางนี่แหละครับ เพราะเสียงกลางของ S9 เนื้อจะบางกว่าของทาง iPOD แบบรู้สึกได้ชัดเจนทีเดียว แม้ว่า impact เสียงกลางจะไม่หนีกันเท่าไหร่ การเก็บรายละเอียดของกลองก็ทำได้ไม่แพ้กัน แต่จะไปแพ้ก็ตรง Vocal นี่แหละครับ เพราะ Image ตรงส่วน Vocal ของ S9 ยังไม่เด่นชัดเท่าของทาง iPOD จริงๆมันก็ดีกว่า player หลายๆตัวในท้องตลาดอยู่แล้ว คือถ้าไม่ฟังเปรียบเทียบ หรือไม่เคยใช้ iPOD มาก่อนก็คงไม่รู้สึกอะไรครับ แต่ถ้านำมาเปรียบเทียบปั๊บ จะรู้สึกทันทีว่า การ Focus Image ของ iPOD Classic ยังคงทำได้ดีกว่า แม้การปรับ BBE จะช่วยให้ image ดูเด่นชัดขึ้น และอิ่มขึ้น แต่ก็สูญเสียมิติไปอีกเล็กน้อย และก็ยังสู้ image ของทาง iPOD ไม่ได้อยู่ดี แต่นอกนั้นถือว่าดีมากครับ


image ของกลองมีความชัดเจนในขั้นที่เรียกได้ว่าดีมาก การแยกแยะ image กลองมีความชัดเจน สามารถสัมผัสตำแหน่งการลงกลองได้ชัด เรียกว่าเห็นภาพพจน์ได้ค่อนข้างชัดเจน รายละเอียดของกลองก็ไม่มั่ว ฟังแล้วแยกแยะรายละเอียดของกลองแต่ละชนิดได้ชัดเจน จริงๆความสามารถต้องถือว่าพอๆกับ iPOD นั่นแหละครับ แต่เสียงกลอง และเสียงร้องจะออกแข็งกว่าทาง iPOD ครับ


การปรับส่วนของ BBE ก็ค่อนข้างให้ผลกับเสียงค่อนข้างสูงครับ อย่างการปรับ BBE ธรรมดา จะทำให้รู้เสียงมีความสดมากขึ้นครับ ย่านกลาง และสูงก็ชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะ image ในส่วนเสียง Vocal ที่จะเด่นขึ้นกว่าตอนที่อยู่ใน Mode Normal แทบเบสก็มีความกระชับตัวมากขึ้นด้วย


ในส่วนของ BBE Viva ที่เป็นส่วนที่ทำให้เกิดเสียงแบบ 3D Surrond จะมีสอง Mode คือ BBE Viva และ BBE Viva2 ซึ่งข้อแตกต่างระหว่างสองอันนี้คือ Viva2 จะให้เบสที่เยอะกว่า VIVA ธรรมดา แต่พอเปิด Mode Viva ปั๊บ จะรู้สึกว่า soundstage กว้างขึ้นอีกหน่อย และรู้สีกว่า image เสียงร้องมีความเป็น 3 มิติขึ้น แต่โดยส่วนตัวรู้สีกว่าเสียงที่ได้ไม่ค่อยเข้าท่าเท่าไหร่ ไม่ใช้จะดีกว่า


ส่วนของ BBE Mash3Bass ก็คงไม่ต้องพูดถึงมากนะครับ เปิดปุ๊บ เบสตรึม โดยเฉพาะช่วง Deep เบส ที่มาอย่างอลังการมาก ขนาดของเบสก็เพิ่มขึ้น จากปรกติ image ไม่เท่าไหร่ ก็กลายไปใหญ่โตมโหฬาร คงจะถูกใจคอเบสอย่างแน่นอน ข้อดีคือ การปรับเบสไม่ได้ทำให้เสียงกลางบวมตาม ด้วยความสามารถของ BBE นั่นเอง ที่จัดการขยายเฉพาะเสียงย่านต่ำอย่างเดียว จริงๆมันก็มีผลกระทบติดมาเล็กน้อย คือทำให้ได้มวลของ Vocal เพิ่มมาอีกนิดหน่อยด้วย


สำหรับ BBE MP ไม่ค่อยให้ผลที่แตกต่างกับ BBE ธรรมดามากนัก เรียกว่าฟังแล้วไม่ต่างเลยก็ได้แต่ส่วนเพิ่มพิเศษมาใหม่อย่าง BBE Headphone กลับให้ผลที่ค่อนข้างแตกต่าง


BBE Headphone จะให้มาทั้งหมด 3 แบบ คือ Headphone 1 ,2 และ 3 โดยเสียงของ Headphone 1 จะคล้ายกับการเอา VIVA และ BBE Mash3Bass มารวมกัน ผลที่ได้คือ soundstage กว้างขึ้น เสียงร้องโปร่งลอยขึ้น และเบสที่เยอะขึ้น แต่ก็จะไม่ก้องเท่า VIVA และเบสไม่หนาเท่า Mash3Bass เสียงฟังแล้วจะดูลงตัวกว่าทั้งคู่


ในขณะที่แบบ Headphone 2 เสียงจะลดความเป็น 3D surround ลงจาก Headphone1 อีก step นึง และลดเบสลงอีกหน่อย จะคล้ายๆกับ BBE Viva + BBE ธรรมดา คือน้ำเสียงจะเปิดกว่า BBE ธรรมดา และ soundstage กว้างกว่านั่นเอง


ส่วนแบบที่ 3 กลับให้เบสที่เยอะที่สุด เสียงกลางและเบสของแบบที่ 3 จะเด่นขึ้นกว่าของ Headphone1 และ Headphone 2 ทำเอาชิ้นดนตรีและเสียงคลอรัสเล็กลงไปทันที เท่าที่ลองทุกแบบ โดยส่วนตัวผมคิดว่า ใช้ BBE ธรรมดาก็พอ






สรุปโดยรวมตัว Cowon S9 ให้เสียงที่ฟังค่อนข้างสนุกสนาน กำลังขับเรียกได้ว่าดีทีเดียว ความอึดของแบตนี่ผมยังไม่ทราบ เพราะยังไม่ได้ลองแบบระยะยาวดูซักครั้ง แต่เท่าที่ลอง test มา แบตก็ไม่ได้ลดเร็วแต่ประการใด ชาร์ตแบตแบบเต็มๆไว้ เปิดเล่นไปเล่นมาก็ลดเต็มที่แค่นิดหน่อย ด้านจอเองก็ค่อนข้างดี สีสดมากๆ แต่จะไม่สว่างเว่อร์เท่ารุ่นพี่อย่าง Cowon O2 อันนั้นสว่างมาก


การอัดเสียงก็ถือว่าเด่นมากๆทีเดียว การฟังวิทยุก็ทำได้ค่อนข้างดี การดูหนังก็ำทำได้โอเค ลูกเล่นเวลาดูหนังนี่ผมชอบนะ เพราะไม่ค่อยจะเจอว่า player ตัวไหนให้ความสำคัญได้เท่าตัวนี้ ระบบการทำงานก็รวดเร็ว เทียบเวลาจากที่ปิดแล้วก็เปิดเครื่อง ช่วงเวลาบู้ตเข้าระบบค่อนข้างสั้น อาจจะมีให้รอบ้างก็นิดหน่อย น่าจะราวๆ 2 วินาทีได้ ก็ถือว่าทำได้ค่อนข้างทันใจเลยทีเดียว แถมตัวเครื่องเองยังสามารถฟังเพลงผ่าน Bluetooth ได้อีกด้วย ก็ถือว่าเป็น Player ที่น่าสนใจอีกตัวนึงครับ


เสียอย่างเดียวที่เพิ่ม mem ไม่ได้ น่าจะให้ช่อง SD Card มาเหมือนกับของ D2 ด้วย ไม่งั้นจะดียิ่งกว่านี้ครับ อ้อ ตัวเครื่องรองรับ File แปลกๆอย่าง APE ด้วย เหมาะสำหรับคนที่ชอบเพลง Classic ครับ เพราะใน net ชอบทำเพลง Clasic ให้เป็นแบบ APE ครับ โหลดมาก็ฟังได้เลย ไม่ต้องนั่งแปลงให้เสียเวลา :D






SPEC ครับ

Video(Touchscreen)
Display - 16million colors, 3.3" 16:9 Wide AMOLED, 480x272
Feature - Capacitive touchscreen interface

Audio
Channel - Stereo
Frequency range - 20Hz ~ 20KHz
Max output - Stereo, Left 29mW + Right 29mW (16 Ohm earphones)
S/N ratio - 95dB

Power
Battery - Built-in rechargeable lithium polymer battery
Battery charging - USB : About 5 Hours ( under condition of 5V/500mA or higher)
USB Power Adapter 1 : About 3 Hours ( under condition of 5V/1.0 A or higher)

Capacity
Flash memory - 4GB/8GB/16GB, FAT32 file system 2

USB interface
USB device - USB 2.0 High Speed

Bluetooth
Version - Bluetooth ver. 2.0 + EDR
Profile - A2DP, AVRCP Profile

FM radio
Frequency range - 87.5~108 MHz (KR,US,EU), 76~108 MHz (JP)

AV OUT
Video - Composite
Audio - Stereo
TV system - NTSC / PAL

Button
6 Buttons - POWER&HOLD Switch, FF, REW, VOL+, VOL-, PLAY

General
Size - 2.2(W) x 4.17(H) x 0.5(T) inch
Weight - 2.7oz (battery included)
Operating temperature - 0? ~ 40?
G-Sensor - Auto pivot support

System requirements
CPU - Pentium III 500Mhz or higher
OS - Windows Vista/ XP / 2000 / ME
MAC OS 10.X/ Linux v2.4 or higher (support only for data transfer)
USB port - USB 2.0 High Speed recommended

Applications

Movie player
File format - AVI, WMV
Video codec - Xvid SP/ASP, WMV9 SP/MP
Video resolution - 480x272, 30 fps (recommended)
Audio codec - MPEG1 Layer 1/2/3, WMA
Subtitle - SMI
Playback time - Approx. 11 hours


Music player
File format - MP3/2/1, WMA, FLAC, OGG, WAV, APE
Audio codec - MP3 : MPEG 1/2/2.5 Layer 3, ~320Kbps, ~48KHz, Mono/Stereo
WMA : ~320Kbps, ~48KHz, Mono/Stereo
OGG : ~Q10, ~44.1KHz, Mono/Stereo
FLAC : Compression Level 0 ~ 8, ~44.1KHz, Mono/Stereo
WAV : ~48KHz, 16bit, Mono/Stereo
APE : Fast, Normal, High 16Bit, Version 3.97~3.99
META TAG - ID3 V1, ID3 V2.2/V2.3/V2.4,Vorbis Comment, MP4 Tag
JetEffect 2.0 - 30 Presets (26 Presets + 4 User presets)
EQ - 5 Band, EQ Filter
BBE+ : BBE, Mach3Bass, MP Enhance, 3D Surround
STE - Stereo Enhance
Lyrics - LDB 1.0, 2.0
Playback time 3 - Approx. 55 hours


Recording - Support built-in microphone recording and line-in recording


Photo
File format - JPG
Resolution - Unlimited (excluding Progressive jpeg format)


Document
File format - TXT
File size - Unlimited

ETC - Flash player, Calculator



วันพุธที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2552

Review Crossroad Mylarone HR2

Crossroad Mylarone HR2



ปรกติ ค่าย Crossroad จะไปเน้นทางตลาด in-ear มากกว่า เพราะทาง Crossroad เริ่มต้นมาจากการทำหูฟังแบบ in-ear มาตลอด ช่วงหลังๆเห็นว่ากระแสหูฟังแบบ earbud เริ่มกลับมาได้รับตวามนิยมอีกหน อีกทั้งตลาด in-ear ที่ตัวเองเคยสร้างชื่อด้วย Mylarone X3 กลับได้รับผลตอบรับที่ตรงข้ามกลับอดีต เพราะหูฟังรุ่นหลังๆอย่าง X3i และ Bijou ไม่ค่อยได้รับความนิยมอย่างที่คิด เพราะเสียงรุ่นหลังๆออกมาได้ไม่ค่อยเข้าท่าเท่าไหร่ ห่างชั้นจากที่ X3 เคยทำไว้เยอะ ดังนั้นทาง Crossroad จึงปรับเปลี่ยนแผนและส่งตัว HR series มาลุยตลาดด้าน earbud ดูบ้าง



แน่ นอนว่าคู่แข่งหลักๆของทาง HR series ไม่ใช่ใครอื่น ย่อมต้องเป็นหูฟังจากทาง YUIN อย่าง PK series แน่นอน เพราะงาน Design และ Signature ของเสียงมีลักษณะที่คล้ายคลึงกันมากๆ แต่วัสดุต่างๆทาง crossroad ทำได้ดีกว่าเยอะ เรียกได้ว่าทาง Crossroad พยายามจะแก้จุดด้อยของ YUIN ให้หมด แล้วก้าวมาครองส่วนแบ่งที่ทาง YUIN ยึดครองอยู่นั่นเอง โดยทาง Crossroad ได้ออกรุ่น HR1 และ HR2 เพื่อมาชน PK1 และ PK2 โดยเฉพาะ ก็เรียกได้ว่า เป็นการแข่งขันที่น่าสนใจเลยทีเดียว



ตัวที่ผมได้มา review ก็คือตัว Crossroad mylarone HR2 ที่ว่ากันว่ามันคือ PK2 Killer นั่นเอง


เสียดายไม่มี PK2 มาเทียบ ดังนั้นผมก็ขอข้ามเรื่องการเปรียบเทียบของคู่นี้ไปก่อนแล้วกันนะครับ เรามาว่ากันที่ HR2 ก่อน





งานภายนอก



งาน ภายนอกของ HR2 ทำได้ดีมากๆครับ การเก็บรายละเอียดของงานทำได้เรียบร้อย ไม่มีเสี้ยนช่วงข้อต่อของพลาสติกให้ได้เห็น ตัววัสดุที่นำมาใช้ทำ Housing ก็ใช้พลาสติกเกรดค่อนข้างดีมากทีเดียว เหนียว แข็ง และดูทนทานเอามากๆ พลาสติกเป็นแบบมันเงาดูแล้วค่อยสมราคากับของแพงหน่อย กระทั่งสายหูฟังก็ใช้สายแบบเดียวกันกับของ Westone ไม่มั่นใจว่าสายเดียวกันเลยหรือเปล่านะครับ แต่โดยรวมถือว่าคล้ายสายของ Westone มากๆ ซึ่ง สายของ Westone จะค่อนข้างแข็งแรง นิ่ม และไม่แข็งตัวง่ายๆเหมือนสายของ Shure และ UE ตัวแจ็คหูฟังเอา ก็ทำมาเป็นแบบสำหรับเสียบกับ iPhone Gen 1 ได้โดยทันที เรียกว่างานภายนอกแทบไม่จำเป็นต้องติเลย ที่สำคัญ ที่ตัว Housing ยังมี mark สีแดงและน้ำเงิน เป็นเครื่องหมายแยกซ้ายและขวาให้ด้วย โดยส่วนตัวผมว่าดีมากครับ ถึงแม้จะมีเขียน L กับ R อยู่แล้วก็ตาม แต่ในบางจังหวะช่วงรีบร้อนหน่อยๆ ผมก็ใช้วิธีดูสีแล้วค่อยใส่หูเอาครับ เพราะดูสีมันง่ายและเร็วกว่า


ตัว Case ใส่หูฟังเองก็ทำออกมาได้ดีครับ เล่นใช้ไม้มาทำกล่องใส่หูฟังเลย ไม่ใช้งานลวกๆด้วยนะครับ เป็นกล่องไม้แบบตัดเข้ารูปและยังกดกลึงตรงส่วนที่จับสำหรับเปิดด้วย แถมด้านใต้ของกล่องไม้ยังใส่กำมะหยี่สีดำเพื่อกันลื่นอีกด้วย เรียกว่า ซื้อไปประทับใจแน่นอน








มาว่ากันที่เรื่องเสียงบ้าง


จุด เด่นแรกของ HR2 ที่สัมผัสได้คือ รูปแบบของ soundstage ทื่กว้างมากๆ กว้างพอๆกับ PK2 เลยครับ จริงๆแล้วผมจำเสียงของ PK2 ไม่ได้ เนื่องจากฟังมันนานมาแล้ว แต่ยังพอจะจำรูปแบบของ soundstage ได้ว่า มันกว้างราวๆนี้แหละ มิติเสียงกลางก็ทำได้ค่อนข้างดีครับ ตำแหน่ง image เสียงร้องก็อยู่ในระดับโอเค ไม่เข้ามาใกล้มากเกินไป และไม่ถอยไปไกลจนเกินไป ฟังแล้วก็ให้ความรู้สึกว่ามันโปร่งและโล่งมากๆ การแยกชิ้นดนตรีก็ทำได้โอเคเลยทีเดียว โดยเฉพาะชิ้นที่อยู่ห่างไกลออกไปก็ยังคงได้ยินชัดเจนดี เสียตรงที่มันยังไม่ขาดเท่ากับที่ Shure E4C ทำได้ เพราะบางชิ้นก็ยังมีการทับซ้อนทับช่วงกับบ้าง แต่ไม่บ่อยและไม่หนักหนาอะไร มันจะเป็นลักษณะอยู่ใน layer ใกล้ๆกันมากกว่า ถือว่าโอเคแล้วละครับสำหรับการแยกชิ้นดนตรี



เสียง สูงเป็นจุดเด่นในลำดับต่อมาสำหรับหูฟังตัวนี้ เพราะย่านเสียงสูงมีความชัดเจนและนุ่มนวล ไม่ส่งเสียงจัดจ้านจนเสียดแทงแก้วหู การให้รายละเอียดของย่านสูงก็ทำได้ดีครับ แม้จะไม่ถึงระดับที่ Triple.fi 10 pro ทำไว้ได้ แต่ก็อยู่ในเกณฑ์ที่โอเคทีเดียว การถ่ายทอดเสียงโยกย้ายจากซ้ายไปขวา หรือขวาไปซ้ายก็ทำได้ดีครับ มีความรู้สึกว่าเสียงมันถ่ายจากซ้ายและไปขวาจริงๆ ไม่เหมือนหูฟังบางตัวที่เพลงเดียวกัน แต่แทนที่เสียงจะถ่ายไปอีกด้าน กลับให้รายละเอียดเสียงอยู่กับที่แค่ด้านใดด้านนึงเท่านั้น เสียง ของไลน์กีต้าร์ก็มีความชัดเจน รับรู้ถึงปลายย่านสูงได้ดี เสียตรงที่ยังไปได้ไม่สุดเท่าไหร่ และช่วงหัวโน้ต หรือ Dynamic-impact ของกีต้าร์ก็ยังไม่ค่อยชัดเจนนัก ทำให้ความเป็นตัวตนของกีต้าร์ยังสัมผัสได้ไม่ดีเท่าที่ควร ส่วนพวกแฮ และไฮแฮทถือว่าอยู่ในระดับเกือบดี ได้ยินเสียงชัดเจนและให้น้ำหนักออกมาได้ดี เสียตรงให้ความรู้สึกว่าแผ่นฉาบของแฉมันบ้างไปนิด แต่โดยรวมถือว่าทำได้ดี


เสียงกลาง ค่อนข้างเป็นจุดทีเด่นอีกจุดนึง โดยเฉพาะการ Focus เสียงร้อง ที่ถือเป็นอีกหนึ่ง ไฮไลท์ของ HR2 เลยทีเดียว เพราะเสียง Vocal Focus ได้ดีมากๆ ทำให้สัมผัสถึงตัวนักร้องได้ชัดเจน และค่อนข้างเด่นชัดเอามากๆ ขนาดของ image ก็ไม่ได้เล็กหน้าเกลียด แต่อยู่ในระดับกลางๆกำลังดี ให้รูปร่างของ image ได้ดีมากๆด้วย แต่การถ่ายทอดรายละเอียดของ vocal ยังทำได้แค่เกือบดี ติดนิดเดียวตรงน้ำเสียงที่จะออกขุ่นนิดๆ แบบนิดเดียวจริงๆ โดยเฉพาะช่วงหัวโน้ตที่จะออกขุ่นแบบนุ่มนวลหน่อย แต่ช่วง mid กับปลายเสียงจะค่อนข้างชัดเลยทีเดียว



ตัว เสียงกลองทำได้เกือบดี หัวโน้ตของกลองมีความชัดเจน เสียตรงที่มวลย่านกลางไม่ค่อยมา ทำให้การถ่ายทอดรายละเอียดเสียงกลองจะชะงักไปบ้าง เพราะไม่มีการถ่ายทอดไปช่วงย่านต่ำ เพราะหูฟังตัวนี้ไม่เน้นมวลเท่าไหร่ ทำให้เวลากลองตีลงมามันจะเหมือนหนังกลองขึงตึงมากเกินไป เสียงเลยจะ Roll off ไวไปนิด แต่ก็ไม่ได้น่าเกลียดเหมือนเสียงตีกลอง แปะ แปะ ของ Shure E4C กลองของ HR2 เลยยังอยู่ในระดับพอฟังได้ แต่ก็ยังขาดความเป็นธรรมชาติไปหน่อย เพราะยังให้ความรู้สึกของสแนร์ได้ไม่ดีเท่าไหร่ เพราะมันจะออกแข็งๆไปหน่อย ถ้าอัดเสียงย่านต่ำลงไปน่าจะช่วยได้อีกเยอะ


เสียง เบสของ HR2 กลับไม่ใช่จุดเด่นเอาเลย เพราะตัว HR2 ให้เบสที่น้อยไปหน่อย โดยเฉพาะช่วง impact เบส เรียกได้ว่า มาน้อยมากๆ แต่เห็นคนที่เคยเทียบกับ PK2 ส่วนใหญ่จะบอกว่าตัว HR2 ให้เบสเยอะกว่า ผมว่าถ้าเบส HR2 เยอะกว่านี่... อย่าง PK2 ควรเรียกว่าไร้เบสแล้วล่ะครับ ถ้าจะไล่ไปในส่วนของ mid เบส ถึงมันจะชัดเจนและรับรู้ถึงน้ำหนัก mid เบสได้อยู่ แต่การที่มันขาดทั้ง deep เบส และ impact ทำให้เบสมันดู drop ลงอย่างรู้สีกได้ชัดเจน ผมว่าถ้ามันมีมวลเบสออกมาหน่อย อาจจะช่วยชดเชยในส่วนของย่านกลางและมวลเสียงร้องได้อีกเยอะเลยทีเดียว


โดย รวมถือว่าเป็นหูฟังที่น่าใช้อีกตัวสำหรับการฟังเพลงแบบผ่อนคลาย โดยเฉพาะแนวอย่าง Acoustic หรือ Ballard และแม้กระทั่งเพลง pop เองก็เหมาะเช่นเดียว งานโดยรวมผมว่าปราณีตกว่าทาง YUIN โขเลยครับ ดูแล้วแข็งแรงทนทานมากๆ เห็นว่ามีรับประกันให้อีก 1 ปีด้วย ก็ถือว่าเป็นหูฟังอีกตัวที่น่าสนใจสำหรับคนที่อยากได้หูฟังที่ให้ soundstage กว้างๆ เสียงร้องไม่บาดหู และไม่เน้นเบสมากนัก ตัวนี้ก็เหมาะจะเป็นตัวเลือกอีกตัวเลยทีเดียวครับ

วันจันทร์ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2551

Review Ultrasone HFI-580

Ultrasone HFI-580





http://macdd.com/macddv3/images/stories/news_update/UltrasoneHFI-580/hfi_580_diagonal_open_300dp.jpg


หู ฟังสัญชาติเยอรมันของค่ายนี้ ถ้าว่ากันตามตรง ไม่ค่อยจะเป็นที่รู้จักกันเท่าไหร่นัก ทั้งๆที่มีตัวแืทนจำหน่ายในไทยมานานแสนนานแล้ว แต่ด้วยความที่ทาง Distributor ในไทยไม่ค่อยจะโปรโมทเท่าไหร่ ทำให้ชื่อ Ultrasone ไม่ค่อยเป็นที่รู้จักของคนไทยเท่าไหร่นัก ผิดกับ Shure , Sennheiser และ Grado ที่พูดเมื่อไหร่ก็ร้อง "อ๋อ" เมื่อนั้น ล่าสุดทาง Music2home เองรับไม้ต่อมาจาก Distributor คนเดิม เท่าที่คุยเห็นว่า ทาง Music2home เองก็จะเริ่มทำตลาดจริงจังแล้ว ดังนั้นคิดว่า Ultrasone ก็น่าจะเป็นที่คุ้นหูของคนไทยขึ้นบ้างล่ะครับ แต่ใน Head-fi ผมว่าเป็นยี่ห้อที่ดังพอสมควรเลยนะครับ


ตัว Ultrasone HFI-580 นี่ ผมได้มาซักพักใหญ่ๆแล้ว จริงๆได้มาหลายรุ่นเลย แต่มาเจาะจงที่รุ่นนี้เป็นอันดับแรกก่อน ตัวที่เหลือค่อยว่ากันทีหลัง เพราะตัวนี้มีอะไรให้พูดถึงมากอยู่พอสมควรครับ


หนแรกที่ผมฟัง HFI-580 ผมค่อนข้างมึนๆเล็กน้อย เนื่องจากไม่ชินกับสภาวะการสร้างมิติในรูปแบบที่ไม่เหมือนใคร และไม่เหมือนหูฟังตัวไหนในท้องตลาด พอใส่หูครั้งแรกก็เลย งงๆหน่อย ว่า ทำไม sound มันโอบล้อมไปหมด แต่เสียงร้องดัน Focus เด่นชัดเลยลิ่วอยู่ตรงกลางๆ ก็เลยต้องใช้เวลาปรับความรู้สึกให้ชินกับสไตล์ของเสียงมันนิดหน่อย ซึ่งใช้เวลาซักพักนึกก็ปรับตัวได้ครับ จนหลังๆเริ่มติดแบบนี้แล้ว พอไปฟังหูฟังทั่วๆไป เริ่มรู้สึกว่ามิติมันชักไม่ได้ กลายเป็นหูฟังตัวอื่นๆให้มิติที่แบนและเรียงหน้ากระดานไปหมดเลย

ตัว HFI-580 ก็คือตัวที่ re-model มาจากรุ่น HFI-550 ซึ่ง 550 ปัจจุบันก็ไม่มีวางขายแล้วครับ เพราะกลายเป็น HFI-580 ไปหมดแล้ว เรียกว่าเป็น model ต้อนรับปี 2008 เลยทีเดียว เพราะเพิ่งเริ่มเปลี่ยนเอาปี 2008 นี่เองแหละครับ ซึ่งนอกเหนือจากการเปลี่ยนรูปร่างหน้าตาภายนอกแล้ว ตัว HFI-580 เอง ก็มาพร้อมกับ Technology ใหม่อย่าง S-Logic Plus ที่ถูกคิดค้นเพื่อใช้กับ Flagship ของค่ายนี้อย่าง Ediotion 9 ในขณะที่ตัว model เดิมยังใช้เป็น S-Logic ธรรมดาอยู่เลยครับ ข้อแตกต่างระหว่าง S-Logic Plus กับ ธรรมดา ก็จะเป็นในส่วนของมิติที่กว้างขวางมากขึ้น และให้ dynamic ที่ดีขึ้นกว่าเดิมครับ ( ไม่ดีกว่าเดิมคงไม่เติม Plus หรอก ^O^ ) เท่าที่ผมลองดู รู้สึกว่า S-Logic Plus ให้มิติและความสมจริงที่เหนือกว่า S-Logic ธรรมดาครับ เรียกว่ามิติดีกว่ากันเยอะเลย แถม image ชิ้นดนตรีไม่แบนเล็กด้วย

ก่อนจะเริ่มถึงรูปแบบเสียง ก็คงต้องมาทำความเข้าใจถึงระบบ S-logic ก่อน ว่ามันคืออะไร เพราะถือเป็นจุดเด่นของหูฟังค่ายนี้เลยครับ







แล้ว S-Logic คืออะไร ???




โดย ทั่วไปแล้ว การออกแบบของหูฟังที่มีในท้องตลาดนั้น จะเป็นในลักษณะเหมือนๆกันหมด คือ จะมี Driver มาขนาบข้างหูของเรา เสียงที่ออกจาก driver ก็จะพุ่งตรงเข้าสู่รูหูทันที พูดง่ายๆคือ เสียงจากหูฟังทั่วๆไปจะอัดตรงๆเข้าสู่แก้วหูของเรา ซึ่ง ทาง Ultrasone มองว่า มันเป็นอันตรายต่อหูของเรา เพราะในธรรมชาตินั้น เสียงจะต้องการทบกับใบหูก่อนที่จะเข้าไปสู่แก้วหู ดังนั้นทาง Ultrasone จึง
Design ออกมาเป็น S-logic ที่จะทำให้เราได้รับรู้ถึงเสียงโอบล้อมแบบรอบทิศทางที่สมจริง โดยการออกแบบ Driver แบบ S-Logic จะมีการวางตำแหน่ง Driver ให้ทำมุมตกกระทบกับใบหูของเราในแบบเดียวกับที่เราได้ยินเสียงในชีวิตจริง ซึ่งการทำแบบนี้จะช่วยลด sound pressure ลงได้ในระดับนึง และทำให้เกิดมิติที่สมจริงแถมยังจับระยะทางของเสียงได้ง่าย เพราะตามปรกติแล้ว การที่เสียงสะท้อนกับใบหูก่อนเข้าสู่แก้วหู จะช่วยให้เรากะระยะทิศทางและตำแหน่งของเสียงได้ดีกว่าการที่เสียงเดินทาง เข้าสู่แก้วหูตรงๆ ดังนั้น sound ที่โอบล้อมที่ได้ยินจากระบบ S-logic จะเป็นทิศทางของเสียงที่เกิดจากการ mix โดยตรงจากทาง Studio จริงๆ ไม่ใช่เป็นระบบเสียงหลอกๆแบบ DSP แน่นอน ดังนั้น ไม่ว่าเสียงจะดังหรือเบา มิติของ sound ก็ยังคงเดิมแบบไม่มีผิดเพี้ยนไปเลยครับ


นอกจากระบบ S-Logic แล้ว Ultrasone ยังมีจุดเด่นอีกอย่างนึงนั่นก็คือ



++ EMF Shielding ++


EMF Shielding หรือ ตัวป้องกันคลื่นแม่เหล็ก นั่นเอง ถ้าใครเคยใช้หูัฟังแล้วเกิดอาการล้าเมื่อฟังไปนานๆ นั่นแหละครับ อาการจากสิ่งที่เรียกว่า Magnetic Field Emission ซึ่ง มีงานวิจัยบอกไว้ว่า ตัวคลื่นแม่เหล็ก จะมีผลกระทบต่อสุขภาพเราอย่างแรง อาการที่เห็นๆจะๆเลย คือ ล้า... และคลื่นแม่เหล็กก็มาจาก Driver นี่แหละครับ ไม่ใช่ใครที่ไหน ดังนั้นทาง Ultrasone จึงเริ่มทำการวิจัย แล้วก็พบว่า มีหูฟังมากมายที่ก่อให้เิกิดผลกระทบดังกล่าว จริงๆรายละเอียดยาวกว่านี้ แต่พิมพ์ไปเดี๋ยวจะอ่านไปหลับไปเปล่าๆ เอาเป็นว่า ทาง Ultrasone ได้ออกแบบหูฟังให้กันคลื่นพวกนี้แหละครับ ทำให้เราสามารถใช้หูฟังได้นานมากขึ้น โดยไม่ล้า และไม่มีผลต่อสุขภาพร่างกายเหมือนหูฟังทั่วๆไป

ระบบ EMFShielding จะถูกแบ่งออกเป็น LE และ ULE ซึ่ง รุ่นที่ระบุไว้ว่า เป็น LE จะสามารถลดคลื่นแม่เหล็กได้ 50% แต่ถ้าเป็นรุ่นพวก ULE หรือ Proline จะสามารถลดได้ถึง 98% เลยทีเดียว



ซึ่งตัว HFI-580 นี่แหละครับ ที่เป็นรุ่น ULE



ทั้งๆ ที่ปรกติระบบอย่าง ULE จะไปอยู่กับรุ่นแพงๆ หรือพวก Proline แท้ๆ ขนาดตัว model เก่ารุ่น HFI-550 ยังเป็นแค่ LE ด้วยซ้ำ พอ re-model ปั๊บก็จับเอาของดีๆยัดใส่ลงไปหมดเลย ก็ถือว่าเป็นตัวที่น่าสนใจทีเดียวครับ





มาดูกันที่ส่วนภายนอกก่อน




งาน ของค่ายนี้ถือว่าคุณภาพการผลิตดีมากๆเลยครับ แม้ว่างานประกอบภายนอกจะทำในประเทศใต้หวัน แต่การคุม QC ผมว่าทำได้ดีกว่าหูฟังรุ่นดังๆบางยี่ห้อในท้องตลาดซะอีก แถม Driver ก็ยังคงผลิตอยู่ในเยอรมันเช่นเดิม ทำให้ไม่มีปัญหาเรื่องคุณภาพเสียงแน่นอน ปัจจุบันมีรุ่นเดียวเท่านั้นที่ยังผลิตในเยอรมันทั้งหมด นั่นก็คือ Edition 9 ที่เหลายๆคนสนใจนั่นแหละครับ

วัสดุภายนอกดูแข็งแรงมากครับ เนื้อพลาสติกก็เป็นแบบเกรดคุณภาพค่อนข้างดี เคาะๆเบาๆนี่รู้สึกได้เลยว่าเป็นพลาสติกที่หนาพอสมควรทีเดียว ตัว PAD ก็เป็นหนังเทียมแบบหนา ดูแล้วน่าจะทนกว่าของ A900 ที่เป็นแบบบาง ตรงข้อต่อหมุนที่เชื่อมระหว่าง Housing กับ Band ก็ดูแข็งแรงและเป็นแกนที่ขนาดใหญ่พอสมควร ตัวเลื่อนปรับระดับขึ้นลงเพื่อให้รับกับขนาดหัวก็ดูแล้วน่าจะทนทานนะครับ เพราะเลื่อนเข้าออกได้ smooth มากๆ จริงๆตรงส่วนนี้หลายๆยี่ห้อไม่ค่อยจะเน้นเท่าไหร่ครับ ผมเคยเจอแบบที่ออกแนวแข็งๆหน่อย ซึ่งพอใช้ไปนานๆก็ํดันลื่นแบบล๊อคไม่อยู่ ก็ไม่รู้ว่าถ้าใช้ไปนานๆของ 580 จะล๊อคไม่อยู่แบบคนอื่นหรือเปล่า แต่เท่าที่ลองเลื่อนเล่น ก็น่าจะทนไม้ทนมือได้นานแหละครับ

งาน Design นี่ผมว่า แล้วแค่คนชอบนะครับ แต่โดยส่วนตัวผมก็ชอบลักษณะแบบนี้ จะคล้ายๆกับ Sony 7509 บวกกับ Denon HP1000 น่ะครับ คือตรง Housing มันจะออกรีๆคล้ายๆ 7509 แต่มีฝาครอบ housing ที่เป็นอลูมีเนียมกลึงเหมือนๆกับของ HP1000 ดูโดยรวมก็ถือว่าดูดีครับ แถมยังพกพาง่ายด้วยครับ เพราะมันพับได้เหมือนกับพวกหูฟัง DJ และ Monitor บางรุ่นเลย พับแล้วใส่ถุงพาพาไปใช้ข้างนอกสบายๆ เวลาใช้เบื่อๆก็เอามาห้อยคอแล้วบิดโชว์ด้าน Logo ออกให้คนอื่นดูแบบของ HP1000 ได้ด้วยครับ

ในเรื่องของการสวมใส่ก็ถือว่าทำได้ดีครับ คือกระชับ แต่ไม่รัดบีบหัว ไม่เหมือน HD280pro ที่พอใส่แล้วรู้สึกหนีบหัวทันที ทำให้ใส่แล้วฟังนานๆได้สบายๆ อันที่จริงเท่าที่ผมดูทุกๆรุ่น งาน Design จะเหมือนๆกันหมดเลยครับ จะต่างก็แค่วัสดุที่ใช้ทำ PAD ขนาด Driver และ สีสัน เท่านั้นเอง จริงๆก็น่าจะถือว่าเป็น design เอกลัษณ์ประจำค่ายนี้เลยทีเดียว



มาว่ากันเรื่องของเสียง


อย่างที่ได้เกริ่นบอกกันเมื่อตอนต้นๆไว้แล้วว่า ใ้ช้ครั้งแรกๆจะงงนิดหน่อย เพราะค่อนข้างผิดจากสามัญสำนึกดั้งเดิมที่เราเคยชินกับหูฟังทั่วๆไป เท่าที่ผมลองให้หลายๆคนฟัง ส่วนใหญ่มักจะบ่นว่า เหมือนมิติมันหลอกๆหู แต่จริงๆแล้ว มันคือมิติจริงๆที่เกิดจากการ Mix เสียงเลยครับ เพราะหูฟังทั่วๆไปจะสร้างมิติให้มีความลึกด้วยการสร้างขนาด image ให้เล็กใหญ่ๆไม่เท่ากันบ้าง ทำให้พวกชิ้นดนตรีที่อยู่ไกลๆบางกว่าที่อยู่ใกล้ๆบ้าง และแยกชิ้นดนตรีให้ห่างๆกัน เพื่อให้เกิดความโปร่งโล่งและมีมิติมากขึ้นเพื่อให้รู้สึกถึงความเป็นมิติ ใกล้เคียงจากต้นฉบับ ซึ่งตรงจุดนี้อาจจะมีแอมป์ดีๆที่ให้มิติเจ๋งๆ มาช่วยประกบเพื่อสร้างมิติให้ดียิ่งขึ้น ในขณะที่ฟังกับ Ultrasone ไม่ว่าจะต่อกับแอมป์อะไร ก็มิติดีไปหมด ต่อตรงก็ยังให้มิติที่ดีเลย

ครั้งแรกที่ผมลอง พอเอา 580 ใส่หูปั๊บ รู้สึกว่าบรรยากาศมันอับลงไปเล็กน้อย แต่ว่ามันไม่ค่อยจะกันเสียงจากภายนอกเลยครับ เหมือนกับพวก A900 หรือ A950 เลย ที่ไม่กันเสียงภายนอกเท่าไหร่ ใส่แล้วยังได้ยินอยู่เลย แต่ก็ดีอย่างที่อย่างน้อยเสียงจากภายนอกก็ Drop ลงไป Step นึง จริงๆถ้าจะให้ดี ควรฟังในที่เงียบๆครับ จะดีกว่า เพราะตอนผมฟังที่เงียบๆ พอเวลาเปิดเพลงขึ้นมาปั๊บ จากที่เคยรู้สึกอับๆทึมๆ กลายเป็นโล่งโปร่งคล้ายกับหูฟังแบบ Open เลยครับ ผมว่าโล่งกว่า A900 และ A950 ด้วยซ้ำ เพราะพวกนั้นยังมีความรู้สึกอับๆเล็กๆ แต่ตัว 580 ไม่รู้สึกเลย คล้ายๆกับว่ามี Ambient ล้อมรอบตัวเรา ยิ่งเวลาชิ้นดนตรีขึ้นมา รู้สึกได้เลยว่า มันโอบล้อมเราไว้ทั้งหมด แต่จะหนักไปทางด้านหลังหัวเราหน่อย ซึ่งก็เป็นการให้มิติด้านหลังที่ลึกที่สุดเท่าที่ผมเคยใช้หูฟังมาเลยทีเดียว

แนวๆเสียงจะคล้ายๆพวกหูฟัง Monitor ทั่วๆไป คือ คม ชัด และสดใส แต่ก็ไม่ได้จัดจ้านมากเกินไปจนแสบหู มิติและ image ไม่ได้แบนเป็นระนาบเหมือนหูฟัง Monitor ตัวอื่นๆ ถ้าจะเทียบก็คงเป็นไปในลักษณะแบบ A900 ที่เป็นเสียงแนว Monitor ที่ให้มิติแบบไม่แบน เสียงร้องมีความเป็นตัวเป็นตน แต่ sound image ที่ล้อมรอบก็ยังออกแบนๆหน่อยๆอยู่ดี ในขณะที่ของ 580 ไม่มีอาการแบนๆเลย เพราะ image ทุกชิ้นมีรูปร่างที่ชัดเจน แถมมีระยะใกล้ไกลที่รู้สึกได้ จะมีแปลกๆนิดนึง คือ บางเพลงผมก็ไม่รู้เ้้ค้า Mix ยังไง เพราะเสียงร้องจะมีขนาด image ที่เล็ก แต่ชิ้นดนตรีกลับใหญ่ ทำให้เหมือนคนร้องกำลังโดนเครื่องดนตรีรุม ดีตรงที่การแยกชิ้นดนตรีนี่ตัว 580 ทำได้ดีมาก เสียงแทบไม่ทับกันเลย image เสียงร้องเลยจะลอยโดดเด่นชัดเจนแบบไม่โดนกลบ จริงๆ Ultrasone ทุกรุ่นก็แยกชิ้นดนตรีได้ดีเกือบทั้งหมด โดยเฉพาะรุ่นสูงๆ การแยกชิ้นดนตรีจะดีมากๆ ผมลอง test กับเพลง Close To You ของ Susan Wong วัดกันเฉพาะเสียงเปียโน ถ้าเป็นตัวสูงๆอย่าง Pro 750 หรือ Dj1 Pro นี่ image ของเปียโนจะชัดมากครับ สัมผัสได้ถึงน้ำหนักการกดลงบนคีย์ในแต่ละโน้ตเลยทีเดียวครับ ช่วงปลายเสียงสั่นๆของสายเปียโนยังรู้สึกได้เลยครับ แต่ตัว 580 นี่ ยังไม่ได้ระดับนั้น เพราะน้ำหนักกดยังไม่ชัดเจนเท่า และช่วงปลายก็ยังคุมได้ไม่ดีเท่า แต่ก็ถือว่าทำได้ดีมากๆพอตัวอยู่แล้วครับ กับ AD2000 ผมยังได้ยินแบบคลุมเครือกว่า 580 เลย

เสียงสูงของ 580 จะไม่ได้พริ้วหวานพริ้วไหว แต่จะเน้นที่เสียงชัดๆ ออกแนวนิ่งๆ คมๆ ดังนั้นเสียงจะไม่ออกแนวก้องๆกังวานหวานๆ แต่จะให้เสียงที่กระชับฉับไว แม้จะมีช่วงปลายที่ทอดตัวบ้าง ไม่ได้เก็บตัวไว แต่ก็ไม่ได้ขึ้นไปจนสุด จริงๆผมก็ว่ามันก็เป็นข้อดีนะ เพราะเสียงมันใสแบบนี้ ถ้าเกิดยังไปจนสุดปลาย มันจะน่ารำคาญมากเวลามีเสียงชิ้นดนตรีที่ให้เสียงสูงๆกังวานอย่าง Trangle มารวมตัวกันเยอะๆ ข้อดีของหูฟังยี่ห้อนี้ จริงๆต้องบอกว่าจุดเด่นเลยคือ เสียงกลองน่ะครับ ถ้าพูดกันเฉพาะในส่วนเสียงสูง ก็ต้องว่ากันไปในส่วนของ Crumble ซึ่งให้รายละเอียดได้ค่อนข้างดี เสียงชัดเจน และมีน้ำหนัก ขนาด image ก็ใหญ่สัมผัสได้ง่าย ไม่เหมือน A900 ที่ขนาด image เล็กนิดเดียว เวลาเคาะแฉเลยรู้สึกว่ามันไม่เต็มอิ่ม ตัวไฮแฮทก็แยกแยะออกมาได้ชัดเจน ยิ่งถ้าเจอเพลงอัดดีๆ สามารถแยกได้ด้วยว่าเป็นเสียงเคาะไฮแฮทหรือว่าเสียงเหยียบกระเดื่องไฮแฮท ข้อดีอีกอย่างคือ เสียงสูง ไม่ได้เ็ป็นเสียงสูงแบบจัดจ้านขอบเสียงคมๆ ( เห็นมีคนบอกว่าก่อน burn เสียงจะจัดมาก ) เพราะโทนจะออกไปทางเย็นๆหน่อยแบบ Audio-Technica มากกว่า แต่ก็ยังไม่เย็นหวานเท่าทางนั้น ทำให้ฟังเพลงแล้วสนุกกว่า
ที่ผมชอบก็คือ ไลน์กีต้าร์ที่ให้ impact ได้ดีมาก การถ่ายทอดน้ำหนักเวลาไล่สายก็ทำได้ดี สัมผัสได้ถึงการลงสาย หรือการเกา ไลน์กีต้าร์คล้ายๆของทาง Ms-2 ด้วยครับ เสียดายที่ไม่มี Ms-2 แล้ว ไม่งั้นจะเทียบกันอีกซักที การแยกเสียงของกีต้าร์ก็ทำได้ดีทีเดียวครับ แยกเดี่ยวออกไปเป็นตัวตนชัดเจน บางเพลงจะรู้สึกถึงตำแหน่งการยืนของคนเล่นกีต้าร์เลยครับ

เสียงกลางให้รายละเอียดได้ดีทีเดียว จุดเด่นก็คืิอเสียงกลองอย่างที่บอกไว้แล้ว จริงๆหูฟังตัวนี้ก็ถูกแบบมาเพื่อมือกลองเป็นหลักด้วยซ้ำครับ ดังนั้นการแยกแยะรายละเอียดของกลองนี่หายห่วงเลยครับ ฟังแล้วรู้เลยว่า อันไหนกำลังเคาะลงบนสแนร์ อันไหนกำลังตีลงบนทอม แม้แต่ความแตกต่างของเสียงทอมแต่ละลูกยังรู้สึกได้เลยครับ แต่ด้วยความที่มวลไม่ได้เยอะ ทำให้กลองจะได้ในเรื่องของ impact และรายละเอียดมากกว่า ดังนั้นเวลากลองลงแต่ละครั้งจะไม่ตูมตามแบบหูฟังบางตัว
ในส่วนของเสียงร้องจะค่อนข้างขึ้นอยู่กับเพลงครับ บางเพลงก็ Focus เด่นลอยเป็นสง่า แต่ image เล็ก ไม่ค่อย Balance กับชิ้นดนตรีโดยรอบ คล้ายๆกับนักร้องตัวเล็กๆหน่อย แต่มือกลองกับมือกีต้าร์ีนี่อย่างกะยักษ์ ( อันที่จริงก็ไม่ได้ใหญ่มากหรอกครับ พิมพ์ให้มันดูเว่อร์หน่อย จะได้เห็นภาพพจน์ชัดเจน ^_^ ) ส่วนบางเพลงก็ให้เสียงร้องขนาด match กับ image ชิ้นดนตรีครับ ที่สำคัญ เสียงร้องจะขึ้นอยู่กับการอัดจากต้นฉบับด้วยครับ เพราะนักร้องบางคนเสียงสูงแท้ๆ แต่ไม่จัด ในขณะที่บางคนเสียงออกกลางๆ ดันเสียงจัด ซึ่งก็อยู่ที่ขั้นตอน produce งานดนตรีนั้นๆครับ โดยรวมถือว่าเก็บรายละเอียดได้ดีทีเดียวครับ สไตล์เสียงร้องเหมือน A950ltd เลย เพียงแต่ไม่ได้หวานเท่า และจะออกจัดและสดกว่านิดๆ ถ้าจำไม่ผิด ผมว่า image เสียงร้องของ HFI-580 จะใหญ่กว่าด้วยครับ

ส่วนของเบสนี่ หูฟังตัวนี้จะค่อนข้างแปลกนิดนึงครับ ไม่มั่นจะว่า เป็นเพราะระบบของ S-Logic หรือเปล่า ทำให้บางเพลง impact เบสมันถอยไปอยู่ไกลๆ คือรับรู้ได้นะครับ เพียงแต่มันไม่หนักแน่นเหมือนกับอีกเพลงนึง โดยเฉพาะเพราะเพลงที่เป็นเบสสังเคราะห์ จะชัดและ impact เด่นมาก แต่ถ้าเพลงไหนที่อัด Drum Bass มาดีๆ ก็ได้ยินชัดเจนเหมือนกัน เพียงแต่น้ำหนักก็จะสู้่พวกเบสสังเคราะห์ไม่ได้ ถ้าจะอยากน้ำหนักเบสมีมวลมากขึ้น ก็ต้องใช้แอมป์ที่ให้เบสดีๆ ถ้าได้แอมป์ให้เบสดีๆ เบสจะมีมวลและน้ำหนักมากขึ้นครับ ก็แลกกับความคมชัดของไลน์เบส ที่จะออกเบลอขึ้นหน่อยๆ เพราะขอบเสียงของไลน์เบสจะหนาแบบรู้สึกได้เลยครับ จังหวะที่โซโลเบสจนรู้สึกนวลๆหน่อย เพราะหัวโน้ต ช่วงกลางและปลายๆ มันเขยิบขึ้นมาใกล้ๆกันมากขึ้น ส่วน impact ของ Drum ไม่มีปัญหาใดๆครับ แค่รูปร่างมันจะออกแผ่ขึ้นเท่านั้นเอง
เบสของ HFI-580 จะมีการแยกแยกออกอย่างชัดเจน เช่น Drum Bass ก็ ตุบๆๆๆ ส่วนกีต้าร์เบสก็ ดื่ม ดึม ดึม.. ตำแหน่งของ image คู่นี้ถ้าผ่านการอัดมาดีๆ ก็จะแยกส่วนสัดกัน ไม่มาปนๆกันเหมือนหูฟังหลายๆตัวครับ เพียงแต่ความแน่นของเนื้่อเบสมันน้อยไปนิด และ Dynamic-Range ของช่วงเบสโดยเฉพาะช่วงกลางไปปลายมันยังไล่ได้ไม่ดีนัก แต่ก็ถือว่าโอเคมากๆแล้วครับ เบสส่วนใหญ่จะเป็น impact และ middle มากกว่า ส่วน deep ไม่ได้มีเยอะเท่าไหร่

และด้วยข้อดีของมิติที่ไม่เหมือนใคร ทำให้สามารถเอา HFi-580 มาดูหนังได้สบายๆครับ เท่าที่ผมลอง test กับ DVD Concert ธรรมดาๆโดยไม่ได้เปิด mode Dolby Headphone ก็รู้สึกว่า มันให้มิติได้ดีระดับนึงแล้วครับ อารมณ์คล้ายๆกับเปิด SRS Wow เลย เพียงแ่ต่มันไม่มี sound ก้องๆหลอนๆ เหมือน SRS เท่านั้นเอง เวลาดูคล้ายๆเราอยู่ในงาน Concert นั้นเหมือนกันครับ ได้เรื่องบรรยากาศ แต่มิติมันก็ หูฟังน่ะครับ ไม่ได้อลังการงานสร้างเหมือนลำโพงอยู่แล้ว แต่ถ้าจะให้ได้อารมณ์การดูหนังที่ดีที่สุด ก็ต้องใช้ mode Dolby Headphone ที่มีอยู่ใน program อย่าง WinDVD และ Power DVD ครับ

การ test ดูหนังผมใช้เรื่อง Jurassic Park เพราะมันอยู่ใกล้มือ จริงๆผมมีแผ่น test DTS แต่ไม่รู้หายไปไหน

เสียงจาก Mode Dolby Headphone มันจะออกหลอกๆหูนิดๆในตอนแรกที่ฟัง เพราะมันเป็นการจำลองระบบ surround เทียมขึ้นมา ซึ่งไม่ได้แตกต่างจากพวก DTS decoder ที่ต่อจากภายนอกมากมายนัก ( วัดจากของ ที่แถมมากับ Creative HQ2300D ) ผมยังไม่เคยเทียบกับของตัวอื่นนะ ก็เลยต้องยึดเอา creative เป็นตัวอ้างอิง แต่ผมเคยลองตัวจำลองเสียงของ Creative X-Fi ที่ใช้หูฟังอะไรก็ได้นี่ จำได้ว่าตัวนั้นดีมากๆเลยครับ เสียดายไม่มี X-Fi ไว้ทดสอบ ก็เอาเท่าที่ทำได้แล้วกันครับ อย่างน้อยอันนี้ก็ความสมารถหู ไม่ใช่ความสามารถเครื่อง

ถ้าจะคาดหวังเฮลิคอปเตอร์บินจากข้างหน้าแล้วพุ่งไปข้างหลังไกลๆ ริบๆ แล้ววนออกข้าง ลอยนิ่งบนหัว ก่อนจะค่อยๆลงจอดช้าๆ ที่ด้านขวาของเรา นี่ เป็นไปไม่ได้อยู่แล้วครับ แต่เท่าที่ผมลอง เสียงไดโนเสาร์ที่ร้องก็ให้อารมณ์เหมือนเราอยู่ในบรรยากาศนั้นๆเลยแหละครับ จะออกแนวเหมือนเรากำลังนั่งดูหนังในห้องเล็กๆห้องนึง บางจังหวะก็ได้ยินเสียงไดโนเสาร์วิ่งจากด้านหลังมากด้านข้างเหมือนกันครับ ซึ่งเท่าที่ผมเคยลองหูฟังหลายๆตัว ก็ยังทำแบบนี้ไม่ได้ เสียงพูดเสียงคุยก็ Focus อยู่ตรงด้านหน้าได้ดีมาก อารมณ์ก็ประมาณว่ากำลังฟังเสียงจากลำโพงด้านหน้าเราเลยครับ แต่มันจะหลอกๆนิดๆเท่านั้นเอง เวลา Raptor วิ่งมาจากด้านข้างก็รู้สึกถึงตำแหน่งของตัวมันได้สมจริงเลยครับ พูดง่ายๆคือ ด้านข้างด้านหลังดีหมด แต่ด้านเสียงพุ่งจากหน้าไปหลัง ก็ยังทำไม่ได้อยู่ดี ผมว่า เต็มที่ได้เท่านี้ด้วย software และหูฟังก็ถือว่าทำได้ดีมากๆแล้ว

ที่สำคัญ ควรจะดูหนังที่เป็นระบบเสียงแบบ DTS นะครับ จะสมจริงที่สุด เพราะจะให้การแยกแยะเสียงต่างๆ และ การ focus ของเสียงที่ดีกว่าครับ

สรุปโดยรวมถือเป็นหูฟังที่น่าใช้ตัวนึง แนวเสียงจะออกไปทางสไตล์ monitor หน่อยๆ แต่มิติดีกว่าหูฟัง monitor ทั่วไป เสียงจะออก color นิดๆ และให้เสียงได้ครบทุกย่าน เด่นในเรื่องรายละเอียดของเสียงกลอง ไลน์กีต้าร์ และมิติโดยรวม แถมยังเอามาดูหนังได้ด้วย แต่ถ้าจะให้ดีควรจะมีแอมป์มาประกบ ถึงแม้ว่าลำพังต่อตรงมันก็ออก แต่ Dynamic มันก็สู้การต่อผ่านแอมป์ไม่ได้เลยครับ แอมป์ยิ่งดี เสียงก็ยิ่งดีครับ งานประกอบผมว่าดีทีเดียวครับ แอมป์ที่เหมาะๆหน่อย ก็มีพวก Headstage ตัว Pro , Graham Salee Voyager ตัว Kotch นี่ก็พอได้อยู่ แต่ถ้าอยากได้เสียงสดๆขึ้น ก็ต้อง Heed ครับ สด ไม่จัดจ้าน และได้มิติที่ดีขึ้น แต่ต้องแลกกับเบสที่จะไม่ได้เพิ่มขึ้นมาน่ะครับ ( อาจจะมีตัวอื่นที่เหมาะๆ แต่เผอิญผมได้ลองแค่ไม่กี่ตัวครับ )

ส่วนราคาอยู่ที่ 6,300 บาทครับ ถามผมว่าแพงไม๊ ส่วนตัวผมว่า จากคุณภาพเสียงและ build quality ก็ถือว่าโอเคเลยครับ อย่างน้อยๆก็ฟังดีกว่า A900 แหละครับ ในระดับราคาที่.... ขี่ๆกันเลย อีกอย่าง ประกันของ Ultrasone ก็เป็นแบบประกัน 2 ปีด้วยครับ ถึงแม้มันจะดูแล้วท่าทางไม่พังง่ายๆ แต่มีประกันอุ่นใจไว้ตั้ง 2 ปี ก็ถือว่าไม่เลวเลยทีเดียวครับ



http://reviews.digitaltrends.com/images/reviews/full/5192/20080609_1753563.gif




SPEC


Product Type Headphones
Weight 10.1 oz
Additional Features Foldable, gold-plated plug, S-Logic Natural Surround Sound
Headphones
Headphones Type Headphones - binaural
Headphones Form Factor Ear-cup
Headphones Technology Dynamic
Connectivity Technology Wired
Sound Output Mode Stereo
Response Bandwidth 10 - 22000 Hz
Sensitivity 101 dB
Impedance 32 Ohm
Diaphragm Mylar - 2 in
Connections
Connector Type 1 x headphones ( mini-phone stereo 3.5 mm )
Miscellaneous
Cables Included 1 x headphones cable - integrated - 10 ft
Included Accessories Carrying case, 6.3 mm (1/4") stereo adapter