วันพฤหัสบดีที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

[ Review ] " TIAMAT " อุปกรณ์ชนิดใหม่ที่จะมาพลิกโฉมวงการฟังเพลง

TIAMAT






เคยไม๊ครับที่เวลาฟังเพลงแล้วรู้สึกหงุดหงิดที่คุณภาพเสียงไม่เป็นไปตามที่ต้องการ โดยเฉพาะเวลาใช้กับพวก MP3 player ทั้งหลาย ซึ่งถ้าเป็น iPOD ก็จะยังมีทางเลือกโดยการเอา DAC มาช่วยปรับปรุงเรื่องคุณภาพเสียง แต่ถ้าเป็น MP3 player แบบ no name ละ  ?  และยังมีอีกหลายๆแบรนด์ที่ไม่มี DAC มา support อีกอย่าง การพก DAC และ AMP เพิ่มมันก็ดูยุ่งยากเกะกะต่อการพกพา

ผมเลยมีไอเดียที่จะทำอุปกรณ์ที่พกพาสะดวกและให้คุณภาพเสียงที่ดีขึ้นกว่าเดิม ซึ่งผมได้แรงบันดาลใจมาจากสายต่อที่มักจะแถมมากับหูฟังในยุคก่อนๆ เพราะพวกสายต่อพวกนี้มักจะมีผลกับคุณภาพเสียงอย่างมาก ผมเลยพยายามค้นคว้าดูว่าจะมีทางไหนที่จะทำให้ของพวกนี้ทำให้เสียงดีขึ้นได้ จนสำเร็จกลายมาเป็น “ TIAMAT “ นี่แหละครับ

ตอนแรกที่ตั้งใจทำคือจะทำให้เป็นแค่แจ๊คอย่างเดียว โดยไม่ต้องมีสายอะไรมาเกะกะ แต่ผลปรากฏว่า เสียงมันไม่ดีเท่าที่คาด แถมการใช้งานกับกลายเป็นลำบากกว่าเดิม เพราะแจ๊คมันจะสูงและเกะกะขึ้น สุดท้ายก็เลยต้องเพิ่มสายขึ้นมา ซึ่งก็ให้คุณภาพเสียงตามที่คิดไว้แถมยังใช้งานได้สะดวกกว่าแจ๊คอย่างเดียวซะอีก เพราะมันเป็นลักษณะการใช้งานแบบสายต่อทำให้ไม่รู้สึกเกะกะแต่อย่างใด

สายตัวนี้จะทำหน้าที่คล้ายๆ DAC คือ จะช่วยปรับปรุงคุณภาพเสียงให้ดีขึ้น และยังช่วยแก้ปัญหา Player ที่คุณภาพเสียงไม่ค่อยดี ให้ดีขึ้นจนพอฟังได้ ซึ่งผมได้ลองเทสกับ Player หลายๆตัว ตั้งแต่แย่ๆจนไปถึงระดับเทพ ผลก็คือ คุณภาพเสียงเปลี่ยนไปในทางที่ดีทั้งหมดครับ แต่คุณภาพอาจจะไม่ถึงกับเทียบเท่ากับ DAC เอง เพราะตัวมันไม่ได้มีวงจรอะไรไปช่วยเสริมเรื่องเสียงโดยตรง ทว่าถ้าเทียบกับ DAC ตัวล่างๆหลายๆตัวที่ผมเคยลอง ผมว่า ต่อกับ TIAMAT จะให้ภาพรวมของคุณภาพเสียงที่ดีกว่าครับ ที่สำคัญคือ มันไม่ต้านกระแสด้วย ดังนั้นไม่ต้องห่วงว่าเวลาต่อแล้วจะทำให้เสียงเบาลง












เรื่องของเสียง
----------------

จุดเด่นอันแรกของ TIAMAT  คือ มันจะช่วยเรื่องการ Focus Image ครับ  ซึ่งจุดเด่นตรงนี้ตัว DAC รุ่นล่างๆมันจะทำไม่ได้ และยิ่งไปใช้กับ Player ที่มีปัญหาเรื่อง image ที่มีขนาดใหญ่โตมโหฬาร เรียกว่า เบ่งคับจอ เต็มทุกพื้นที่  และแผ่กระจายกว้างจน image  ของแต่ละย่านเสียงตีกันนัวไปหมด  ตรงนี้จะทำให้ทุกอย่างดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเลยครับ เพราะตัว TIAMAT จะช่วยให้ focus image แต่ละชิ้นดนตรีให้มันชัดขึ้น จากแบนๆใหญ่ๆกลายมาเป็นมีรูปร่างรูปทรงที่ดี  และให้ความเป็น 3 มิติมากขึ้น แถมยังทำให้การแบ่งแยกชิ้นดนตรีดีขึ้นด้วยอนิสงส์จากการ focus  image ที่ดีขึ้นกว่าเดิม ทำให้เกิดช่องว่างของแต่ละชิ้นดนตรี โดยไม่มีการลงมาเบียดกันอีก และยังเปลี่ยนการวางตำแหน่งของแต่ละชิ้นให้มีระยะถอยห่างจากกัน เนื่องมาจากมิติที่ลึกไปด้านหลังหัวเรามากขึ้นกว่าเดิมนั่นเอง ยิ่งหูฟังที่ให้มิติที่ดีอยู่แล้วพอมาประกบเข้ากับ TIAMAT ก็ยิ่งทำให้ลึกดิ่งไปหลังหัวเรามากขึ้นกว่าเดิม แถมตำแหน่งการวางชิ้นดนตรีก็จะไม่เหมือนลอยการอากาศอีกต่อไป จะให้อารมณ์เหมือนนักดนตรีเล่นบนพื้นจริงๆมากขึ้น อารมณ์จะคล้ายๆ ตอนผมฟัง AD2000 เทียบกับ RS-1 ซึ่ง ตัว AD2000 จะเหมือนเล่นดนตรีกลางอากาศ แต่ RS-1 จะเหมือนกำลังยืนเล่นบนพื้นเวที  เอาง่ายๆ iPOD classic ของผม มันจะมีปัญหาเรื่อง image ในส่วนเสียงร้อง ซึ่งผมได้เคยบ่นให้หลายๆคนฟังว่า รูปทรง image มันแปลกๆ เพราะมันเหมือนทรงกลมที่ช่วงล่างแหว่ง และก็ไม่มีอะไรมาแก้มันให้หายได้นอกจาก DAC แต่พอเอามาใช้กับ TIAMAT ปรากฏว่าอาการที่ว่าหายไปเลยครับ image เสียงร้องให้รูปทรงที่เต็มและมีรูปร่างที่ดี แต่จะเปลี่ยนจากกลมๆ ก็เป็นรูปแบบทรงวงรีแบบลูกรักบี้วางในแนวตั้ง ซึ่งก็ให้ shape ที่ใกล้เคียงรูปร่างนักร้องจริงๆมากกว่าแบบที่เป็นทรงกลม


อีกจุดนึงคือเรื่องของหัวโน้ตที่เด่นชัดมากขึ้น ทั้งแน่นและเหมือนจะมีน้ำหนักกับแรงปะทะที่ดีกว่าเดิม บางคนที่ได้ลองก็จะพูดออกว่ามัน “ดึ๋งดั๋ง” กว่าเดิม ซึ่งผมก็เข้าใจว่าเค้าน่าจะหมายถึงเบสและเสียงกลอง เพราะเบสจะรวมตัวกันจนเป็นลูกที่แน่น กระชับ ไม่มีอาการบวมหรือเบลอ แม้จะใช้กับหูฟังที่เบสเยอะๆมากๆก็ตาม เบสนี่ถือว่าเป็นจุดเด่นอีกอย่างนึงเลยครับ เหตุผลเพราะมันช่วยให้ player หลายๆตัวที่เบสออกบวมๆ หรือบางทีก็ไม่รู้สึกน้ำหนักเบสเลยได้ยินแต่ mid bass กับ deep bass ที่ให้เสียงในลักษณะแบบ background มากกว่า อาการคล้ายๆเหมือนเราเปิด subwoofer แต่จูนไม่ดีน่ะครับ คือมีเบสแต่ไม่รู้สึกถึงมวลและน้ำหนัก เพราะมันกระจายไปทั่ว

แต่พอเปลี่ยนเอา TIAMAT เข้าไปใส่ ผลปรากฏว่า เบสกระชับตัวลงมาทันที กลายเป็นลูกเบสแบบเน้นๆ แน่นและทรงพลัง เพราะมันได้ไปกวาดเอาย่านต่ำมารวมตัวกันไว้ที่เดียว ผลคือ เบสที่ได้มีลักษณะแบบเดียวกับ image เบสที่จะเจอได้ใน Sennheiser HD650 ครับ  เป็นรูปร่างและน้ำหนักเบสตามสไตล์แบบนั้นเลย  ซึ่งอันนี้ก็ขึ้นอยู่กับหูเราด้วยนะครับ ถ้าหูตัวไหนเบสน้อยมันก็จะไม่รู้สึกได้ขนาดนั้น เพราะลำพังตัวสายคงไม่ถึงกับสามารถไปเปลี่ยน signature เดิมๆของหูฟังได้ แต่ถ้าตัวไหนมีเบสเยอะๆ รับประกันได้ว่าจะรู้สึกแบบที่ผมบอกทันที

เสียงกลองก็จะให้น้ำหนักที่แน่นขึ้นและโดดเด่นขึ้น ซึ่งผมเองก็ได้เอาไปให้มือกลองที่รู้จักกันได้ลอง เค้าก็ชอบมาก เพราะกระเดื่องมันแน่นขึ้น และตัวเนื้อเสียงกลองก็แน่นกระชับและชัดกว่าเดิม และด้วยความที่กลองแต่ละลูกแน่นขึ้นและชัดขึ้น เสียงของสแนร์จะโดดเด่นยิ่งกว่าเดิม โดยเฉพาะในหูฟังที่ให้เสียงกลางหนาๆหน่อย ส่วนใหญ่จะมีปัญหากับสแนร์เพราะมันจะกลืนไปกับทอม ยิ่งหูฟังยิ่งถูกยิ่งแยกยาก แต่พอใช้ TIAMAT แล้ว มันทำให้สแนร์โดดเด่นขึ้นเนื่องจากเสียงสูงที่ดีขึ้นและ image ที่แยกตัวออกจากกันชัดเจน และ dynamic ที่แน่นขึ้น ทำให้ทอมแต่ละลูกให้น้ำหนักที่ต่างกันอย่างชัดเจน สแนร์เลยได้นับอนิสงส์ไปด้วย เสียงสแนร์เลยกระจ่างชัดเจนจนแยกแยะได้ง่ายสบายหู

อีกจุดสำคัญที่ผมตั้งใจให้มันดีขึ้นคือเรื่องของมิติครับ มิติจะถูกปรับปรุงให้ดีขึ้น โดยเฉพาะด้านลึกจะลึกขึ้นกว่าเดิมจนรู้สึกได้เลยว่าเวลาถอดสายออกแล้วเปลี่ยนมาต่อตรงปุ๊บ ทุกอย่างจะถอยร่นจนแคบเข้ามาทันที ความลึกนี่รับประกันว่าลึกทะลุไปหลังหัวเรากว่าเดิมแน่นอน แต่ก็ไม่ใช่หูฟังทุกตัวจะให้ความรู้สึกลึกได้มหาศาล ขึ้นอยู่กับบุคลิกเดิมๆของหูฟังด้วย เพราะมันไม่ใช่พวก DTS surround Adaptor ที่จะสามารถทำเสียงหลอกหูให้รู้สึกว่ากว้างและลึกได้ อันนี้มาตามความเป็นจริงทุกอย่าง มันเลยจะออกมาลึกจริงๆและไม่รู้สึกมีเอคโค่หลอนๆเหมือนพวก 7.1 surround เทียมทั้งหลาย แถมบางเพลงที่อัดมาดีๆหน่อย จะมีชิ้นดนตรีบางชิ้นมาอยู่ตรงตำแหน่งด้านหน้าเราด้วยครับ แต่จะอยู่เยื้องๆทางซ้ายบ้าง และขวาบ้างนะครับ ไม่ได้มาอยู่ตรงกลางตรงหน้าเรา ซึ่งก็ค่อนข้างทำให้ผมประหลาดใจพอสมควรเพราะไม่คิดว่ามันจะออกมาแบบนี้ได้ เสียดายนิดเดียวคือ soundstage มันเพิ่มนิดเดียวครับ แต่ก็ต้องยอมแลกกับความกว้างของ soundstage เพราะถ้าทำให้กว้างมาเกินไปจะทำให้ Dynamic มันไม่แน่น กลายเป็นเสียงบางๆ แสบ และจัดจนไม่น่าฟัง  ดังนั้นก็เลยตัดสินใจเลือกเอามิติที่ลึกๆไว้ก่อนดรกว่า

อีกอย่างคือ เรื่องของเสียงแหลมที่มักจะมีปัญหาเรื่องปลายเสียงที่กัดและบาดหูนั้น ตัว TIAMAT จะช่วยเกลาให้ปลายเสียงที่หยาบและบาดลดลงด้วยครับ แถมหัวโน้ตย่านสูงก็ชัดเจนมากขึ้น ความพริ้วอาจจะลดลงหน่อย แต่ได้รายละเอียดและความเป็นประกายของย่านสูงได้ดีขึ้น โดยเฉพาะการไล่เสียงจากซ้ายไปขวาและขวามาซ้าย ซึ่งมันจะเป็นลูกเล่นในย่านสูงของคนทำเพลงซึงหลายๆคนก็คงได้ยินบ่อยๆ โดยปรกติแลัวมันจะมีปัญหากับบางหูฟังและบาง player เพราะจะมีการไล่เสียงที่สะดุด ที่เห็นชัดเจนคือเวลาไล่เสียงมา สมมุติมาจากทางขวา พอมาเรื่อยๆกำลังจะถึงตรงกลางหัวเรา ปรากฏว่า เสียงมันแวบหายไปช่วงนึง และมาโผล่ตรงกลาง แล้วก็แวบหายไปโผล่ด้านซ้ายเลย ซึ่ง TIAMAT จะช่วยแก้ปัญหาตรงนี้ได้ครับ เพราะจะช่วยให้การไล่เสียงมีความต่อเนื่องและไหลลื่นขึ้น อาการที่ทำให้เกิดช่องว่างที่ว่าก็จะลดลงไปเยอะมากๆ

ข้อเสียก็คงจะเป็นเรื่องของมวลเสียงที่มันไม่ได้ช่วยให้เพิ่มขึ้น เพราะมันไม่มีวงจรใดๆมาช่วยขยายสัญญานให้มวลมาเยอะกว่าเดิม ซึ่งก็ถือเป็นเรื่องปรกติครับเพราะผมเคยลองทำให้มันมีมวลมากขึ้น ปรากฏว่ามันกลายเป็นขุ่นกันไปหมด ก็เลยต้องยอมให้ออกมาเป็นรูปแบบนี้ อีกอย่างคือ soundstage ที่เพิ่มขึ้นแค่นิดหน่อยอาจจะไม่สะใจของคนที่ชอบ soundstage ออกด้านข้าง แต่น่าจะถูกใจหลายๆคนที่เน้นมิติมากกว่า เอาง่ายๆ  image คนร้องที่ดูแบนๆ กลายเป็นเหมือน 3 มิติได้นี่ ผมก็ happy สุดๆละครับ

แต่ข้อดีของมันนอกจากเรื่องเสียงก็เป็นเรื่องความสะดวกในการใช้งานครับ เพราะมันจะเกะกะน้อยกว่าการพก DAC หรือ แอมป์แน่นอน และไม่ต้องวุ่นวายกับการหาถ่านมาใส่หรือเสียเวลานั่งชาร์ทถ่านเพราะแค่เพียงเสียบก็จบ ง่ายและพกพาสะดวก ใช้งานก็ไม่เกะกะแถมทำให้เสียงดีขึ้นได้อีกด้วย

การใช้งานของสายนั้น นอกเหนือจากการเอาไปต่อตรงๆผ่านหูฟังแล้ว ยังเอามาประยุกต์ใช้กับสาย mini-mini ได้อีกด้วย  โดยเอามาต่อคั่นก่อนจะเข้าตัวแอมป์ ซึ่งก็ช่วยปรับปรุงให้คุณภาพเสียงของสาย mini-mini ดีขึ้นกว่าเดิมได้อีกด้วยครับ  บางคนก็เอาไปต่อช่อง AUX ในรถซึ่งผมเองไม่ได้ลองนะครับว่ามันดีขึ้นหรือเปล่า เพราะ front รถผมมันไม่มีช่อง AUX แต่คนเอาไปลองบอกว่าเสียงดีกว่าเดิมขึ้นมากๆ อาจจะเพราะได้ภาคแอมป์ของชุดเครื่องเสียงมาช่วยส่งให้มันดีขึ้นกว่าเดิม ดังนั้นสายตัวนี้สามารถเอาไปประยุกต์ใช้งานได้หลากหลายกว่าที่มันเป็น ที่สำคัญกว่านั้น มันสามารถต่อพ่วงตัวมันให้มิติดีกว่าเดิมได้อีกด้วย เพราะผมได้ลองเอาสองเส้นมาต่อกัน ผลที่ได้คือ มิติดีกว่าเดิม และให้เสียงที่นุ่มนวลลงกว่าเดิมโดยที่เสียงไม่อั้นและไม่เพี้ยนอีกด้วย แต่ยังไม่เคยลองต่อเกินสองเส้นนะครับ เพราะผมรู้สึกว่ามันเริ่มเกะกะถ้าต่อมากเกินไป

สรุปก็คือมันเป็นสายที่ทำออกมาได้ดีตัวนึง อันนี้พูดเองเลย พกพาสะดวกใช้งานง่ายและเสียงเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นมากๆ เท่าที่ลองพวก Protable Player ทั้งหลายก็เปลี่ยนทุกตัวนะครับ เอาง่ายๆ ผมลองเอาไปใช้กับ MP3 ของ brand ดัง brand นึง ตัวมันเองราคาก็ไม่ได้แพงมาก เสียงก็ออกจะไม่ค่อยดีตามสภาพราคา ปรกติผมจะทิ้งไว้ในตู้โดยไม่เคยคิดเอามาใช้ พอดีจะลองเทสสายก็เลยลองเอามาเสียบเล่นๆซะหน่อย ปรากฏว่า เสียงดีขึ้นแบบ up ไปอีกหนึ่งสเตปเลยทีเดียว จากปรกติฟังไม่ได้กลายเป็นน่าฟังขึ้นมา เพราะตัวนี้จะมีข้อเสียตรงมันแบนไปหมด เสียงกลางก็ขุ่น ทุกอย่างก็ดูขุ่นดูอับดูแย่ไปหมด พอผ่านสาย TIAMAT ขึ้นมา ทุกอย่างดีดตัวออกจนรู้สึกได้ กลางก็ลดความขุ่นลงไปมาก แถมเบสมาเป็นลูกเน้นๆ กระแทกกันเป็นชุดๆ เสียงแหลมก็ชัดขึ้นมากๆ การแยกชิ้นดนตรีและมิติไม่ต้องพูดถึง ดีกว่าเดิมแบบรู้สึกได้ แถม image เสียงก็ออกมาดีมากๆด้วย โดยตัวสายไม่ได้ไปทำลาย signature เดิมๆ เพราะเนื่องเสียงโดยรวมก็ยังเป็นของมันเหมือนเดิม แต่มัน up คุณภาพโดยรวมให้เหนือขึ้นไปอีก  

ก็เหมาะกับคนที่ต้องการอะไรที่ง่ายๆ พกสะดวก ใช้สบาย และเพิ่มคุณภาพเสียงให้ดีขึ้นกว่าเดิม โดยเฉพาะพวก player ที่ไม่ค่อยมีอะไรออกมา support  ครั้นจะปรับ EQ เสียงเอง ก็ยิ่งปรับก็ยิ่งแย่ลง หรือพวกปรับอะไรไม่ได้เลยอย่าง iPOD ทำให้ไม่ต้องลงทุนซื้อ Player ใหม่ หรือไปทุ่มกับ DAC แพงๆ แต่ถึงแม้เราจะเปลี่ยนไปเล่นกับ DAC แรงๆ  TIAMAT ก็ยังจะช่วยเสริมให้ดียิ่งขึ้นไปอีก โดยไม่ต้องขายทิ้งเหมือนเวลาซื้อ DAC กับ AMP ใหม่  ดังนั้น มีเก็บไว้ ไม่เสียหาย ใช้ได้เรื่อยๆตลอดกาลเลยครับ

5 ความคิดเห็น:

ลุงไท-นายแป๊บ กล่าวว่า...

ขอราคาเลยครับ

G7 กล่าวว่า...

ราคามัน... 2690 บาทน่ะครับ

dawn กล่าวว่า...

หลักการทำงานของมันคืออย่างไรครับ สนใจๆ

G7 กล่าวว่า...

ไม่ทราบหลักการอะไรเลยครับ ใช้หูฟังเอาอย่างเดียว โดยส่วนตัวเชื่อว่ามันเป็นผลกระทบจากคุณภาพเสียงของแจ๊คและสายรวมๆกันทำให้ออกมาแบบนี้ครับ

farhana .binte haque กล่าวว่า...

Awesome Deals! Get 49% discount on Sweat Proof & Water Proof Bluetooth Headphones - Wireless Earbuds by Neojdx. Check the on Amazon.