แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Grado แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Grado แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2551

Review Grado SR80

Grado SR80







Grado SR80 หูฟังไลน์ถัดมาจากตัว SR-60 ซึ่งให้น้ำเสียงในรูปแบบที่ค่อนข้างแตกต่างไปจาก SR-60 มากเลยทีเดียว ถ้าดูกันที่ภายนอกเผินๆจะค่อนข้างคล้ายๆกันมากๆ จุดแตกต่างกันที่เห็นได้ชัดๆมีเพียงแต่ตัวเลข SR80 เท่านั้น ส่วนอื่นๆเหมือนกันแทบทั้งหมด

ตอนที่ผมเอาหูตัวนี้เปลี่ยนขึ้นมาแทน SR60 ผมก็ต้องรู้สึกแปลกประหลาดใจอย่างไร มันเหมือนมีน้ำเย็นๆสาดเข้ามาระหว่างกำลังฟังเพลง เพราะน้ำเสียงของนักร้องมันกังวาลสว่างใสขึ้นมาทันทีทันควันเหมือนดั่งเปิด ไฟสปอร์ตไลท์ ตอนแรกผมคิดว่าเข้าใจอะไรผิดไปแน่ๆ เลยหยิบเอา SR60 มาตั้งต้นฟังใหม่ จากนั้นก็ลองเปลี่ยน SR80 มาเปลี่ยนอีกที.... โอ้ว แม่เจ้า... ไม่ได้เข้าใจอะไรผิดไปเลยแม้แต่เหล็กหุนเดียว



เสียงกลองที่ว่าได้ยินชัดแล้วจาก SR60 ตัวนี้ยิ่งทำได้ดีกว่าอีกครับ แต่ก็ไม่ถึงกับชัดกว่ามากๆ แต่เรียกว่า ชัดขึ้นมาได้อีกนิดเลยครับ ฟังแล้วผมอึ้งๆไปนิดนึง แค่เปลี่ยนเบอร์อารมณ์มันก็เปลี่ยนไปได้ขนาดนั้นเชียว กลองมีความสว่างและสดกระจ่างมากขึ้น ช่วงสแนร์ที่เคยคลุมเครือไปหน่อยเมื่อยามฟังกับ SR60 กันพลันสว่างสดใสขึ้นมาทันควัน ทำให้เสียงมีความเป็นสแนร์มากขึ้น แต่มวลกลองก็ลดลงไปอย่างรู้สึกได้ทันที

พวก Soundstage นี่ผมว่าทำได้เท่ากับ SR60 เลยครับ แต่จุดเด่นๆจริงคงจะเป็นเรื่องความใสนี่แหละครับ ที่มันสว่าง มัน Bright กว่าเยอะ มันทำให้ผมรีบเปลี่ยนเอา Do it to me one more time มาลองฟังซ้ำๆชัดๆอีกครั้งนึง เสียงเจ๊แกสว่างใสขึ้นมาเลยครับ ความรู้สึกที่แตกต่างจาก SR60 ก็ตรงที่เวลาฟังเพลงกับ SR60 จะเหมือนเรากำัลังฟังเพลงในแสงที่สลัวๆทึมๆหน่อย ในขณะที่เวลาฟังกับ SR80 จะรู้สึกเหมือนกำลังฟังอยู่ท่ามกลางที่สว่างสดใส

เสียงย่านสูงจะออกสดและปลายออกจัดเล็กน้อย แต่ยังไม่ถึงขั้นระดับของ Rs-2 หรือ RS-1 ปลายย่านสูงทอดตัวไปได้ดี มีความใสกังวาล แต่ด้วยความที่ย่านสูงเหมือนกับกำลังถูกยัดเยียดให้มัน Bright กว่าที่ควรจะเป็น ทำให้ออก Color มากๆ จนพวกเสียงอย่าง แฉ หรือ ไฮแฮท จะมีกลืนๆกันบ้างถ้าขึ้นมาใกล้ๆกัน เพราะความที่น้ำหนักของเสียงมันดันไปใกล้เคียงกันจนเกินไปนั่้นเอง


ส่วนที่เปลี่ยนไปจาก SR60 อีกอย่าง คือ มวลเบสที่ถูกขจัดจนลดลงแบบเห็นได้ชัด คงเหลือแค่ impact เบสบ้างเล็กน้อย และให้ middle อีกหน่อย ดังนั้นคนที่ฟังเพลงที่ Rythm ของ เบสเป็นชีวิตจิตใจ คงจะไม่ค่อยเหมาะกับตัว Sr80 ซึ่งถ้าว่ากันตามจริง revew อันแต่ก่อนผมก็คิดว่า SDR80 น่าจะไปเหมาะกับพวกดนตรี Classic มากกว่า แต่ฟังไปฟังมา รู้สึกจะไม่เหมาะแล้ว น่าจะเหมาะกับ กับคนที่ชอบฟังดนตรีประเภทเครื่องสายมากกว่าน่ะครับ เพราะ Grado ที่ให้เสียงจัดๆแบบนี้ มักจะให้ detail ของกีต้าร์ได้ดี

ผมว่าแนวเสียงของตัวนี้จะออกไปทางเน้นใส สว่าง บาดหัวใจ น้ำเสียงโดยทั่วไปจะเหมือนเอา SR60 มาลบเบสทิ้งไป แล้วเพิ่มความใสใส่เข้าไปแทนครับ ก็เรียกว่าเป็นอีกสไตล์ของ SR60 ซึ่งก็แล้วแต่นะครับ ถ้าคุณเป็นแฟน Grado แล้วชอบความ Bright หน่อย ก็อาจจะอยากได้ SR80 ไปฟังก็เป็นได้ เพราะเรื่องพวกนี้ ต่อให้ผมบอกไป แต่ถ้ารสนิยมเราไม่ตรงกัน ก็เลือกเอาที่ถูกใจเราไว้่ก่อนดีกว่าครับ





SPEC

Features:
Vented diaphragm
Non Resonant air chamber
Standard copper voice coil wire
Standard copper connecting cord
mini plug with 1/4" adaptor

Tranducer type : dynamic
Operating principle : open air
Frequency response : 20-20
SPL 1mV : 98
Normal impedance : 32ohms
Driver matched db : .1

วันเสาร์ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2551

Review Grado SR60

Grado SR60





หูฟังที่ใครต่อใครหลายๆคนกำลังด้อมๆมองๆล่ะนะครับ ด้วยสนนราคาค่าตัวไม่สูงจนเกินไป ราคาพอเหมาะพอเจาะกับผู้เริ่มต้นเข้าสู่วงการ Full-size ยิ่งมือสองคนมักจะปล่อยกันที่ค่าตัว 2000 กว่าๆ ทำให้เป็นหูฟัง Full-size อีกตัวที่น่าสนใจครับ


วัสดุภายนอกของ Grado ค่อนข้างเหมือนกันครับ โดยเฉพาะพวก Series อย่าง SR60 , SR80 , SR125 , SR225 ซึ่งก็จะคล้ายๆักันทั้งหมด จะมีจุดปลีกย่อยนิดหน่อยก็ตรงแถบ band ที่คาดบนหัวที่หุ้มหนังคนละแบบซึ่งก็ตามราคาแหละครับ ยิ่งแพงก็ยิ่งได้ของดี แต่ตัวคุณภาพของ Housing และสายถือว่าพอๆกันครับ คือมีความแข็งแรงและดูทนทาน แต่ยี่ห้อนี้มีปัญหาตรงที่เป็นสินค้า Handmade ดังนั้น อาจจะมีตัวหลุด QC มาบ้าง แต่ก็ถือเป็นปริมาณที่น้อยและสามารถเคลมได้ครับ




มาว่ากันที่เรื่องของเสียง



มิติเ้สียงของของ SR60 ค่อนข้างเด่นครับ และด้วยความที่เป็นหูฟังแบบ Open Dynamic ทำให้เวลาฟังจะรู้สึกว่าโล่งโปร่งสบาย ตัว soundstage ของ SR60 จริงๆจะแคบกว่าตัวอื่นๆใน series นะครับ แต่ก็ไม่ถึงกับแคบมาก ระดับของ soundstage ที่ให้มากับ SR60 อยู่ในเกณฑ์ที่กว้างกำลังดี ให้มิติเสียงกลางที่ลึกใช้ได้ แถมให้ image ชิ้นดนตรีที่มีขนาดกำลังพอเหมาะ ไม่ได้เล็กหรือใหญ่จนเกินไป ทำให้ฟังแล้วได้อารมณ์ทางดนตรีได้ดี จังหวะการไล่ชิ้นดนตรีแต่ละชิ้นไม่ค่อยลอยกลางอากาศมาก ให้อารมณ์เหมือนนักดนตรีมีที่ยืนเป็นหลักแหล่ง ไม่เหมือนหูฟังหลายๆตัวที่ผมเคยฟังที่มักจะให้ image ของชิ้นดนตรีแต่ละชิ้นเหมือนเล่นกันกลางอากาศ ไร้่ที่ยืน เสียตรงที่มันเป็นหูฟังระดับล่างๆของ Grado ทำให้เค้าไม่ได้เน้นให้มัน balance มากนัก ไม่งั้นเดี๋ยวขายดีกว่าตัวอื่น ข้อเสียมันจึงไปอยู่ที่ Dynamic และ การ Focus ที่ทำได้ด้อยกว่ารุ่นพี่ และ ด้วยความที่มิติเสียงกลางไม่ลึกเท่าพวกรุ่นพี่อย่าง Ms-1 หรือ SR125 ทำให้การแยกชิ้นดนตรียังทำได้ไม่ดีนัก บางชิ้นมีเกยๆใกล้ๆกันบ้าง ( แม้่แต่ Ms-1 ก็ยังเป็น ) ถ้าจะให้ขาดจริงๆก็คงต้องระดับ SR225 หรือ MS-2 ขึ้นไปแหละครับ


เสียง Vocal ให้ image ที่ใหญ่หน่อย และค่อนข้างเข้ามาใกล้เรามากกว่ารุ่นอื่นๆ ให้มวลที่ดี แต่โดยรวมจะติดขุ่นเล็กน้อย ขุ่นในที่นี้หมายถึงขุ่นกว่ารุ่นที่สูงกว่านะครับ เสียงเลยจะออกนวลๆหน่อย แต่ด้วยความที่ Focus image ของ vocal ได้ดี ทำให้เสียงร้องไม่โดนกลืนหายไปกับย่านอื่น ฟังแล้วเพลินๆสบายๆ

เสียงเบสจะให้มวลที่เยอะหน่อย แต่ไม่ได้ให้ impact ของเบสที่กระแทกกระทั้นมากมาย เบสที่ออกมาอยู่ในระดับกำลังดี มีการเดิน melody เบสได้ค่อนข้างโอเค แต่ถ้าเทียบกับ SR225 ที่เปลี่ยน PAD แล้ว ก็ยังสู้่กันไม่ได้ เพราะทางนั้นจะให้เบสที่มีรูปร่างที่ดีกว่า ส่วน image ของของ SR60 จะออกแนวใหญ่หน่อย ไม่ได้รวมตัว focus เป็นรูปร่างชัดเจนมากนัก แต่ก็ให้อารมณ์ของเบสที่ดี อย่างน้่อยๆ เบสก็เยอะกว่า SR80 แน่นอน

เสียงกลางโดยเฉพาะช่วงเสียงกลองจะให้รายละเอียดที่กำลังดี เสียงออกมาชัดใช้ได้ และมีรายละเอียดเวลาไม้กระทบลงหน้าหนังที่ชัดเจน ได้ยินเสียงหนังสั่นหน้ากลองสั่นกันชัดๆ แม้แต่กลองใหญ่ ยังได้ยินเสียงชัดเหมือนมีคนมาตีอยู่ตรงข้างๆเลยทีเดียว แต่กลองไม่ได้ตีกระแทกรุนแรงเหมือนกับของ HD650 นะครับ ช่วง impact ของกลองจะอยู่ในระดับกลางๆ ไม่แรง ไม่เบา ส่วนเสียงสแนร์ก็ชัดใช้ได้ แม้จะไม่ได้เป็นสแนร์ชัดๆคมๆ และปลายเสียงทอดตัวจนสุด แต่ก็อยู่ในระดับกำลังดี ไม่ได้ห้วนหายจนไม่น่าฟัง กระทั่งเสียงกีต้าร์ ก็ได้ยินเส้นเสียงพริ้วๆของสายกีต้าร์ได้ดี มีรายละเอียดของการสั่นในแต่ละเส้นที่ฟังได้ชัดเจน แต่ยังให้ส่วน dynamic impact ตรงจุดนี้ไม่ดีเท่าไหร่ ทำให้ยังขาดความสมจริงของไลน์กีต้าร์ และกินไปถึงไลน์เบสด้วย

ทางด้านเสียงสูงก็ออกไปทางใสนุ่มๆ ไม่บาดหู และไม่กรุ๊งกริ๊งกังวาล เสียงสูงจะเก็บตัวไวกว่าตัวอื่นๆเล็กน้อย เสียงสูงจะไปได้ไม่สุดเท่าไหร่ แต่ด้วยราคาค่าตัวของมันก็ถือว่าเก็บรายละเอียดได้โอเคแล้วครับ ถ้าจะเอาเสียงใสที่ดีกว่านี้ ในราคาพอๆกัน ก็คงต้องหันไปทาง Ultrasone HFI-450 แล้วก็ต่อแอมป์เพิ่มเอา ได้ใสกว่านี้แน่นอน




สรุปโดยรวมแล้ว ตัว SR60 ก็ถือเป็นหูฟังที่คุ้มค่าอีกตัวนึง แม้อารมณ์ของดนตรีจะให้ความสมจริงได้ไม่เท่ารุ่นพี่ แต่ถือว่าให้รูปแบบของเสียงที่ไม่หนีกันมาก ถ้าใครกำลังมองหา Full-size ในแบบ Open-Dynamic ที่ราคาไม่สูงมาก หรือกำลังก้าวข้ามมาเส้นทางของชาวกึ่งสำเร็จรูป ตัวนี้และ MS-1 ถือเป็นตัวที่เปิดประตูให้คุณได้รู้จักและคลุกคลีบริษัทสหพัฒนฯ ได้มากยิ่งขึ้่นครับ





SPEC

Tranducer type : dynamic
Operating principle : open air
Frequency response : 20-20
SPL 1mV : 98
Normal impedance : 32ohms
Driver matched db : .1

วันพฤหัสบดีที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2551

Review Grado Alessandro MS-Pro

Grado Alessandro MS-Pro






ตอนแรกผมว่าจะไม่ review แล้วตัวนี้ เพราะยังไม่ได้เบิร์นเหมือน Ms-2 เลย มันทำให้ไม่รู้จะพิมพ์อะไรน่ะครับ และก็ไม่กล้าฟันธงมากด้วย กลัวหลัง burn จะให้ผลอีกอย่าง แต่อย่างว่าครับ ลักษณะโดยรวมมันก็ให้สไตล์ของ Grado เลยครับ เอกลักษณ์ครบ แต่มันมีจุดเด่นจุดด้อยที่เราคงต้องมาแจงกันให้เห็นชัดๆครับ

ทำไมต้อง Ms-Pro หลายๆท่านมักจะตั้งคำถามลักษณะนี้กับคนที่ไปซื้อจับจอง Ms-Pro มาเป็นเจ้าของ อาจจะมีสะกิดถามเล็กน้อยว่า ทำไมไม่เอานู่น ทำไมไม่เอานี่ ซึ่ง ก็อย่างที่บอก ความชอบมันไม่เหมือนกันครับ คนเราชอบของแบบนี้แล้วจะให้ไปเลือกซื้อตัวอื่นได้ยังไง จริงเปล่าครับ



ว่ากันเรื่องภายนอก งานไม้ค่อนข้างหยาบครับ คือ ผมเห็นไกลๆก็รู้สึกมันสวย smooth สมราคา แต่พอมาดูใกล้ๆ อ้าว ทำมันไสไม้ไม่เรียบร้อยละเนี่ย ยังมีเสี้ยนอยู่เลย แถมลงแลคเกอร์ไม่ค่อยจะเนียนด้วย แบบนี้ผมฟันธงเลยครับว่า ตาจอร์จ แกเคยขายก๋วยเตี๋ยวแน่นอน เพราะชอบทำอะไรลวกๆแบบนี้แหละครับ คิดดู ขนาดกล่องใส่หูฟังราคา 2 หมื่นแบบนี้ ข้างในยังห่วยเลยครับ ไม่อยากบรรยายความห่วย เอาเป็นว่ามาสนใจกันที่เรื่องเสียงครับ ( ไปว่าแกซะเยอะ จริงๆดูภายนอกมันก็เนี้ยบครับ 555 )

สำหรับมิติเสียงกลางของตัวนี้ แน่นอน ดีกว่าทั้ง Ms-1 และ Ms-2 เพราะค่อนข้างแยกเด่นชัดเจน และลอยสูงกว่าครับ โดยเฉพาะดนตรีแต่ละชิ้นนี่จะเห็นชัดๆเลยครับ ยิ่งถ้าฟังเทียบกับ Ms-1 จะเห็นชัดขึ้นไปอีกเลยครับ ซึ่งลักษณะการแยกมิติของดนตรีและ detail จะเหมือนกับที่ Ms-2 ทำได้ทุกประการครับ แต่... สิ่งที่ต่างคือ ความกว้างกว่า ลึกกว่า และความเป็น 3 มิติครับ เพราะทาง Ms-2 อย่างที่ผมบอกไว้ใน review ก่อนๆ คือ จะให้เสียงที่ชัดมาก แต่ ดันชัดไปซะทุกย่าน ผลคือมันขาดความเป็น 3 มิติครับ ในขณะที่ Ms-Pro ให้อารมณ์ที่เป็น 3 มิติกว่าเยอะครับ ไม่ว่าจะเสียงร้อง หรือ เสียงดนตรีอื่นๆ ถ้าว่ากันอย่างจับผิด ดนตรีบางชิ้นจะเสียงเบากว่าที่ Ms-2 ทำได้ แต่นั่นแหละครับ ทำให้มันมีมิติครับ เพราะมันมีระยะใกล้ไกลที่ให้ความชัดเจนกว่า Ms-2 เยอะครับ ( แต่ไม่เยอะมากขนาดสังเกตได้ครับ แต่อาศัยการจับผิดหนักๆนิดนึง ) soundstage จะกว้างกว่า Ms-2 เล็กน้อยครับ ซึ่ง ตรงนี้มีผลครับ เพราะ เสียงกีต้าร์เนี่ย ไม่มาป่วนวนๆขนาบข้างหูผมครับ โดยมันจะถูกย้ายถอยไปอีก step นึงครับ พูดง่ายๆ ถอยออกไปนิดนึง ไม่ถึงกับไกลมาก แต่ก็อยู่ระดับกำลังดีครับ ผมว่า Ms-2 มันใกล้เกิน ฟังแล้วหงุดหงิดครับ แต่ตรงนี้ก็แล้วแต่ความชอบของแต่ละคนครับ

ว่ากันดื้อๆในเรื่องเสียงกลางนั้น ทาง Ms-Pro อิ่มกว่า Ms-2 แน่นอนครับ แต่ก็อย่างที่บอก ไม่ถึงกับแบบแยกออกในครั้งแรกที่ฟังครับ ผมว่าเสียงกลางของ Ms-2 จะออกสไตล์แข็งๆพริ้วๆ แต่ของทาง Ms-Pro จะออกนุ่มนวลกว่า และอิ่มกว่า อีกอย่างคือ ฟังแล้วไม่ล้าด้วยครับ เพราะไม่มีเสียงปิ๊งป๊างสว่างสดใส กระตุ้น คึกคัก เหมือน Ms-2แต่เป็นสไตล์นุ่มนวล ใส สบายๆ ซะมากกว่าครับ

เรื่องความใสไม่ต้องห่วงครับ ใสแน่นอน ใสเท่ากับ Ms-2 เลยครับ ไลน์กีต้าร์ชัดแบบ ชัดมากๆ เพียงแต่เสียง Ms-2 มันออกจัดจ้าน เรียกว่า color เลยแหละครับ
เรื่องเบสจะใกล้เคียงกับ Ms-2 มากๆครับ ดังนั้นไม่ต้องห่วงเรื่องเบสจะน้อยเกินไป เพราะมันพอจะให้ความประทับใจได้ไม่ยากเลยครับ ผมว่าเบสมันมากกว่า Ms-2 นิดนึงด้วยครับ เพียงแต่ Ms-2 เบสจะกระทั้นกว่าเท่านั้นเองครับ

ข้อเสียของ grado ทุกตัวคงมีจุดเดียว ตรง Soundstage นี่แหละครับ ฟังไปฟังมาผมรู้สึกว่าคุณพี่จะแคบกว่าชาวบ้านที่เค้าเป็น Full Size กันแล้วน่ะครับ ยิ่งระดับสูงๆอย่าง MS-Pro นี่ หูฟังในระดับราคาใกล้ๆกัน เค้า soundstage แยกออกเป็นแม่น้ำแล้วครับ... แต่ผมเชื่อว่า ก็มีคนชอบลักษณะ soundstage แบบนี้อยู่ดีครับ เพราะมันได้เสียงเต็มๆกว่า แต่ถ้านับกันกับในบรรรดา Grado ตัวอื่นๆ นี่ ตัว MS-Pro ให้ soundstage เป็นรองแค่เพียง GS1000 เท่านั้นครับ

โดยรวมหูฟังตัวนี้ให้น้ำเสียงที่ใส... แต่ไม่บาดหู และมีเบสที่กระชับ ถึงจะเบสไม่นุ่มเท่ากับที่ K701 ทำได้ แต่มันก็แน่นและกระชับดีครับ มิติเสียงกลางเด่น ตำแหน่งเสียงแยกได้ดีไม่มีกวนกัน และให้ความนุ่มละไมของดนตรี ไม่เกิดอาการล้าเมื่อฟังต่อเนื่อง เสียงที่ได้ให้ความรู้สึกเป็น 3 มิติด้วย ถ้าถามผมว่าสมราคาไม๊ อันนี้ผมตอบให้ไม่ได้ครับ มันอยู่ที่ว่าคุณชอบบุคลิกแบบนี้หรือเปล่า ถ้าคุณชอบ มันก็สมราคาสำหรับคุณแล้วครับ...



SPEC


Transducer Type : Dynamic
Operation principle : open air
Frequency response : 12hz - 30,000hz
SPL 1mV : 98
Nominal impedance : 32ohms
Driver matched db : 0.5

Vented diaphragm
Wooden air chamber
UHPLC copper voice coil wire
UHPLC copper connecting cord

Review Grado Alessandro MS-1

Grado Alessandro MS-1








ถ้าคุณบอกว่า SR60 ดีพอแล้ว

ยังครับ มันยังไม่ดีพอ

ถ้าคุณบอกว่า SR80 มันดียอดจะแย่แล้ว

ยังครับ มันยังไม่ดีพอ

อ้าว!! แล้วอะไรดีกว่าล่ะ






แน่นอนครับ มันก็ต้อง Grado RS-1 !!! อึ๋ย... ไม่ใช่สิ มันต้อง นี่เลยครับ Alessandro MS-1 !!!

แล้วมันต่างกับ SR60 และ SR80 ตรงไหนล่ะ มันต่างกันตรงนี้ครับ ตรงความนุ่มนวลครับ...


อย่างที่ผมบอกไปแล้วว่า เสียงของ SR60 จะให้เบสที่อวบอิ่ม ในขณะที่ SR80 มันจะให้ความ Bright ความสว่างสดใสของเสียง แต่ตัวนี้ครับ MS-1 แทรกลงมาตรงกลางระหว่างคู่หูทั้งสองครับ แต่ เบสเด็ดกว่า SR60 ครับ ตรงที่มีความนุ่มนวล เป็นเบสสไตล์นุ่มๆ ในขณะที่ด้านเสียงใสไม่ได้ด้อยไปกว่า SR80 เลยครับ ( แต่ไม่ Bright เท่านะครับ เพราะเสียงคนละสไตล์กัน ) เสียงที่ออกมาจะเป็นแบบ 3 มิติเลยครับ คือเบสจะร่นไปอีกมิตินึง Vocal ก็จะออกมาอีกจุดนึง sound อื่นๆก็แยกไปตามตำแหน่งของตัวเอง ทำให้ไม่มีการออกมากวนซึ่งกันและกันเลยครับ เวลาฟังนะครับ ช่วงจังหวะเบสลงมันจะนุ่มมม.... แต่ก็ไม่ทำลายเสียง Vocal ที่กำลังคลอตามดนตรีชิ้นอื่นๆ มันจะลงลึกนวลๆ แต่ไม่ดำดึ่งลึกซึ้งเหมือน Hd650
คล้ายน้ำหยดจากที่สูง เวลาลงดิ่งเรื่อยๆ เรื่อยๆ เมื่อถึงผืนน้ำก็จะแตกกระจายออกบางๆ แต่ของ senheiser มันจะเหมือนกันก้อนน้ำแข็งที่หล่นลงมาจากที่สูง แล้วค่อยๆดิ่งลงเรื่อยๆ เรื่อยๆ เมื่อสัมผัสผืนน้ำ มันก็ยังจะดำดิ่งลงต่อไปอีก จนหมดหนทางที่จะไป มันก็จะค่อยๆละลายกระจายปนไปพร้อมกันผืนน้ำครับ

เรื่องเสียงกีต้าร์ก็ค่อนข้างเด่นชัดครับ เสียงกรีดนิ้วลงไปในแต่ละเส้นสายค่อนข้างชัดและได้อารมณ์มากๆเลยครับ ยิ่งจังหวะเกาของกีต้าร์ Classic เสียงจะออกนุ่มนวล ละมุนละไม คล้ายๆกับมีคนหยิบเอากีต้าร์สเปนที่ทำด้วยไม้มะฮอกกานีเนื้อไม้แบบหนา มาเกาให้ฟังตรงหน้า เสียงมันจะแน่น นุ่มนวล และใส ถ้าเทียบกับ SR-80 เสียงกีต้าร์ของทางนั้นจะออกสไตล์กีต้าร์แบบเนื้อไม้บางหน่อย เสียงเลยจะออกโปร่ง และเบาๆ ครับ แต่เส้นเสียงของกีต้าร์จะออกแหลมกว่า MS-1 เยอะ

เสียงกลองก็ทำได้ดีมากๆครับ ถ้าเอาเสียงกลองมาเทียบกับ KSC35 จะรู้สึกได้เลยว่าคนละเรื่องกันครับ มันจะออกไปคนละโทนเลยครับ เพราะเสียงที่ได้จาก MS-1 ความรู้สึกเวลาได้ยินเสียงไม้กระทบหน้าหนังกลองมันจะสั่นสะเทือนแน่นๆลึกๆ ครับ ในขณะที่ของ KSC35 จะออกโปร่งๆกว่า ความเป็นอรรถรสของเสียงกลองยังให้ได้ไม่เท่า MS-1 ครับ ยิ่งเสียงการตีกลองใหญ่ เสียงกังวานโทนต่ำของกลองมันดิ่งลึกและกระจายออกบางๆ ถ้าฟังจาก MS-1 จะรู้สึกได้ค่อนข้างชัดเจนเลยครับ

เรื่อง soundstage ถ้าเป็นตระกูล GRADO ผมว่ามันพอๆกันหมดแหละครับ แต่ว่า จุดต่างมันอยู่ที่ น้ำเสียงที่มันทำได้ครับ อย่าง RS-1 ไม่ต้องพูดถึงครับ แพ๊งแพง หูอะไร .... โดยปรกติแล้ว เสียงของหูฟังระดับ Hi-End โดยเฉพาะของทาง Grado รูปแบบของเสียงที่เป็นสไตล์เดียวกัน มักจะหนีกันไม่เยอะครับ ( สไตล์ในที่นี้อย่าง SR-80 เน้นเรื่องเสียงใส แต่ SR-60 เน้นเรื่องเสียงทุ้ม ซึ่งจะตีคู่กันไปเป็นรุ่นๆครับ)

ในเรื่องของ Dynamic นั้นไม่ต้องห่วงครับ หูฟัง soundstage กลางๆ ไม่แคบไม่กว้างอย่าง Grado ไม่ค่อยมีปัญหาในเรื่องของ Dynamic ครับ เสียงกลางก็มีน้ำหนัก ชัดเจนไม่พร่ามัว ช่วงปลาย Dynamic-Range ก็ได้ยินชัดเจนครับ

จุดด้อยจะเป็นในเรื่องของมิติเสียงกลางครับ เพราะยังทำได้ไม่ดีนัก การแยกชิ้นดนตรีก็ยังคลุมเครือ แยกออกได้ไม่ชัดเจน ถ้าเพลงช้าๆไม่เท่าไหร่ แต่ถ้า sound ขึ้นมาเยอะๆพร้อมๆกันล่ะ คุณเอ๋ย ตีกันมั่วเลยครับ เรื่องการแยกชิ้นดนตรีนี่ Ms-2 จะทำได้ดีกว่ามากๆครับ สามารถรับรู้ถึงตำแหน่งของชิ้นดนตรีตรงช่วงมิติเสียงกลางได้ดีกว่ากันมากๆ ตัว MS-1 นี่จะออกละมุนกว่าทาง Ms-2 ครับ เพราะทางนั้นเค้าเน้นในเรื่อง Detail มากกว่า และเบสของ Ms-2 impact กว่า MS-1 ครับ ตัว MS-1 จะให้เบสที่ละมุนละไมกว่าครับ

ถ้าชอบเบส ตัวนี้อาจจะยังให้เบสไม่ถูกใจนักครับ เพราะเบสไม่ได้ impact เหมือนกับที่ SR-60 ทำได้ ผมว่า SR-60 เบสจะ impact กว่าตัวนี้ครับ แต่ MS-2 impact สุดครับ ( ส่วน 225 นี่ผมยังไม่ได้ลองผ่านแอมป์เลยไม่กล้าตอบว่ามันจะ impact กว่า MS-2 หรือเปล่า เพราะเห็นเค้าว่ากันว่ามันให้เบสที่ดีกว่า Ms-2 ครับ ) เบสของ Ms-1 จะนุ่มๆ ไม่รุนแรงนัก เหมาะสำหรับฟังเพลงช้าๆที่ไม่เน้นเบสอะไรมากมายครับ ถ้าจะฟังเพลงร๊อคก็ไม่ขี้เหร่แต่อย่างใด เรียกว่า พอจะลุยไหวครับ




ยังไงอย่าลืมฟังก่อนซื้อเสมอครับ




SPEC

Transducer type : Dynamic
Operating principle : Open air
Frequency response : 20 - 22K Hz
SPL lmV : 100
Nominal impedance : 32 Ohms
Driver match db : 0.1
Features : - Vented diaphragm

- Non resonant air chamber
- UHPLC voice coil wire
- Standard copper connecting cord



Grado Alessandro MS-2

Grado Alessandro MS-2






ในที่สุด ผมก็ได้มันมาครอบครองเรียบร้อยแล้วครับ คิดว่า burn ได้ที่แล้วล่ะครับ ล่าสุดขึ้นถึง 200 เป็นที่เรียบร้อย แน่นอน หลัง burn จะให้มิติที่ต่างออกไปจากเดิมแยะเลยครับ เรียกว่าเปลี่ยนหน้าเปลี่ยนหลังกันเลยทีเดียว เอาล่ะครับ มาว่ากันถึงเรื่องเสียงของ Ms-2 จริงๆซะที

รูปลักษณ์ภายนอกแจ๋วสุดๆเลยครับ เพราะตรงตัวครอบ driver เป็นอลูมิเนียม ในขณะที่ Ms-1 ผมยังเป็นพลาสติกอยู่เลย แถมฟองน้ำก็เปลี่ยนเป็นแบบ "ชาม" ด้วยครับ ดูดีกว่าแบบปรกติเยอะเลย แต่ว่าก็ว่าเถอะ ตาจอร์จนี่ก็น่าเกลียดจริงๆครับ เล่นใส่หูฟังมาในกล่องแบบไม่ปราณีตเลย ผมเห็นคาตาเลยว่า ฟองน้ำมันเบี้ยวแบนมาเลยครับ ต้องเอาออกมาขยำๆยืดๆมันหน่อยถึงจะได้ที่ ทำไมไม่รู้จักทำให้มันปราณีตมั้งน้า ของไม่ใช่ถูกๆ

แต่ที่แน่ๆที่สัมผัสได้คือ น้ำหนักครับ หนักกว่า Ms-1 เยอะเลย เรียกว่าอย่าได้ใส่วิ่งไปไหนต่อไหนเด็ดขาด จะหล่นเอาง่ายๆครับ เวลาผม test นี่ผมก้มหน้าเหมือนตอนฟัง Ms-1 ไม่ได้เลย เพราะคุณพี่จะหล่นลงพื้นท่าเดียว นี่ถ้าลงพื้นล่ะเสร็จเลยผม แต่ก็ไม่ได้หนักหัวอะไรมากมายนะครับ เรียกว่าใส่พอสบายทีเดียว ดีซะอีกที่ไม่รัดมากเกินไป คิดว่าคนที่เริ่มฟัง Grado ใหม่ๆ น่าจะไม่รู้สึกอาการล้าที่ใบหูเหมือนสมัยที่เริ่มฟัง Ms-1 กันใหม่ๆน่ะครับ ข้อเสียก็มีแค่ตรงมันจะหล่นเวลาเผลอก้มนี่แหละครับ




มาว่ากันเรื่องเสียงบ้างนะครับ




ถ้าถามผมว่าต่างจาก MS-1 เยอะไม๊ ผมบอกเลยว่า มันให้อารมณ์คนละสไตล์ครับ สำหรับหูฟังตัวนี้ ก่อนหน้าที่จะ burn ผมได้ยกให้เป็นหูฟังแบบ DJ Style ไปเลย แต่พอหลัง burn ผมพบว่า ลักษณะแนวเสียงไม่ออกไปทางนั้นครับ เรียกว่าฟังแนว Electronica หรือพวก Electronic Dance ได้ไม่เร้าครับ เนื่องจากการแยกห่างของมิติมันกว้างมาก ทำให้ตำแหน่งของ sound ถูกยืดออกไปอีก จังหวะของเสียงที่ mix มาซ้ำๆกันไล่ตาม step เลยถูกแยกเป็น Layer ไป ฟังแล้วให้อารมณ์แปลกไปซะอย่างนั้น 555 แต่ยังคงยืนยันว่ามันออก Color ไปหน่อย แต่ผมถือว่า นี่แหละข้อดีของมันครับ เพราะแม้ใช้กับ Player ห่วยๆ มันก็สามารถให้ Deatil ที่คมชัดได้ ยิ่งไปเจอ Player ดีๆที่ให้ Detail ได้ในระดับสุดยอดนี่ คุณเอ๋ย Image ชัดแบบแยกเห็นกันเป็นชิ้นๆไม่พล่ามัวให้ต้องมานั่งคิดตามว่า เอ๊ะ นั่นมันกลองหรือเปล่าหว่า


เสียงโดยรวมตัวนี้ให้รายละเอียดเสียงกลางได้ดีมากครับ มีการแยกตำแหน่งของเสียงได้ชัดเจนมากๆ มิติจะดีกว่าทาง MS-1 ครับ เพราะถ้าฟังเทียบๆกัน จะรู้เลยว่า เสียงดนตรีบางชิ้นของ Ms-1 จะตีกันมั่วไปหมด บางชิ้นก็เบาจนฟังไม่รู้เรื่อง แต่ตัว MS-2 ไม่เป็นครับ มิติชัดเจน แยกให้เห็นกันตรงๆ แต่... ยังไม่ให้ความเป็นมิติแบบ 3 มิติครับ ซึ่ง Ms-Pro ทำได้ครับ ตัวนี้ยังให้ย่านความถี่เสียงที่เท่าๆกันหมด คือ เป็นมิติ แต่ว่า เสียงชัดกันหมดครับ ไม่มีความบางเบาของเสียงที่แยกความใกล้ๆไกลน่ะครับ โดยรวมผมว่า มิติเสียงกลางดีกว่า Ms-1 เยอะครับ แต่ไม่มากขนาด K701 ครับ ลักษณะเสียงกลางจะเป็นการยกสูงขึ้นไปอีกระดับที่เหนือกว่า Ms-1 ครับ มีการแยกชั้นของเสียงได้ชัดเจน ไม่มีการตีกันของชิ้นดนตรีแบบเห็นได้ชัด แม้แต่เวลาที่เสียง Vocal ลงมาต่ำๆ แผ่กว้างๆ ก็ยังได้ยินเสียงชิ้นดนตรีที่เล่นอยู่ด้านหลัง เรียกว่าจับ image ได้สบายเลย

soundstage หลัง burn ดีกว่า Ms-1 ครับ แต่ไม่เยอะขนาดที่รู้สึกได้ชัดเจน ยกเว้นคนที่เล่นและคลุกคลีกับ Ms-1 มานานๆ จะรู้สึกได้เลยว่ากว้างกว่า และมิติเสียงกลางสูงกว่า

โทนเสียงโดยรวมจะออกแนวเสียงที่คม รายละเอียดชัด ไลน์เบสสามารถสัมผัสได้ถึงเส้นเบสในจังหวะที่กรีดลงทีเดียว แต่ก็ไม่ได้บาดหูให้น่ารำคาญแต่อย่างใด เสียงออกโปร่ง และ Bright ไม่จัดจ้านบาดหัวใจเหมือน Rs-1 แต่ด้วยความที่มันคมมากเกินไป เสียงอย่างเปียโนจึงไม่ละมุนละไมเท่าไหร่ กลายเป็นแข็งไปนิดนึง ถ้าเป็นตัว Ms-Pro จะลงเสียงเปียโนได้นุ่มละมุนกว่าเยอะครับ จังหวะการทอนเสียงร้องช่วงปลายก็ทิ้งน้ำหนักได้ดีครับ อาจจะสู้ทาง HD-650 กับ 701 ไม่ได้ เพราะขอบเสียงออกคมไปนิด แต่ก็ไม่ได้ขี้เหร่เลยครับ ที่สำคัญ มันให้ความสดของชิ้นดนตรีได้ดีมาก เรียกว่าให้อารมณ์เหมือนเรากำลังเกาะขอบเวทีคอนเสิร์ตเลยทีเดียว ฟังเพลงที่อัดมาดีๆคุณจะรู้สึกเหมือนไม่ได้ใส่หูฟังอะไร และกำลังนั่งฟังลำโพงคู่นึงที่กำลังประกบอยู่ใกล้ๆหูเลยทีเดียว

ในเรื่องของเบสนั้น เบสที่ออกมา impact กว่า Ms-1 เยอะเลยครับ เรียกว่าเบสกิน Ms-1 สบายๆ แต่เป็นเบสที่ค่อนข้างคลายตัวไวไปนิดนึง ความรู้สึกเวลาฟังเลยจะไม่ได้ deep bass แต่จะได้จังหวะเบสที่ดี เวลาฟังร๊อคที่เร็วๆจะให้อารมณ์ของเบสต่อเนื่องที่เร้าอารมณ์มากๆครับ เสียงเวลาหวดกลองลงก็ดีเลยทีเดียวครับ มีน้ำหนักของสัมผัสกลองที่ชัดเจน เสียตรงบางเพลงเวลาหวดแล้วรู้สึกเหมือนฟาดลงกลองพลาสติกไปหน่อยครับ ผมชอบตรงหลายๆเพลงผมสามารถจับ image กลองได้ค่อนข้างเร็ว แม้กระทั่งช่วงที่รัวแฉ ตอนที่ผมใช้ Ms-1 ผมฟังไม่รู้เรื่องเลยครับ แต่พอลองกับ Ms-2 นี่แยกได้ชัดเจนแบบเห็นได้ชัดเลย

ข้อดีสำคัญและเด่นชัดสำหรับตัว Ms-2 เลยคือ ไม่ว่าจะใช้ Player อะไร ถ้ากำลังพอ มันก็จะให้ detail ที่คมละเอียดชัดหมดครับ เรียกว่า ไม่ใช่หูฟังช่างเลือกแต่อย่างใด ในขณะที่ AKG K701 น่ะ ตัวเลือก Source เลยครับ ขี้ฟ้องเป็นที่สุดด้วย... แต่ Ms-2 สบายๆครับ ยังไงก็ได้ ยังไงก็พอ แถมยังพกพาง่าย ไม่ต้องพึ่งพาแอมป์ให้วุ่นวาย และแม้ต่อแอมป์ก็ให้เสียงที่ยิ่งดีกว่าเดิมอีก เป็นข้อดีที่ผมชอบมากๆ

ข้อเสียก็มาอยู่ที่ มิติครับ ที่ผมว่ามันให้ความเป็น 3 มิติน้อยเกินไป การเรียกมิติเสียงกลางตัว Ms-2 ดันไปเน้นในเรื่องการแยก Layer ของตำแหน่งแต่ละส่วน มากจนลืมว่า บางทีเราก็ต้องการความเป็นมิติที่เป็นในรูปแบบด้านลึกด้วย ซึ่งตรงนี้ก็คงเป็นเอกลักษณ์น่ะครับ บางคนก็อาจจะชอบการแยกแบบนี้ก็ได้ แต่ผมดันอยากได้อารมณ์เหมือน Ms-Pro ซะมากกว่า

ถ้ามาถามผมว่า... แล้วมันดีกว่า Ms-1 ป่าวอ่ะ ดีกว่าเยอะไม๊อ่า ... อันนี้ผมว่า มันดีกว่าในเรื่องของมิติที่แยกตำแหน่งได้ดีกว่าครับ เสียงไม่มีกวนกันเลย แต่... ในแง่ด้านบุคลิกของเสียง อันนี้แล้วแต่คนชอบครับ เพราะ Product ของ Alessandro ผมว่า แกแยกไลน์ได้ค่อนข้างชัดเจนครับ อย่าง MS-1 ก็เหมาะกับผู้เริ่มต้นเพื่อเข้าสู่อาณาจักร Grado ส่วน MS-2 นี่จะแยกออกมาสำหรับพวก ขาร๊อค , อิเลคทรอคนิคเกอร์ ในขณะที่ทาง Ms-Pro จะออกไปทางผู้ที่ชอบเสียงที่ออกละมุนละไม ใส และมีมิติที่ออกเป็น 3 มิติมากกว่า Ms-2 ครับ MS-Pro นี่ฟังเพลงอะไรก็เพราะครับ เพราะมันให้เบสเท่ากับ Ms-2 แต่ให้ความละมุนละไม นุ่มนวลชวนฟัง จริงๆถ้าถามผมว่า 3 ตัวนี้เลือกตัวไหน ถ้าไม่มีเรื่องราคามาเกี่ยวข้อง ผมคงตอบไม่ลังเลเลยว่า Ms-Pro แต่ถ้ามีเรื่องราคาแล้ว ผมมอง Ms-2 มากกว่าครับ





SPEC

Transducer Type : Dynamic
Operation principle : open air
Frequency response : 18hz - 24,000hz
SPL 1mV : 100
Nominal impedance : 32ohms
Driver matched db : 0.5

Vented diaphragm
Aluminum air chamber
UHPLC copper voice coil wire
UHPLC copper connecting cord