แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Koss แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Koss แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2551

Review Koss Portapro

Koss PortaPro



http://www.koss.com/koss/kossweb.nsf/05prodsbymodelal/PORTAPRO/$FILE/PORTAPRO_1.jpg?OpenElement




เรื่องของเรื่องคือผมตามหามันมานานแสนนานแล้ว ตั้งแต่รู้ว่าเสียงมันเหมือน KSC35 นี่แหละครับ เหตุผลที่อยากได้เพราะว่า มันพอจะใส่โชว์ไปข้างนอกได้ครับ แต่พอเอาเข้าจริงๆ ผมไม่กล้าใส่ ยอมใส่ 35 ดีกว่า เพราะอันนี้มันหนีบหัวผมด้วยนี่ซิ แถมงานออกแบบก็เป็นสไตล์แบบที่ล่วงเลยมา 10 ปีฝ่าๆแล้ว จะเอามาใส่โชว์ใน พ.ศ. นี้ก็กะไรอยู่





ว่ากันภาย นอกก่อน ผมว่า งานดีทีเดียวครับ ( เมื่อเทียบกับ 35 ) ฟองน้ำก็ดีกว่าครับ ไม่ใช่ฟองน้ำบางๆ ที่หุ้มสะเปะสะปะอย่าง 35 แต่เป็นฟองน้ำที่หุ้มได้เนียน เป็นรูปเป็นร่างกว่าเยอะ ดูแล้วฟองน้ำไม่น่าจะรีบร้อนจากไปก่อนวัยอันควร

ตัวคาดก็เป็นรูปแบบเดียวกับ AKG K26P เลยครับ คือดึงสะวื๊บ....ออกมา พอปล่อยก็คืนตัว แถมสามารถพับเก็บได้ด้วย ทำให้ค่อนข้างสะดวกในการพกพา เสียอย่างเดียว ตรงถุงใส่ที่แกให้มาด้วย มันพอดีกับหูฟังเกินครับ ถ้าใครมีก็อย่าเอาไปใส่ถุงเลยครับ หูฟังมันจะพังก็เพราะที่ใส่นี่แหละครับ อยากเห็นหน้าคนออกแบบถุงใส่จริงๆเลย เจอหน้าล่ะจะจับดีดมะกอกซะหน่อย

งานโดยรวมผมว่ายังสู้ AKG K26P ไม่ได้นะ ทางนั้นดูเนียนกว่า และท่าทางจะแข็งแรงกว่าด้วย แต่ Porta Pro ไม่หนีบเหมือน K26P ครับ ใส่สบายกว่ากันเยอะ แถมมีสวิทช์ปรับเพื่อไม่ให้รัดจนเกินไปด้วย เสียตรงสวิทช์มันชอบตีกลับครับ กลับมาอยู่ที่เดิมตำแหน่งแรกเริ่มก่อนจะปรับ มันทำให้ผมงงว่า แล้วพี่แกจะทำมาทำไม ? ไม่ทำตัวล๊อคให้มันดีๆหน่อย.... ใช้แล้วเซงเลย

มาว่ากันเรื่องเสียงบ้าง.. บรรยากาศโดยรวมเหมือน KSC35 ทุกประการ... แต่ !! เบสเยอะกว่า ออกจะกระชับกว่าด้วยครับ แถมไม่กวน Vocal ด้วยครับ เนื่องจาก Vocal จะขึ้นได้สูงกว่า 35 ครับ เบสเลยไม่มากวน และ soundstage แคบกว่า ( อย่างที่ใครๆบอก ) ทว่า ตัว Porta Pro ทำมิติของเสียงได้ดีกว่าครับ สไตล์ของมิติเสียงเหมือนกับ MS-1 เลยครับ แต่ว่าเสียง MS-1 จะนุ่มนวลกว่า smooth กว่า และเบสนุ่มเบากว่า ตัวนี้แนวเสียงยังไงก็ KSC35 ครับ คือ ถ้ามี 35 อยู่แล้วก็ไม่จำเป็นต้องไปเสาะแสวงหาให้เสียเวลาครับ แต่ถ้าสามารถปล่อย 35 ได้ แล้วอยากได้งานเนี้ยบๆกว่า แถมให้อารมณ์เหมือนกับทาง Grado ก็จัดมาได้ครับ อย่างน้อยไม่ได้รุ่นพี่ก็เล่นรุ่นน้องนี่แหละน่า

สรุปโดยรวมคือ ถ้ามี KSC35 อยู่แล้ว หรือ คิดที่จะเป็นเจ้าของ 35 ที่ไม่เน้นรูปลักษณ์ภายนอก และเน้นที่เสียง ผมว่า 35 ก็ยังคงเป็น First Choice อยู่ดีครับ ไปๆมาๆ 35 จะใส่สบายกว่าด้วยครับ Porta Pro มันใส่ลำบากไปหน่อย ยิ่งถ้าคนชินๆกับ clip ear จะหยิบ 35 มาใส่ได้เร็วกว่า Porta Pro อีกครับ แต่บางท่านบอกผมว่า เสียง Porta Pro จะ smoothกว่า 35 อันนี้ก็แล้วแต่คนครับ

แต่ ถ้าเน้นงานปราณีต ไม่สน soundstage สนเบสเป็นหลัก คุณควรรีบไปหามาไวๆครับ ก่อนจะหาซื้อไม่ได้ 5555 แต่ไปๆมาๆตอนนี้ผมเห็นขายกันให้พรึ่บเลยแฮะ

และ ย้ำอีกทีถ้าคุณมี 35 แล้ว ไม่ต้องซื้อใหม่นะครับ 35 มันก็ดีแล้วครับ ถ้าจะต้องเสียตังค์นะ ผมว่า น่าจะขึ้นไปเล่นตัวอื่นมากกว่าครับ ยกเว้น คุณมีศรัทธาอันแรงกล้าต่อ KOSS และอยากจะเก็บหูฟังที่ให้คุณภาพเสียงแบบ 35 และที่สำคัญ ไม่ก๊องแก๊ง ก้อซื้อได้ครับสำหรับน้องชาย MS-1 ตัวนี้





SPEC

Frequency Response 15-25,000 Hz
Impedance 60 ohms
Sensitivity 101 dB SPL/1mW
Distortion <0.2% style="font-weight: bold;">Cord Straight, Dual Entry, 4ft

วันพุธที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2551

Review หูฟัง Koss KSC35

KOSS KSC35



KOSS KSC35 เป็นอีกหนึ่งในตำนานของหูฟังแบบ Clip-ear ที่เป็นที่กล่าวขวัญตั้งแต่ใน head-fi จนมาถึงเมืองไทย และเป็นรุ่นอมตะรุ่นนึงที่ทาง KOSS ต้องผลิตออกมาขายเรื่อยๆ เพราะแฟนๆเรียกร้องอยู่ตลอดเวลา ซึ่งในเมืองไทยก็เกิดอาการ Fever อยู่พักใหญ่ๆเลยทีเดียว ตั้งแต่สมัยของมีในตลาดใหม่ๆ จนถึงช่วงที่ของขาดตลาด ความต้องการของ KSC35 ถึงขนาดที่ว่า ใครลงมาขายปุ๊บ เป็นอันขายออกปั๊บ โดยไม่มีการต่อราคา แถมบางคนยังจะให้ราคาแพงกว่าที่เจ้าของตั้งเอาไว้ด้วยซ้ำ

ปััจจุบันสถานการณ์ Fever ก็ลดลงมาอยู่ในระดับปรกติแล้ว เพราะทาง KOSS ก็ได้ผลิตออกมาขายเหมือนเดิม แม้ว่าจะยังเป็นสินค้าที่ขายเฉพาะการสั่งซื้อผ่าน internet และขายเฉพาะใน USA ก็ตาม แต่ทางไทยก็มีคนนำเข้ามาขายให้หลายๆคนได้สัมผัสกันอย่างชื่นใจ



มาดูกันที่งานภายนอก


วัสดุที่ใช้ืำทำ KSC35 เป็นเพลาสติกสีดำธรรมดา แต่ค่อนข้างเหนียวและดูแข็งแรง ช่วงข้อต่อถ้าไม่ดึงเข้าดึงออกมาก ก็ไม่ค่อยจะมีปัญหาเรื่องหลวมหรือพังครับ ตัวสายเป็นสายธรรมดาแบบ KSC75 รวมไปถึงส่วนของ JACK ที่เหมือนกันทุกประการ จุดแตกต่างของคู่นี้ก็คืองาน Design และเรื่องของเสียง ซึ่งตัวงาน Design ของ KSC35 เป็นในรูปลักษณ์แบบดั้งเดิมเหมือนสมัยที่ผลิตใหม่ๆไม่มีผิด สาเหตุที่คง Design เดิมๆไว้ เพราะการเอา Driver ของ KSC35 ไปพัฒนารูปแบบใหม่แล้วออกมาเป็น KSC50 กลับกลายเป็นทำให้คุณภาพเสียงเปลี่ยนไปจา่กเดิม แถมลูกค้าที่ซื้อไปกลับนิยมชมชอบความเป็น KSC35 มากกว่า ดังนั้น ทาง Koss จึงต้องคงรูปลักษณ์เดิมๆไว้ อันนี้แล้วแต่ความชอบครับ บ้างก็ว่าขี้เหร่ ใส่แล้วอายเึค้า แต่บางคนก็บอกว่ามันดู Classic ดี เอาไปว่าเวลาใส่แล้วใครมาถามว่า หูอะไรทำไมขี้เหร่ ก็บอกเค้าไปแล้วกันครับว่า..

"มัน ARTTTTT..... ออก.."




มาว่ากันเรื่องเสียงครับ



สิ่งแรกที่ควรพูดถึงก็คือเบส เพราะ KSC35 ให้เบสที่เหนือกว่า KSC75 แบบเห็นได้ชัด แม้คุณภาพเบสของรุ่นใหม่ๆที่ผมได้ลอง จะสู้รุ่นที่ผมเคย test เมื่อในอดีตไม่ได้ แต่ตัวนี้กลับให้ความรู้สึกของน้ำหนักเบสได้ดีกว่า จริงๆแล้วบางเพลงอาจจะรู้สึกว่าเบสของ KSC35 กับ KSC75 ไม่หนีกันเท่าไหร่ แต่ในบางเพลง KSC35 กลับทำได้ดีกว่า ส่วนนึงผมคิดว่าน่าจะเกิดจาก Sensitivity ย่านเสียงต่ำของ KSC35 ตอบสนองได้ดีกว่า KSC75 ทำให้เพลงบางเพลงที่อัดเบสมาไม่เยอะมาก ตัว KSC35 ก็ถ่ายทอดออกมาได้เต็มๆ

สไตล์เบสของ KSC35 ก็เป็นเบสแบบที่เรียกกันว่า "เป็นลูกๆ" นั่นแหละครับ เพียงแต่ไม่ใช่ลูกที่มีคุณภาพเด่นชัดเหมือนที่จะได้พบในหูฟังระดับแพงๆ แต่ในระดับราคาไม่ถึง 2 พัน ก็ถือเป็นเบสที่มีคุณภาพใช้ได้แล้ว เบสจะค่อนข้างเด่นกว่า KSC75 ตรงที่มีตัวโน้ต หรือ Impact เบสที่ดีกว่า ทำให้ Balance ของ Middle เบสไปกันได้ดีกับ Upper เบส และให้เนื้อเบสที่ค่อนข้างดี มีความแน่น แม้จะมีช่วง middle จะไม่ได้มีการถ่ายน้ำหนักจากแน่นไปเบาได้อย่างไหลลื่น แต่ก็ให้ความชัดเจนและรับรู้ถึงน้ำหนักได้ดี ที่สำคัญมี Deep เบสให้ปิดท้ายอีกด้วย แม้ได้บางเพลงจะโดน Middle กลืนไปนิดบ้างก็ตา่ม แต่โดยทั่วๆไปก็ให้ส่วนของคุณภาพ Deep เบสที่ดีครับ มวลเบสก็อยู่ในระดับกำลังพอดี ไม่บวมเลอะเทอะเหมือนหูฟังบางตัว

เสียง Vocal มีความเด่นและชัดเจน เสียงอาจจะไม่จัดจ้านเท่ากับทาง KSC75 เพราะตัว KSC35 จะให้ความรู้สึกของมวลเสียงร้องได้ดีกว่า แต่การ Focus ก็ยังชัดเจนสู้ของ KSC75 ไม่ได้ เหตุผลเพราะ image ในส่วนของ Vocal หรือตัวนักร้อง จะมีขนาดที่ใหญ่กว่าของทาง KSC75 ทำให้จุดเด่นของ KSC35 เลยไปตกอยู่ที่การฟังเพลงทั่วๆไป ไม่ได้เน้นเพลงเด่นเสียงร้องประเภทแบบ Susan Wong หรือ Emi Fujita ดังนั้น ทั้งคู่จะมีแนวทางของการฟังเพลงไปในคนละแนว

เสียงสูงจะค่อนข้างออกไปทาง KSC75 มากๆ แต่ความสากและความจัดจ้านจะน้อยกว่า KSC75 แต่เสียงเครื่องดนตรีตระกูล Crumble ทั้งหลาย ก็ยังคงกลายสภาพเป็นแผ่นสังกะสีเหมือนเ้ดิม แต่เห็นผมบอกอย่างนี้ไม่ใช่ว่าเสียงตีมันจะก๊องแก๊งนะครับ คือ มันชัด ใส และ Focus ได้ดีั เพียงแต่ signature ของมัน จะออกไปทางหยาบๆหน่อย แต่ก็ไม่ได้แตกพร่า หรือมีขอบเสียงสูงแบบจัดๆคมๆให้ได้บาดหูกัน โชคดีที่มันยังมีความพริ้วอยู่บ้าง ทำให้ปลายเสียงสูงไม่ห้วนและยังทอดตัวได้ดีอยู่ โดยรวมต้องถือว่ามันทำได้ดีในระดับราคานะครับ เพราะการแยกเสียงสูงทำได้ชัดเจนทีเดียว เพียงแต่การให้รายละเอียดยังทำได้ไม่ดีเท่าไหร่ ซึ่งก็ตามราคา ตามคุณภาพวัสดุที่ใช้ทำ driver แหละครับ

เรื่องมิติเสียงกลางและ soundstage จะแตกต่างจากของ KSC75 นิดหน่อย คือ ตัว KSC75 จะให้ความรู้สึกถึงด้านลึกของมิติเสียงกลางที่ดีกว่า ในขณะที่ KSC35 จะมี soundstage ที่กว้างกว่า สังเกตได้ง่ายชัดๆคือ เครื่องดนตรีชิ้นเดียวกัน โดยเฉพาะที่อยู่ด้านข้างซ้าย หรือ ด้านขวา แล้วอยู่ตำแหน่งๆไกลๆช่วยปลายๆของ soundstage ถ้าเป็นของ KSC75 จะถูกยกสูงขึ้นกว่า KSC35 step นึง และดึงระยะเข้ามาใกล้กว่าของ KSC35 ในขณะที่ KSC35 จะห่างไปได้ดีกว่า แต่ระนาบก็จะอยู่ระดับเดียวกับหูของเรามากกว่า และด้วย Vocal ที่มีขนาด image ที่ใหญ่ ทำให้ KSC35 ให้ความรู้เหมือนมิติเสียงกลางจะด้อยกว่า KSC75 หน่อยๆ ก็ต้องแรกมวยกันนิดนึงละครับ อยากได้เบส soundstage ก็ KSC35 อยากได้มิติเสียงกลาง Vocal ชัดๆ ก็ต้องเลือก KSC75


สรุปโดยรวมแล้ว ถือเป็น Clip-ear ที่น่าใช้อีกรุ่นนึง ความจริงผมก็วิจารณ์โหดไปหน่อย ซึ่งถ้ามาพูดถึงราคาค่าตัวของมัน ก็ถือว่ามันทำได้ดีมากๆแล้วนะครับ ลำพัง Full-size ที่ราคาอยู่ในระดับนี้ ผมยังไม่มั่นใจเลยว่าจะมีตัวไหนให้เสียงได้ในแบบ KSC35 ได้บ้าง ( ไม่นับ Portapro กับ Sportapro นะครับ เพราะมัน Driver เดียวกัน ) ที่สำคัญ ตัว KSC35 ถ้าได้แอมป์ดีๆอย่าง Voyager มาประกบ มันจะกลายเป็นหูฟังที่ดีมากๆทีเดียวครับ

นิดนึงนะครับ เห็นว่าสมัยก่อน KSC35 มันประกัน Lifetime Warranty ไม่รู้เดี๋ยวนี้ยังเป็นอยู่แบบนั้นหรือเปล่า คือ Lifetime Warranty ของ KSC35 ไม่ได้เหมือน lifetime Warranty ของเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นๆนะครับ ที่มักจะโม้ว่า Lifetime แต่พอถามจริงๆดันบอกว่า เป็น lifetime ของเครื่อง ซึ่งเค้าก็กำหนดเอาเองว่า 2 ปี หรือพูดง่ายๆคือประกัน 2 ปี แต่บอกว่า lifetime ให้มันดูหรู...

แต่ของ KSC35 คือ Lifetime Wattanty จริงๆ เป็น lifetime ที่เรียกว่า ตลอดชีวิต ของคนที่ซื้อมันใช้นั่นแหละครับ เปลี่ยนกันจนกว่าจะเลิกผลิตกันอีกรอบนึง ดังนั้น มันจึงเป็นหูฟังที่ประกันสุดยอดที่สุดแล้วครับ เพียงแ่ต่ไม่รู้เดี๋ยวนี้นโยบายเปลี่ยนหรือเปล่า ถ้าเปลี่ยนก็น่าเสียดายครับ...

แล้วก็ KSC35 มีแบบปลอมระบาดเหมือนกันนะครับ ในไทยเองผมยังไม่เคยเห็นแบบจริงๆจังๆ ( ไม่มั่นใจตัวที่เคยเจอในอดีตจะเป็นของปลอมหรือเปล่า ) ถ้าจะซื้อก็ดูดีๆแล้วกันครับ เพราะของปลอมทาง KOSS ไม่รับประักันครับ ผมมีรูปให้ดูเทียบงานของ copy กับของแท้ด้วยครับ



- อันบนของแท้นะครับ อันล่างของปลอมครับ -






SPEC


Frequency Response : 15-25,000 Hz
Impedance : 60 ohms
Sensitivity : 101 dB SPL/1mW
Distortion : <0.2%
Cord : Straight, Dual Entry, 4ft

วันอังคารที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2551

Review หูฟัง KOSS KSC 75

KOSS KSC75




KOSS เป็นผู้ผลิตหูฟังที่อยู่ในตลาดมาแสนยาวนาน โดยที่มี Product เด่นๆที่คนไทยที่เล่นหูฟังมาพักใหญ่ๆจะรู้จักกันดีอย่าง KSC35 ที่อยู่คู่ตลาดมานานแสนนาน โดยมี KSc75 ตามมาในภายหลัง ซึ่งทาง KOSS หมายมั่นปั้นมือว่า KSC75 จะมาเป็นตัวแทนของ KSC35 แต่ คนก็ยังให้การยอมรับตัว KSC35 มากกว่าอยู่ดี ทา่ง KOSS เลยเลิกผลิต KSC35 ไม่ได้ ทั้งๆที่ประกาศไปแล้วว่าจะยุติไลน์ผลิต แต่ก็ต้องหวนกลับมาผลิตเหมือนเดิม เพราะคนเรียกร้องเยอะ


มาว่ากันที่ตัว KSC75 ดีกว่าครับ


งานประกอบ KSC75 จัดอยู่ในระดับธรรมดา งาน Design จะดูเหมือนของเล่นนิดหน่อย อาจจะไม่เหมือนทาง Sony ที่มี Designer เก่งๆอยู่ในมือหลายคน ทาง Koss เลยจะดูออกธรรมดาไปนิด ทั้งๆที่ตัว KSC50 ทำออกมาได้ดูดีมาก แต่ก็สู้ตัว KSC75 ไม่ได้ในแง่ยอดขาย ทาง KOSS เลยปล่อย Design ให้เป็นแบบนี้ต่อไป


วัสดุที่นำมาใช้กับ KSC75 เป็นพลาสติกสีบรอนซ์เงินธรรมดา แต่มีก้านที่เป็นเหล็กหุ้มพลาสติกมาให้ ซึ่งแตกต่างจาก KSC35 ที่เป็นพลาสติกล้วนๆ แถมตัวก้านเกี่ยวหูก็ยังสามารถถอดได้ เอาไปเปลี่ยนกับ KSC35 ก็ยังไหว แต่ถ้าถอดเข้าออกบ่อยๆมันจะหลวม ดังนั้น ไม่แนะนำให้ถอดถ้าไม่จำเป็นครับ ส่วนตัวสายก็เป็นสายธรรมดา สายเป็นแบบยางนิ่มซึ่งก็ทนทานในระดับนึงครับ ยังไม่พบว่ามีคนใช้แล้วสายมันจะเปื่อยแตก ส่วนมากจะขาดเพราะความผิดพลาดจากคนใช้มากกว่า ตัวแจ๊คเองก็เป็นแจ๊คเคลือบทองแบบธรรมดา ก็ถือว่าสมกับราคาค่าตัวครับ





มาว่ากันที่เรื่องเสียง



เรื่องเสียงตัวนี้ ออกโทนใสครับ แนวเสียงจะไปทางพวก EP880 , ER6i ประมาณพวกนั้นน่ะครับ เสียงเบสจะออก impact ไม่เยอะ จะเน้นที่เนื้อเบสมากกว่า ก็เยอะกว่า EP880 แหละครับ ฟังเพลงเบาๆสบายๆสไตล์ Accoustic ล่ะ work เลยครับ

Sondstage และมิติเสียงกลางถือว่าทำได้ดีมากๆครับ เป็นหูฟังที่ให้ความโปร่งได้ดีอีกตัวนึง เวลาใส่ฟังจะรู้สึกเหมือนกับมิติมันดีดลอยตัวออกจากหัวครับ ทำให้การแยกตำแหน่งของชิ้นดนตรีต่างๆทำได้ชัดเจนดีครับ แต่ก็ยังแยกชิ้นดนตรีได้ไม่ดีเท่าไหร่ ถ้าเจอเพลงที่ sound มาหนักๆ เร็วๆ ก็มีการอาการกลืนกันพอสมควรครับ ถ้าฟังเพลงช้าๆ ทีมีเครื่องดนตรีน้อยชิ้น หรือเพลงป๊อปทั่วๆไปก็ฟังได้สบายๆครับ

การ Focus image ของชิ้่นดนตรีแต่ละชิ้นทำได้ค่อนข้างดีมากๆครับ ชิ้นดนตรีมีขนาดที่กำลังดี ไม่เล็กไม่ใหญ่เกินไป และมีขนาดของ image ที่ Balance ใกล้เคียงกัน ทั้ง Vocal และ Instrumental ไม่มีใครเด่นล้ำหน้าเกินกัน แถมยังให้มิติเสียงกลางที่กำลังดี มีความเป็น 3 มิติอีกด้วยครับ

เสียงสูงของ KSC75 ค่อนข้างชัดและใส ไม่มีเสียงเสียดหรือบาดหูให้น่ารำคาญ แต่เสียงสูงยังให้ความรู้สึกที่แบนและออกสากๆหน่อย เป็นเสียงสูงที่ถูกจูนให้จัดจ้านขึ้นจาก KSC35 เล็กน้อย สังเกตได้จากเสียงที่ตีไฮแฮท และแฉ ที่ให้ความรู้สีกไม่เหมือนกำลังตีบนฉาบทองเหลือง จะออกไปทางตีฉาบที่ัเป็นสังกะสีหน่อยๆแทน เสียงเลยจะไม่ค่อยกังวาลใสในแบบของจริง แต่จะออกไปทางใสติด color หน่อยๆ แต่ด้วยระดับราคาของมัน ผมไม่ซีเรียสเรื่องนี้มากมายครับ

เบสของ KSc75 ไม่ถึงกับแน่นมากมายครับ impact ของเบสไม่เยอะมากก็จริง แต่ก็มี middle ให้ไลน์เบสออกมาได้ชัดเจน แม้จะไม่ถึงกับเยอะแยะเท่ากับที่ KSC35 ทำไว้ แต่ก็ทำได้ในระดับน่าพอใจ ไม่ได้มีน้อยจนรู้สึกไม่ได้ แต่มีในระดับกำลังเหมาะ เบสค่อนข้างเกาะตัวกันได้ดีและมี shape ที่เด่นชัด แต่ด้วยความที่ middle ไม่ได้แน่นมากนัก อยู่ในระดับเพียงแค่แน่นปานกลาง ทำให้เบสยังมีความกลวงบ้างเล็กน้อย น้ำหนักของเบสอยู่ในระดับปานกลางครับ ไม่มาก และน้อยเกินไป แถมยังมี deep ติดปลายให้ได้ชื่นใจอีกเล็กน้อยด้วย

เสียงกลางของ KSC75 ค่อนข้างเด่นชัด ตัวน้ำหนักของกลองทำได้ค่อนข้างดี แม้จะลงได้ไม่รุนแรงเท่ากับหูฟังบางตัว แต่ก็กระแทกกระทั้นได้พอสมควร ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับเพลงด้วยนะครับ บางเพลงที่อัดกลองไว้ไกลๆหน่อย น้ำหนักของกลองก็จะลดลง แต่ถ้าอัดมาใกล้ๆ น้ำหนักกลองก็จะหนักหน่วงมากขึ้น เหตุเพราะ Dynamic ของ KSc75 จะเด่นเฉพาะช่วงที่อยู่บริเวณใกล้ๆหัวเราครับ ถ้าชิ้นไหนลอยห่างออกไปหน่อย ตัว Driver จะถ่ายทอด dynamic ได้ไม่ดี เป็นข้อเสียเรื่อง Balance ของเสียงที่ถ่ายทอดได้ไม่เท่ากันทั่วทั้งหมด ซึ่งอาการนี้ผมก็เจอให้ Philips HP895 ที่มีอาการคล้ายๆกันครับ จำเป็นต้องอัด power หรือ เร่ง volume เข้าไปอีก อาการถึงจะหายครับ แต่มิติก็จะลดลงมาเช่นกัน ดังนั้นถ้าใครฟังเพลงเบาๆ ก็จะได้กลองเบาๆเป็นของตอบแทนครับ

เสียง Vocal ของตัวนี้จะค่อนข้างชัดเจน มีการ Focus เสียงร้องที่ดี เสียง Vocal ค่อนข้างลอยเด่น และไม่ปนหรือกลืนไปกับชิ้นดนตรีอื่นๆ ให้่ความเป็นมิติที่ดีแม้จะไม่เท่าของแพงๆ แต่ก็อยู่ในระดับที่โอเค ไม่ได้แบนเหมือนหูฟังบางตัว แต่ก็ยังติดปลายเสียงสูงที่ออกหยาบๆมาบ้าง ข้อดีคือเสียงร้องฟังแล้วไม่เสียดหู และไม่จัดจ้านมาก แถมยังเก็บ Detail ได้ดีในระดับนึงเลยทีเดียว ข้อเสียคือมวลน้อยไปหน่อย

โดยรวมถือเป็นหูฟังแบบ earbud ในระดับล่างที่น่าใช้อีกตัวนึง ผมเคยอ่านใน head-fi เค้าบอกไว้ว่า ถ้าเอาตัว KSC75 ไปต่อกับเครื่องเสียงบ้าน จะให้เสียงที่สุดยอด ซึ่ง ผมก็ลองแล้ว แต่ก็ไม่ได้ีูรู้สึกว่าสุดยอดอย่างที่เค้าบอก คิดว่าน่าจะเกิดจาก Matching System ครับ คือ หูฟังผม ไม่ Match กับ system ของผม ทำให้ได้คุณภาพเสียงไม่เท่าที่เค้าโม้ ผมคิดว่าตัว KSC75 น่าจะต้องหาแอมป์แบบ Voyager ที่ช่วยลบรอยหยาบให้มันมีความกลมมลน่าฟังขึ้น ถึงจะดีครับ พอดี Voyager คืนเค้าไปแล้วเลยไม่ได้ทดลอง เสียดายเหมือนกัน สำหรับหูฟังที่ให้เสียงเกือบครบเครื่องในระดับราคาไม่สูงมาก ทั้งยังโปร่ง ฟังง่าย แต่ใหม่ๆอาจจะใส่ลำบากนิดนึง ก็ถือว่าคุ้มค่าใช้ได้ทีเดียวครับ







SPEC

SPECIFICATIONS
- Frequency Responses : 15-25,000 Hz
- Impedance : 60 ohms
- Sensitivity : 101 dB SPL/1mW
- Distortion : <0.2%
- Cord length : 4ft